(เพิ่มเติม) บลจ.กสิกร ตั้งเป้า AUM ปี 58 โตเป็น 1.2 ล้านลบ.จากสิ้นปีก่อน 1.09 ล้านลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday January 29, 2015 13:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร(AUM)สิ้นปี 58 ที่ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 57 ที่มี AUM อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 14% ภายใต้การดำเนิน 3 กลยุทธ์หลักที่ครอบคลุมทั้ง การเข้าถึงลูกค้าด้วยบริการที่ครบวงจรทั้งผ่านสาขาธนาคารกสิกรไทย ตัวแทนสนับสนุนการขาย และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การให้คำแนะนำด้านการลงทุน โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหรือ K-Expert จากธนาคารกสิกรไทย และ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน
"การเติบโตในปีนี้จะเติบโตในทุกๆกอง โดย Mutual Fund ยังคงเป็นตัวที่เติบโตสูงที่สุด และจะยังเน้นในส่วน Equity รวมไปถึงการบาลานซ์การลงทุนในตราสารหนี้อื่นๆทั่งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีกอง REIT เข้ามาอีก ส่วนกอง Infrastructure Fund ยังต้องศึกษารายละเอียดในรูปแบบให้มากกว่านี้อีกสักนิดก่อน เพราะยังมีความคลุมเครืออยู่"นายวศิน กล่าว

บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจจัดการกองทุน ซึ่งในปี 57 ระดับ AUM ของบริษัทเติบโต 14% จากปี 56 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 21% อีกทั้งยังรักษาการครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ทั้งในธุรกิจกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงกองทุน LTF/RMF กองทุนตลาดเงิน และกองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศ(FIF) นั้นบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดถึง 44% หรือคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 9.3 หมื่นล้านบาท โดยบริการกองทุนต่างประเทศถ็ง 18 กองทุนครอบคลุมตลาดทั่วโลกทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย

นายวศิน กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index)จะขึ้นไปอยู่ที่ 1,700 จุดได้ในช่วงปลายปี ที่ระดับ P/E 16 เท่า โดยปัจจุบัน SET Index อยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด ระดับ P/E 15.3 เท่า อีกทั้งคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศในปีนี้จะเติบโตราว 14.5%

"สิ่งที่ต้องจับตาที่จะมีผลกระทบต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนคงเป็นเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมัน เพราะทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งอาจจะทำให้การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมในปีนี้อาจปรับตัวลดลงไป โดยหุ่นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วน 17% ในตลาดหุ้นไทย"นายวศิน กล่าว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 4% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมาก รวมถึงมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณ จะเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในด้านการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนได้

ด้านมุมมองการลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก มองว่าได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการที่ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นยังคงอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ถึง 3% ในขณะที่มาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่แตกต่างจากธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตามองคือปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครนและกรีซ ที่อาจทำให้ภาคการลงทุนทั่วโลกยังมีความผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา และกลยุทธ์การลงทุนของบลจ.กสิกรไทย ยังเน้นลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากนโยบายของภาครัฐและธนาคารกลาง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ