ข่าวอินโฟเควสท์
07:55 DCC ปันผลอัตรา 0.023 บ./หุ้น XD 6 มี.ค. ,แจกวอร์แรนต์ให้ผถห.เดิม สัดส่วน 2.5:1   เรื่อง : จ่ายปันผลเป็นเงินสด วันที่คณะกรรมการมีมติ : 20 ก.พ. 2…
07:49 World Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ   ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 20 ก.พ…
07:48 SVH ปันผลอัตรา 7.50 บ./หุ้น XD 5 มี.ค.   เรื่อง : จ่ายปันผลเป็นเงินสด วันที่คณะกรรมการมีมติ : 20 ก.พ. 2561 ชนิดการปันผล : จ่ายปันผลเป็นเงินสด ว…
07:47 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก หลังเงินยูโรอ่อนหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก   ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (20 ก.พ.) โดยได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินยู…
07:45 BIG และบ.ย่อย ปี 60 กำไรที่ 774.44 ลบ.เทียบกับปี 59 กำไรที่ 827.33 ลบ.   บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น และบริษัทย่อย กำไรปี 60 เท่ากับ 774.44 ล้านบ…

ดาวโจนส์ร่วง หลังพุ่งกว่า 400 จุดวานนี้ นักลงทุนโฟกัสตัวเลข CPI พรุ่งนี้

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 22:35:29 น.

ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ หลังจากที่พุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อวานนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันพรุ่งนี้

ณ เวลา 22.10 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 24,477.44 จุด ลดลง 123.83 จุด หรือ 0.50%

หุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพดิ่งลงนำตลาดวันนี้ ขณะที่หุ้นโฮม ดีโปท์ร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก

กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนม.ค.ในวันพรุ่งนี้ เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย

นายทอม เอสเซย์ ผู้ก่อตั้งเดอะ เซเวนส์ รีพอร์ท กล่าวว่า ตัวเลข CPI ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ จะเป็นตัวเลข CPI ที่มีความสำคัญที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อการทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีของตลาดหุ้นในขณะนี้

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวอย่างผันผวนในสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น หลังเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง โดยดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงมากกว่า 1,000 จุดเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่พุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเป็นเวลา 2 วันเช่นกัน

ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนี CPI ประจำเดือนม.ค.ชะลอตัวสู่ระดับ 1.9% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.1% ในเดือนธ.ค.

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอาจเผชิญภาวะทรุดตัวอย่างหนักอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ หากดัชนี CPI พุ่งขึ้นมากกว่าที่คาดไว้

นายปิแอร์ คูร์แรน หัวหน้าฝ่ายซื้อขายหุ้นของบริษัทแอมพลิฟาย เทรดดิ้ง กล่าวว่า ภาวะตลาดจะขึ้นอยู่กับการเปิดเผยตัวเลข CPI

"ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศในวันพุธ เป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าหากตัวเลข CPI อยู่ที่ระดับ 1.9% หรือมากกว่า 2% ก็จะทำให้ตลาดหุ้นถูกเทขายออกมาเหมือนกับในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ถ้าตัวเลข CPI อยู่ที่ราว 1.7-1.8% ผมก็คิดว่าตลาดจะสงบลง" เขากล่าว

ทั้งนี้ ดัชนี CPI ส่วนใหญ่ปรับตัวที่ระดับ 1.7% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

คำกล่าวของนายคูร์แรนสอดคล้องกับนายเจสัน แวร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของอัลเบียน ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ซึ่งกล่าวว่า "หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าคาด ก็จะสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในตลาด แต่ถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด ก็จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และหุ้นก็จะทะยานขึ้น"

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.844% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 3.134%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟด สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวในวันนี้ว่า ตลาดหุ้นที่ทรุดตัวลงในระยะนี้ และค่าความผันผวนที่พุ่งขึ้น จะไม่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นางเมสเตอร์กล่าว เพื่อหวังผ่อนคลายความวิตกของนักลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน

นางเมสเตอร์ระบุว่า แม้ว่าการดิ่งลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องของตลาดหุ้นจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และนำไปสู่การลดลงของการใช้จ่าย และการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ยังห่างไกลจากสถานการณ์ที่คาดไว้

นางเมสเตอร์มีความเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง และตนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเศรษฐกิจแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นางเมสเตอร์คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ เช่นเดียวกับในปีที่แล้ว

ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ยังกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นในปีนี้ แต่ไม่ขึ้นเร็วจนทำให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวขึ้นสู่ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2%

นางเมสเตอร์กล่าวว่า มาตรการปรับลดอัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐราว 0.25-0.50% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากกว่า 2%

ทางด้านบริษัทเป๊ปซี่โค เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร และรายได้ในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยว่ามีกำไร 1.31 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.30 ดอลลาร์/หุ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ที่ระดับ 1.953 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.939 หมื่นล้านดอลลาร์

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง