ข่าวอินโฟเควสท์
15:03 หอการค้าไทยส่งมอบสมุดปกขาวให้รัฐบาลเป็นแนวทางขับเคลื่อนศก.   นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวสรุปงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ…
14:53 เกาหลีใต้เผยภาคธนาคารมีกำไรในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 32.1% ในครึ่งปีแรก   สำนักงานกำกับดูแลการเงินของเกาหลีใต้ (FSS) เปิดเผยว่า ภาคธนาคารเกาหลีใต้ม…
13:50 เกาหลีใต้เตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจา FTA เกาหลีใต้-จีน-ญี่ปุ่นต่อจากญี่ปุ่น   กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้เปิดเผยวันนี้ว่า เกา…
13:21 กสิกรฯคาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีโอกาสฟื้นตัว จับตาเงินเฟ้อยูโรโซน-ส่งออกไทย   บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย คาดแนวโน้…
13:16 กสิกรฯคาดเงินบาทสัปดาห์หน้ากรอบ32.70-33.00 จับตาแรงซื้อเงินดอลลาร์ใกล้สิ้นเดือน   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มเงินบาทสัปดาห์หน้า (24 28 พ…

ทริสฯ ให้เครดิตหุ้นกู้ SGP วงเงินไม่เกิน 1,500 ลบ.ที่ “BBB/Stable

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 10 มกราคม 2557 16:53:14 น.

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาทของ บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์(SGP)ที่ระดับ “BBB" พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB" โดยแนวโน้มยังคง “Stable" หรือ “คงที่"

ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปชำระหนี้เดิม

อันดับเครดิตระดับ “BBB" สะท้อนสถานะของบริษัทในการเป็นผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย รวมถึงการมีเครือข่ายกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง และฐานลูกค้าที่กระจายตัวกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะที่ผันผวนของราคาก๊าซ LPG และความไม่แน่นอนของกฎระเบียบในประเทศไทย

ขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาสถานะในการเป็นผู้ค้าก๊าซ LPG รายใหญ่อันดับ 2 ในประเทศเอาไว้ได้ โดยรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศน่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อผลประกอบการรวมของบริษัท และคาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจะอยู่ในระดับไม่เกิน 60% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

SGP ก่อตั้งในปี 2544 โดยกลุ่มตระกูลวีรบวรพงศ์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2551 โดย ณ เดือนสิงหาคม 2556 กลุ่มตระกูลวีรบวรพงศ์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทในสัดส่วน 71% บริษัทเป็นผู้ค้าก๊าซ LPG รายใหญ่อันดับ 2 ในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจในประเทศของบริษัทประกอบด้วยการค้าก๊าซ LPG ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “สยามแก๊ส" และ “ยูนิคแก๊ส" ซึ่ง ณ เดือนมิถุนายน 2556 กลุ่มบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดตามปริมาณการขาย LPG อยู่ที่ 26% รองจาก บมจ.ปตท.(PTT) ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 36%

บริษัทมีโครงข่ายการกระจายสินค้าทั่วประเทศที่แข็งแกร่ง โดย ณ เดือนมิถุนายน 2556 บริษัทมีคลังเก็บก๊าซ LPG จำนวน 7 แห่ง โรงบรรจุก๊าซ LPG จำนวน 178 แห่ง และสถานีบริการก๊าซ LPG สำหรับยานยนต์จำนวน 551 สถานี นอกจากนี้ บริษัทยังมีระบบขนส่งที่หลากหลาย โดยให้บริการขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อสนับสนุนธุรกิจค้าก๊าซ LPG ของบริษัทด้วย ที่ผ่านมา ปริมาณจำหน่ายก๊าซ LPG ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยอยู่ที่ประมาณ 0.61 ล้านตันในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 และประมาณ 1.25 ล้านตันสำหรับปี 2555

สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 ปริมาณการขายก๊าซ LPG ของบริษัทแบ่งเป็นการขายให้กับกลุ่มครัวเรือน 61% ของปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ในประเทศทั้งหมด กลุ่มยานยนต์ 29% และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม 10% ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 26% ลดลงจาก 30% ในปี 2553 เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มยานยนต์

บริษัทขยายธุรกิจค้าก๊าซ LPG ไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ทั้งในประเทศจีน เวียดนาม สิงค์โปร์ และมาเลเซีย บริษัทมีคลังเก็บก๊าซ LPG ในถ้ำใต้ดินที่ประเทศจีนด้วยขนาดบรรจุทั้งสิ้น 300,000 ตันและมีคลังลอยน้ำที่ประเทศสิงค์โปร์ขนาดบรรจุ 45,000 ตัน เพื่อสนับสนุนการค้าก๊าซ LPG ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2555 ปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 0.87 ล้านตัน คิดเป็น 41% ของยอดจำหน่ายก๊าซ LPG ทั้งหมดของบริษัท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 สัดส่วนการค้าก๊าซ LPG ในต่างประเทศของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 54% ซึ่งมากกว่าสัดส่วนการจำหน่ายก๊าซในประเทศ แม้ว่าการขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านการซื้อกิจการจะเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ แต่บริษัทก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาก๊าซ LPG และการแข่งขันในตลาดโลก

จากการที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายปรับราคาก๊าซ LPG โดยให้ราคาก๊าซ LPG สำหรับภาคครัวเรือนทยอยปรับเพิ่มขึ้นจาก 18.13 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนสิงหาคม 2556 เป็น 24.82 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนตุลาคม 2557 โดยมุ่งหวังให้สะท้อนราคาของตลาดโลกมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้จากการค้า LPG ในประเทศของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงได้ปริมาณกำไรเท่าเดิมเนื่องจากบริษัทจะต้องส่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นราคาให้แก่กองทุนน้ำมัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมองว่าการขึ้นราคาก๊าซ LPG ในประเทศจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อกำไรสุทธิและเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัท

รายได้ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 ยังคงสอดคล้องกับประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง แต่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่ำกว่าที่คาดการณ์ บริษัทมียอดขายเท่ากับ 47,337 ล้านบาทในปี 2555 เพิ่มขึ้น 24.8% จากปี 2554 และ 45,617 ล้านบาทสำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 27.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขยายการค้าในประเทศจีนและธุรกิจ Off-shore Trading

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็น 4.0% ในปี 2555 เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและการขาดทุนจากความผันผวนของราคาก๊าซ LPG สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานดังกล่าวลดเหลือ 1.4% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาก๊าซ LPG ที่ลดลง โดยราคาก๊าซ LPG ที่อ้างอิง Saudi Aramco Contract Price (CP) ลดลงจาก 955 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนมกราคม 2556 เป็น 755 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนมิถุนายน 2556 ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 860 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนกันยายน 2556

อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือนกันยายน 2556 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนเท่ากับ 58.4% บริษัทมีเงินกู้ทั้งหมดจำนวน 11,010 ล้านบาท โดยประมาณ 65% เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อก๊าซ LPG ระดับเงินกู้ของบริษัทลดลงช้ากว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในต่างประเทศแต่ธุรกิจเหล่านั้นยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่บริษัทอย่างเต็มที่

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เติบโตโดยเฉลี่ยปีละ 10%-15% ตามประมาณการพื้นฐาน โดยรายได้จากการค้าในต่างประเทศน่าจะมีสัดส่วนประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด ผลประกอบการของบริษัทจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการขายและการบริหารสินค้าคงคลัง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก อัตราส่วน

กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2%-5% โดยเฉลี่ย ในขณะที่อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 50% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ระดับของอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ หากเปรียบเทียบกับอัตราส่วนหนี้สินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ที่ระดับไม่เกิน 2 ต่อ 1 เท่า หรือเทียบเท่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้นที่ 66.7% ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนสำหรับในช่วง 3 ปีข้างหน้าน่าจะอยู่ระหว่าง 1,500-1,700 ล้านบาทต่อปี อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมคาดว่าจะมากกว่า 13% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ต่อดอกเบี้ยจ่ายนั้นน่าจะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ 4-6 เท่า

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง