มุมนักเขียน: อุโมงค์แห่งความตาย ตอนที่1

ข่าวบันเทิง RYT9.COM -- ศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 09:55:32 น.
เรื่อง: อุโมงค์แห่งความตาย ตอนที่1
โดย: ชลวิสุทธิ์
1. อยู่ในอุโมงค์

ดวงจันทร์สีเหลืองนวลเสี้ยวเล็กๆ ลอยอยู่ทางทิศตะวันตก ถึงแม้ว่าบนท้องฟ้านั้นมืดมิดแต่ยังมองเห็นเมฆกระจายอยู่ทั่วไปปิดบังดวงดาวต่างๆ จนกระทั่งแทบจะไม่ปรากฏแสงให้เห็น ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 4:30 นาฬิกาของเช้าวันศุกร์ บรรยากาศสงบเงียบ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนอนหลับพักผ่อน

ในมุมหนึ่งของบ้านชั้นเดียวซึ่งถูกจัดไว้สำหรับการทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกภายในครอบครัว สามีภรรยาวัย 60 ปีคู่หนึ่งนั่งอยู่เคียงข้างกัน แม้ว่ายังไม่สว่างแต่ทั้งคู่ก็อาบน้ำชำระร่างกายและแต่งกายเรียบร้อย

ภรรยาลืมตาและเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองสามีซึ่งยังก้มศีรษะหลับตาและอธิษฐาน  สักครู่หนึ่งเขาก็ลืมตาขึ้น หันหน้ามองมาที่เธอ

“ การรับความทุกข์ทรมานของพระเยซูคริสต์ ” คุณปัญญาพูดขึ้นและหยุดครู่หนึ่งเพื่อให้ความเสียใจซึ่งกำลังจะไหลล้นออกมาได้ถูกยับยั้งไว้ แล้วพูดต่อว่า “ เพื่อคนบาปอย่างพวกเรา มันไม่คุ้มค่าเลยเมื่อเปรียบเทียบกับฐานะความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ”

“ เพราะความรักของพระเจ้าอยู่เหนือเหตุผลของมนุษย์ และความคิดของพระองค์ก็สูงกว่าความคิดของมนุษย์ ” คุณกัญญารัตน์บอกด้วยความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากสามี

“ พระองค์ยกโทษและให้อภัยแม้กระทั่งคนที่เฆี่ยนตี เหยียดหยามและฆ่าพระองค์ ” เขาส่ายหน้าช้าๆ ในขณะที่พูด ท่าทางเหมือนคนที่กำลังจะจมดิ่งอยู่ในความคิด “ ยอมให้มนุษย์ซึ่งพระองค์เป็นผู้สร้างฆ่า ยอมสละเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นพระเจ้าทิ้งไป ”

ในคราวนี้ฝ่ายภรรยาเงียบไปตามสามีและพยายามรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พระเยซูต้องรับเนื่องจากการถูกทรมาน

“ เพราะความรักและพระคุณทำให้พระองค์อภัยความบาปของมนุษย์ทุกคนได้ ให้เราอธิษฐานขอบพระคุณพระเยซูกันเถอะ ” เขาชวนภรรยาอธิษฐานด้วยความรู้สึกสำนึกถึงพระคุณของผู้ที่เขากล่าวถึง

ประตูห้องนอนซึ่งอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคนถูกเปิด หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา ยิ้มให้ผู้สูงวัยทั้งคู่ด้วยความแจ่มใสและให้ความเคารพ

“ วันศุกร์ประเสริฐปีนี้พ่อกับแม่ตื่นมาอธิษฐานเช้าจังเลยค่ะ ” เธอนั่งข้างขวาของผู้ให้กำเนิด

“ เป็นเครื่องหมายแสดงว่าพ่อกับแม่แก่ขึ้นกว่าปีที่ผ่านมายังไงล่ะลูก คนยิ่งแก่ยิ่งตื่นเร็ว ” พ่อพูดกับลูกสาวด้วยความรักใคร่

“ ปีนี้นุ่นก็ตื่นเร็วกว่าปีก่อนแสดงว่านุ่นก็แก่ขึ้นด้วยใช่ไหมคะแม่ ”

“ ไม่เอา ไม่ต้องมาแข่งขันเรื่องแก่กันหรอก เรามาอธิษฐานด้วยกันเถอะ แต่ก่อนอื่นนุ่นหันแก้มมาให้แม่หอมก่อน ”

“ แม่ชอบหอมแก้มของนุ่นจริงๆ ไม่เบื่อบ้างหรือไงคะ ”

“ แม่ไม่เบื่อหรอกในเมื่อพระเจ้าสร้างแก้มของคนเราเพื่อให้เราจูบแสดงความรักใคร่ต่อกัน ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เราใช้สำหรับทำร้ายตบตีกันนี่นา ” เธออธิบายให้ลูกสาวซึ่งกำลังตั้งใจฟัง

“ แม่พูดถูกต้องค่ะ ”
แล้วแม่ก็กอดลูกสาวและหอมแก้มด้วยความรัก

เพี๊ยะ!!

เสียงฝ่ามือที่ฟาดลงที่แก้มทำให้ใบหน้าของผู้ที่ถูกตบนั้นสั่นระริกและหันไปตามมือของผู้ที่ทำร้าย

สีหน้าของหลายคนซึ่งอยู่ภายในห้องนั้นปรากฎความพออกพอใจและริมฝีปากมีรอยยิ้มแห่งการเย้ยหยันให้แก่ผู้ที่ถูกทำร้ายซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหน้าพวกเขา

“ เจ้าพระคริสต์ บอกมาสิว่าใครเป็นผู้ตบเจ้า ” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามชายผู้ซึ่งถูกปิดตาและเป็นจำเลยเพียงผู้เดียวในสถานที่แห่งนั้น

แต่ชายผู้นั้นยังคงยืนนิ่งไม่ได้ตอบอย่างใด จึงมีบางคนเดินเข้ามาถ่มน้ำลายไปที่ใบหน้าและเอาด้ามหอกตีที่ร่างกายจนเขาตัวงอด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่ผู้กระทำหัวเราะเสียงดังอย่างสนุกสนาน

เมื่อแสงแห่งอรุณรุ่งฉายที่ขอบฟ้า มหาปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ บรรดาผู้ใหญ่ของอิสราเอลและเหล่าทหารได้นำชายผู้ถูกเรียกว่าพระคริสต์ไปหาเจ้าเมืองนามว่าปิลาต

พวกเขาพาพระคริสต์มาถึงศาลปรีโทเรียมและปิลาตก็ยืนอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็เริ่มฟ้องว่า

“ ผู้ชายคนนี้เที่ยวยุงยงชนชาติของเราให้กบฎ มิให้ส่งส่วยแก่ซีซาร์และยังตั้งตนเป็นกษัตริย์ของพวกยิว ”

ปิลาตจึงถามพระคริสต์ว่า “ ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ ”
พระคริสต์ตอบว่า “ ก็ท่านว่าแล้วนี้ ”

คำตอบนี้เท่ากับพระองค์ได้ยอมรับฐานะนั้น คนหนึ่งที่จับพระองค์มาจึงพูดกับปิลาตว่า “ ท่านได้ยินที่เขาพูดแล้ว ” เขาพูดเพื่อยืนยันคำฟ้องของพวกเขาว่าพระคริสต์ต้องการจะล้มล้างการปกครองของซีซาร์เหนืออิสราเอลและยังได้กล่าวโทษพระองค์อีกหลายประการ แต่พระคริสต์ไม่ได้ตอบประการใดเลย

ปิลาตถามพระคริสต์ต่อหน้าคนเหล่านั้นว่า “ พวกเขากล่าวปรักปรำท่านหลายประการ ท่านจะไม่ตอบหรือ ” ที่เขาพูดเช่นนั้นเพราะรู้ว่าคำกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริงเนื่องจากคนเหล่านั้นอิจฉาพระองค์ แต่เมื่อพระองค์ไม่ตอบเขาจึงรู้สึกอัศจรรย์ใจและบอกคนเหล่านั้นว่า

“ เราไม่เห็นเขามีความผิดอะไร เราจะปล่อยเขาไป ”

คนเหล่านั้นจึงพูดว่า “ ถ้าท่านปล่อยชายคนนี้ท่านก็ไม่ใช่มิตรของซีซาร์ ชายคนนี้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์ต่อซีซาร์ ต้องเอาเขาตรึงเสียที่กางเขน ”

คนเหล่านั้นก็ร้องเสียงดังด้วยความโกรธเกรี้ยวและอาฆาตมาดร้ายเพื่อให้ปิลาตตัดสินประหารชีวิตชายคนนี้และไม่ยอมฟังคำทัดทานจากเขาเลย

ปิลาตจึงสั่งทหารให้นำพระคริสต์ไปโบยตีหลังจากนั้นคิดจะปล่อยพระองค์ พวกทหารเมื่อได้โบยตีพระคริสต์แล้วได้ทรมานพระองค์ด้วยการเอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมที่พระเศียรของพระองค์และให้สวมเสื้อสีม่วงแล้วเยาะเย้ยพระองค์ว่า

“ ท่านกษัตริย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ ”

แม้ภายหลังที่พระคริสต์ถูกโบยตีแล้ว ประชาชนจำนวนมากมากยังร้องเสียงดังให้ประหารพระองค์ จนในที่สุดปิลาตจึงอนุญาตให้พวกเขาเอาพระคริสต์ไปประหารด้วยการตรึงกางเขน


ฝนซึ่งตกลงมานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้วแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ท้องฟ้ายังครึ้มไปด้วยเมฆฝนหนา ทำให้บรรยากาศเงียบหงอย

นาฬิกาในห้องประชุมของโรงแรมขนาดใหญ่สูง 28 ชั้นบอกเวลา 9:45 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารของโรงแรมและผู้ช่วยจำนวนเกือบ 30 คนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง แต่ส่วนใหญ่แทบไม่อยากจะฟังเรื่องที่กำลังพูดคุยกัน บางคนจึงแสร้งอ่านเอกสารการประชุมของตนเองและเงยหน้าขึ้นมองคนอื่นบ้างเป็นระยะๆ ซึ่งต่างก็เห็นใบหน้าที่เรียบเฉย บางครั้งยังฉายแววความเบื่อหน่ายออกมา และต้องการจะให้การประชุมสิ้นสุดลงโดยเร็ว

สตรีอายุ 45 ปีซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและนั่งเป็นประธานการประชุมแสดงความไม่พอใจมากกว่าใครๆ แต่ได้พยายามควบคุมอารมณ์ให้มากที่สุดเพื่อให้คนอื่นๆ เห็นถึงความสุภาพของตนผ่านทางบุคลิกภาพและน้ำเสียงที่กำลังพูด

“ เรื่องแม่บ้านที่ทำให้แขกของโรงแรมโกรธถือเป็นเรื่องใหญ่มาก คงต้องให้ออกจากงาน ”

หลายคนตกใจกับการตัดสินใจของผู้นำสูงสุดของหน่วยงาน

“ แต่พี่ดาครับ เรื่องนี้จะโทษแม่บ้านไม่ได้ครับเพราะแขกเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมาก แม่บ้านได้ให้บริการตามปกติและถูกขั้นตอนทุกอย่าง แต่แขกก็ยังไม่พอใจและว่าแม่บ้านโง่ซึ่งหน้า โดยที่เธอไม่ได้พูดหรือตอบโต้อะไรแต่อย่างใด หลังจากนั้นเธอยังไปขอร้องแม่บ้านอีกคนหนึ่งให้มาบริการในห้องพักของแขกคนนั้นแทนเพื่อจะไม่ให้แขกอารมณ์เสียอีก แต่แขกกลับมาฟ้องว่าแม่บ้านดูถูกเขาและทอดทิ้งไม่สนใจลูกค้า ” พงศ์ซึ่งนั่งถัดมาทางขวามือของประธานและเป็นน้องชายของเธอให้เหตุผลเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ

จินดาลักษณ์หรือที่พงศ์เรียกว่าพี่ดาหันมาพูดกับน้องชายว่า

“ ที่พี่จะให้ออกเพราะเธอไม่มีความสามารถในการเอาใจแขก โดยเฉพาะคนนี้เป็นลูกค้ารายสำคัญของโรงแรมจะให้พี่เลือกใครล่ะ ระหว่างแม่บ้านคนหนึ่งกับลูกค้าซึ่งจะให้รายได้กับโรงแรม ”

เธอพูดหลังจากที่พยายามหาเหตุผลที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดเพื่อให้แม่บ้านพ้นจากตำแหน่งงาน

“ ผมเห็นว่าเขาไม่มีความผิดอะไรจึงไม่ควรจะได้รับโทษใดๆ ทั้งสิ้น ” เขายังพยายามช่วยเหลือผู้ซึ่งเขาคิดว่ากำลังไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ พอแล้วพี่ตัดสินใจไปแล้วตามอำนาจที่พี่มี ” เธอพูดตัดบทแล้วเลื่อนสายตาไปมองผู้ชายซึ่งนั่งถัดจากน้องชายของตนแต่มีวัยอ่อนกว่าเขาไม่มากและบอกว่า

“ พี่ขอให้คุณกวีแจ้งเรื่องนี้แก่แม่บ้านคนนั้นด้วย ”
“ ครับ ” กวีมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการแผนกบุคคลตอบเรียบเฉย

“ พี่ได้ยินข่าวว่าปราโมทย์รองผู้จัดการของคุณมันจะลาออกจริงเหรอ ” เธอยังคงพูดกับผู้จัดการแผนกบุคคล

บางคนซึ่งเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นานรู้สึกตกใจที่ผู้นำสูงสุดเรียกพนักงานว่ามันแต่ผู้ที่อยู่มาหลายปีแล้วมีท่าทางเฉยๆ เนื่องจากเคยได้ยินเธอพูดถึงพนักงานด้วยคำนี้มาแล้วหลายครั้ง

“ ครับเขาจะทำงานจนถึงปลายเดือนหน้า ”

“ ให้ออกไปเลย โรงแรมของเรายังมีคนเก่งๆ อีกตั้งหลายคน ” คุณเสริมเกียรติซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปและเป็นสามีของจินดาลักษณ์นั่งอยู่ติดกับเธอทางซ้ายมือพูดขึ้นโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร

“ แต่คุณดาครับในรอบปีนี้พนักงานระดับหัวหน้าลาออกไปเกือบ 10 คนแล้วและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานลาออกไปอีก 40 กว่าคน ขณะนี้เราเริ่มขาดแคลนเจ้าหน้าที่แล้วนะครับ ” กวีหันไปบอกกรรมการผู้จัดการแทนที่จะพูดกับสามีของเธอเนื่องจากเสริมเกียรติมีตำแหน่งระดับเดียวกับเขา การตัดสินใจจึงควรอยู่ที่กรรมการผู้จัดการ ถึงแม้ว่าเขาทราบเป็นอย่างดีว่าหลายครั้งเธอฟังเสียงของสามีมากกว่าใครๆ และในระยะหลังมานี้เสริมเกียรติพยายามดึงเพื่อนๆ เข้ามาทำงานในโรงแรมแล้วหลายคน

“ ถ้าขาดคนทำงานจริงๆ ก็ซื้อตัวคนเก่งๆ เข้ามาเลย โรงแรมของเรามีชื่อเสียงใครๆ ก็อยากจะเข้ามาทำงาน ” เธอตอบโดยไม่สนใจต่อปัญหาการลาออกเป็นจำนวนมากของพนักงาน

ครู่หนึ่งต่อมาเธอมองพนักงานคนอื่นๆ ในห้องประชุมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มด้วยความรู้สึกพอใจว่า

“ วันนี้พี่มีเรื่องสำคัญมากต้องการแจ้งให้ทุกคนทราบก็คือว่า คณะกรรมการบริษัทได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกับคุณสตีฟซึ่งเป็นนักลงทุนจากอังกฤษเพื่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตมากกว่าเดิมอีก 2 เท่า ”

เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจในความก้าวหน้าของธุรกิจและคาดหวังว่าทุกคนจะชื่นชมความสามารถของเธอ หลังจากนั้นหันมาพูดกับน้องชายว่า

“ พงศ์วันอาทิตย์นี้ตอนเที่ยงเธอไปพบคุณสตีฟแทนพี่ได้มั้ยเพื่อคุยเรื่องการร่วมลงทุนและก็เลี้ยงอาหารคุณสตีฟ ตอนบ่าย 3 เขาจะเดินทางกลับอังกฤษ พี่นัดเขาไว้แล้ว แต่เมื่อเช้าที่โบสถ์โทรมาบอกพี่ว่าวันอาทิตย์ตอนเที่ยงครึ่งจะขอนัดผู้ปกครองโบสถ์ประชุมเรื่องสำคัญเร่งด่วน พี่จะไม่เข้าก็ไม่ได้เพราะพี่เป็นผู้ปกครองด้วย ทำไมต้องมีเรื่องด่วนในวันอาทิตย์นี้ด้วยก็ไม่รู้ ” เธอบ่นด้วยความไม่พอใจในตอนท้าย

“ วันอาทิตย์ผมต้องพาครอบครัวไปโบสถ์ ผมไม่ต้องการให้พวกเขาขาดโบสถ์  ที่สำคัญอาทิตย์นี้เป็นวันอีสเตอร์ด้วย พี่ดาขอเลื่อนคุณสตีฟไปก่อนไม่ดีกว่าหรืออีก 3 อาทิตย์เขาก็จะกลับมาแล้ว ” เขาบอกพี่สาวให้คิดถึงเรื่องที่เขาคิดว่ามีความสำคัญมากกว่า

“ เธออย่าเอาเรื่องศาสนามาปนกับเรื่องงาน เดี๋ยวจะทำให้งานพัง เรื่องธุรกิจจะรอได้ยังไง ” เธอบอกน้องชายด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง

“ พ่อกับแม่สอนพวกเราตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่าต้องให้พระเจ้ามาก่อนเสมอและที่พวกท่านเริ่มธุรกิจโรงแรมนี้ ท่านก็ฝากไว้กับพระเจ้าให้ทรงนำ พระเจ้าไม่เคยทำให้พัง ถ้ามันจะพังก็เพราะการไม่เชื่อฟังพระเจ้านี่แหละ ” เขาหวังว่าคำพูดของเขาอาจจะพอเตือนสติพี่ได้บ้าง แต่ใบหน้าที่ตึงและดวงตาดุดันอย่างมากของเธอทำให้เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามันไม่เกิดประโยชน์อย่างที่เขาคิดไว้เลยแม้แต่น้อย

“ เอาละถ้าเธอไม่อยากจะไปก็ไม่เป็นไร ” เนื่องจากเธอไม่ต้องการจะได้ยินสิ่งที่น้องชายจะพูดอีกต่อไปจึงหันมาพูดกับสามีว่า

“ คุณไปแทนดาได้มั้ย คุณไม่ได้เป็นผู้ปกครองโบสถ์ พอประมาณ 11 โมงคุณก็ออกจากโบสถ์ไปก่อน ”

“ ตกลง ผมไปได้ ” เสริมเกียรติตอบรับด้วยความยินดี แล้วหันไปบอกเลขานุการของเขาซึ่งนั่งติดกันทางซ้ายมือว่า

“ คุณช่วยเตรียมเอกสารเกี่ยวกับข้อตกลงที่ผ่านๆ มากับคุณสตีฟในเรื่องการร่วมลงทุนมาให้ผมบ่ายวันนี้ด้วย ”

“ ครับ ” เลขานุการของเขาชื่อกมลตอบ

“ เรื่องการร่วมลงทุนกับต่างชาตินี้คุณดาควรจะรอปรึกษาคุณอาก่อนไม่ดีหรือคะ เพราะท่านเป็นประธานบริหารของโรงแรม ” ผู้จัดการแผนกการตลาดชื่อวรวิมลนั่งอยู่กลางแถวฝั่งตรงข้ามเสริมเกียรติถามโดยตรงไปที่ประธานการประชุม

“ คุณอานอนเป็นซากอยู่ในห้องไอซียูอย่างนั้น จะให้รอปรึกษาได้ยังไง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะรู้สึกตัว ” เสริมเกียรติหันไปบอกผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้วยความไม่พอใจ

แต่คำพูดของเขาทำให้เกือบทุกคนในห้องประชุมต้องตกตะลึงเนื่องจากประธานบริหารเป็นผู้ใหญ่ที่พนักงานจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ พงศ์จึงพูดกับพี่เขยด้วยความโกรธอย่างมากว่า

“ คุณเสริมเกียรติพูดว่าคุณอานอนเป็นซากได้ยังไง ท่านเป็นน้องชายของคุณพ่อผมและช่วยคุณพ่อผมสร้างโรงแรมนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนก้าวหน้ามั่นคงได้ถึงขนาดนี้ หลังจากที่พ่อผมเสีย ท่านได้ช่วยบริหารจนกระทั่งพี่ดากับผมได้มารับงานต่อจากท่าน พวกเราควรจะสำนึกถึงบุญคุณ  ขณะนี้ท่านไม่สบาย เราควรขอให้ท่านหายป่วยไม่ใช่มากล่าวคำไม่สมควรอย่างนั้น ”

จินดาลักษณ์หันไปทำตาขุ่นใส่สามีโดยมีนัยสื่อว่าเขาไม่ควรเอาคำนี้มาพูดให้คนอื่นได้ยิน ทำให้เขาถึงกับหน้าหดลงและนึกตำหนิตนเองที่เผลอหลุดปากออกไป

“ ผมพูดผิดเอง ผมขอโทษ ” เขาจำใจกล่าวคำขอโทษโดยไม่ได้หันไปมองคนที่ตำหนิเขาแต่มองที่ภรรยาของตนเอง

เมื่อจินดาลักษณ์เห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะทำให้สามีเกิดความยากลำบากเธอจึงรีบเปลี่ยนประเด็นไปพูดเรื่องอื่นทันที

“ เรื่องที่พนักงานของเราลาออกเป็นจำนวนมาก พี่อยากจะให้คุณกวีพยายามหาทางแก้ไขเป็นการด่วน ” เธอพูดกับผู้จัดการแผนกบุคคลด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงแต่เด็ดขาด

แต่พงศ์เป็นฝ่ายตอบพี่สาวก่อนที่กวีจะพูด ว่า

“ เรื่องนี้จะให้คุณกวีทำคนเดียวไม่ได้หรอก สาเหตุที่พนักงานลาออกเป็นจำนวนมากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ผมกับพี่ดาควรจะคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที ”

หลังจากที่เขาพูดจบทุกคนหันไปมองกรรมการผู้จัดการเพื่อรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ แต่พบว่าเธอนั่งนิ่งมองน้องชาย เก็บอาการความไม่พอใจเขาไว้เงียบๆ เกือบทุกคนรู้สึกว่าบรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม

การประชุมได้เสร็จสิ้นลงในอีกครู่หนึ่งต่อมา ทุกคนเดินออกจากห้องประชุมด้วยความรู้สึกยินดีพร้อมกับคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่พงศ์ได้กล่าวว่าจะคุยอย่างจริงจังกับพี่สาวเรื่องที่พนักงานลาออกไปเป็นจำนวนมาก

จนกระทั่งในห้องประชุมเหลือเฉพาะพงศ์และผู้จัดการแผนกบุคคลนั่งอยู่เพียง 2 คนเท่านั้น เจ้าของโรงแรมมองอีกฝ่ายหนึ่งตรงๆ แววตาบอกอย่างชัดเจนว่ามีเรื่องสำคัญอยู่ในใจและจำเป็นต้องพูดออกมา

“ คุณกวีรู้สึกผิดหวังมากไหมที่เข้ามาทำงานกับโรงแรมของเราซึ่งประกาศว่าเรายึดหลักคำสอนของพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำแดงความรัก แต่ที่คุณพบมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ” พงศ์ถามประหนึ่งว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากกว่าสิ่งใดทั้งหมด

กวีซึ่งเป็นผู้อ่อนวัยกว่ายิ้มอย่างสบายใจ ส่ายหน้าและตอบว่า

“ ไม่เลยครับ ถึงแม้ว่าผมไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แต่ผมก็ชอบคำสอนของพระเยซูหลายข้อด้วยซ้ำไปและผมยังพยายามปฏิบัติตามเลยครับ ”

จากคำตอบที่ได้ฟังทำให้ผู้ถามรู้สึกสบายใจและพูดว่า
“ ยกตัวอย่างให้ผมฟังได้ไหมครับ ”

“ ได้ครับ อย่างเช่นตอนที่พวกผู้นำศาสนาและประชาชนจับผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำผิดประเวณีมาให้พระเยซูตัดสินลงโทษด้วยการเอาก้อนหินขว้างใส่จนตาย แต่พระองค์บอกว่าคนใดที่ไม่เคยทำความผิดบาปเลยก็ให้ลงมือเอาก้อนหินขว้างก่อนเป็นคนแรก แต่ในที่สุดไม่มีใครขว้างก้อนหินใส่ผู้หญิงคนนั้นเลยเพราะทุกคนรู้ตัวว่าตนเองก็เคยทำบาปเหมือนกัน

คำสอนนี้เตือนผมเสมอ เมื่อใดที่ผมเอาแต่ติเตียนด่าว่าคนอื่นเปรียบเหมือนผมกำลังเอาก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าขว้างใส่คนนั้น บางคนก็ถูกผมขว้างๆๆ จนเขาตาย ผมถึงสะใจ แต่ผมไม่เคยเอาก้อนหินแม้แต่ก้อนเดียวขว้างใส่ตัวผมเองเลย ถ้าผมมีความยุติธรรมจริงเมื่อผมขว้างหินใส่คนอื่นผมก็ควรขว้างใส่ตัวผมเองด้วย เมื่อผมพูดไม่ดีเรื่องของคนอื่นผมก็ควรจะพูดเรื่องไม่ดีของตนเองให้คนอื่นรู้ด้วย

ผมไม่รู้สึกผิดหวังที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่เพราะเห็นความรักจากพระเจ้าอย่างชัดเจนตามที่หลายคนพูด ความรักนั้นปรากฏชัดในชีวิตของคุณพงศ์ ผมคงจะลืมไม่ได้เลย ”

พงศ์ถึงกับประหลาดใจกับคำตอบและพูดชื่นชมกวีว่า
“ คุณเรียนรู้และเข้าใจได้ลึกซึ้งมาก ”

คนที่ถูกชมยิ้มตอบด้วยความจริงใจ เสร็จแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยครู่หนึ่งก่อนมองคู่สนทนาและพูดด้วยกิริยาที่ให้ความนับถือว่า

“ ผมมีเรื่องจะแจ้งคุณพงศ์ครับ คือว่าผมจะทำงานที่นี่อีก 2 เดือนหลังจากนั้นผมจะลาออกครับ ”

“ อ้าว! ทำไมล่ะ! ” พงศ์รู้สึกตกใจเนื่องจากคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินเรื่องนี้เพราะผู้จัดการแผนกบุคคลเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 1 ปีกว่าเท่านั้น

“ คุณพงศ์ก็ได้ยินแล้วว่าเขาพูดถึงคุณอาของคุณพงศ์ว่าอย่างไร ขนาดท่านเป็นถึงประธานบริหารท่านยังไม่ได้รับเกียรติ แล้วพวกเราจะเหลืออะไร เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ซึ่งลาออกไปเคยบอกผมถึงสาเหตุการลาออกในทำนองนี้เหมือนกัน

แต่ส่วนคนที่ยังทำงานอยู่หลายคนบอกผมว่าเขาทำเพื่อความอยู่รอด ผมไม่ต้องการจะทำเพื่อความอยู่รอดครับ แต่ต้องการทำงานด้วยความสุข ”

คำพูดที่เปิดเผยของกวีทำให้เขาสะเทือนใจและความตั้งใจแน่วแน่ซึ่งปรากฏในประโยคสุดท้ายยังทำให้เขารู้สึกจุกแน่นในลำคอ

“ ผมเข้าใจ ” พงศ์พูดแล้วเม้มริมฝีปากคล้ายกับคนที่มีอะไรหลายอย่างอัดแน่นอยู่ในใจแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เขายกมือซ้ายขึ้นลูบใบหน้า หลังจากที่เงียบไปอีกครู่หนึ่งแล้วพูดระบายความในใจว่า

“ ผมเคยคิดว่าในที่สุดผมต้องไปถึงจุดแตกหักกับพี่สาวหรือไม่ ซึ่งมันอาจจะทำให้หลายคนพูดว่าพี่น้องทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงสมบัติกันเอง ”

“ แล้วคุณพงศ์คิดจะแก้ไขยังไงครับ ” เขาแสดงความห่วงใยออกมาจนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกได้

ผู้ถูกถามมองตาคู่สนทนายิ้มเฉพาะที่ริมฝีปากเพื่อต้องการให้บรรยากาศที่ค่อนข้างเครียดผ่อนคลายไปบ้างแล้วตอบว่า

“ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมคงจะขายหุ้นในส่วนของผมและไปลงทุนทำอย่างอื่น ”

“ ถ้าอย่างนั้นคุณพงศ์ก็คิดจะลาออกเหมือนกับพนักงานจำนวนมากนะสิครับ ” ผู้จัดการแผนกบุคคลกระเซ้าเจ้าของโรงแรมแต่กระทำด้วยความเคารพเช่นเดิม ทำให้พงศ์ถึงกับยิ้มและหยอกว่า

“ ผมคงไม่อยากจะอดทนอยู่ เพียงเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับพวกเขากระมังครับ ”


พวกทหารพาพระคริสต์มาถึงสถานที่สำหรับการตรึงกางเขน บรรดาผู้นำศาสนาและประชาชนจำนวนมากมารอดูการประหารพระองค์

ทหารจับพระคริสต์ให้นอนลงบนไม้กางเขนซึ่งพระองค์ต้องแบกมาตั้งแต่ในเมืองแต่มีบางช่วงที่พระองค์แบกไม่ไหวเนื่องจากพระกายบอบช้ำอย่างหนักจากการถูกเฆี่ยนตีทหารจึงได้เกณฑ์ผู้ชายคนหนึ่งให้ช่วยแบกกางเขนแทนพระองค์ ทหารได้ดึงแขนของพระองค์ให้เหยียดตรงแล้วใช้ตะปูตัวใหญ่ตอกลงบนหัตถ์ของพระองค์กับไม้กางเขน เสียงร้องเพราะความเจ็บปวดทำให้บางคนซึ่งกำลังมองดูถึงกับน้ำตาไหลด้วยความเสียใจ ตะปูอีกตัวหนึ่งถูกตอกลงบนพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทำให้ความเจ็บปวดโถมทวีเข้าสู่ร่างกายของพระองค์ ต่อมาทหารตอกตะปูยึดพระบาทของพระองค์ไว้ที่ด้านล่างของกางเขน ความเจ็บปวดของพระองค์เกินกว่าจะทนทานไหว พระโลหิตไหลออกมาจากรอยตะปูที่พระหัตถ์และพระบาท

หลังจากนั้นทหารปักไม้กางเขนลงบนพื้นดิน พระคริสต์ถูกแขวนไว้เพื่อให้ผู้ซึ่งเกลียดชังพระองค์ได้ประณามเหยียดหยามและรอดูพระองค์สิ้นพระชนม์


เวลาใกล้จะ 17:30 นาฬิกา ถึงแม้ว่าฝนหยุดตกตั้งแต่ตอนเที่ยงแต่ท้องฟ้าก็ยังครึ้มด้วยเมฆ ตลอดทั้งวันจึงไม่มีแสงแดดเลย

ภายในร้านจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารว่างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่กมลทำงาน ในขณะนั้นมีลูกค้านั่งอยู่เพียง 5 คนเท่านั้น  เขาและหญิงสาวอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งติดกับกระจกตรงกลางของร้าน  ขนมและเครื่องดื่มซึ่งวางอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคนถูกรับประทานไปได้เพียงบางส่วนเนื่องจากทั้งคู่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังสนทนากันมากกว่า

“ เราไม่สนใจหรอกนุ่นว่าใครจะมองเราว่าเป็นคนไม่ดีขนาดไหนก็ตาม ที่เราต้องทำอย่างนั้นก็เพื่อความอยู่รอดของเรา เราไม่ได้ขอใครกินจะไปแคร์ทำไม ” เขาพูดจริงจังประกอบกับท่าทางมั่นใจในตนเองอย่างมาก

“ หมายความว่าเก่งก็ไม่แคร์นุ่นด้วยหรือเปล่า เพราะเก่งก็ไม่ได้ขอนุ่นกิน ”     คำถามของธีรพรเพื่อต้องการให้เขาทบทวนความคิดให้รอบคอบ

“ ไม่ใช่ เราไม่ได้หมายถึงนุ่น ” เขารีบปฏิเสธเนื่องจากเกรงว่าเธอจะเข้าใจผิด

“ ถึงเก่งจะไม่ได้ขอใครกินก็ตาม แต่เก่งก็น่าจะสนใจความรู้สึกของหลายคนที่รักเก่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของพระเจ้าซึ่งเก่งเชื่อ เก่งไม่ต้องถึงกับลงมือทำอะไรก็ได้แม้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดีเพียงเพื่อจะให้อยู่รอด เพียงแต่เก่งทำตามที่พระเจ้าสอน พระองค์ก็สามารถช่วยให้เก่งอยู่รอดได้และยังทำให้ชีวิตมีเกียรติด้วย ” เธอพยายามอย่างเต็มกำลังด้วยความห่วงใยเพื่อให้เขาปรับเปลี่ยนแนวความคิดจนนำไปสู่การกระทำสิ่งใหม่

“ ขอบใจมากนุ่น เรารู้ดีว่านุ่นมีเจตนาดีกับเราเสมอ ” เขาแสดงความซาบซึ้งต่อความจริงใจของเธอ แต่ยังสงวนท่าทีของการเชื่อฟังเอาไว้

“ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก นุ่นจึงอยากมีส่วนทำอะไรบ้างเพื่อให้เก่งมีชีวิตที่เติบโตในพระเจ้า ” เธอพูดเปิดเผยด้วยความสุภาพและจริงใจแล้วถามเขาว่า

“ คืนนี้ที่โบสถ์มีการนมัสการเนื่องในวันศุกร์ประเสริฐ ไปโบสถ์กันไหมเก่ง ”

เขามองเธอตรงๆ รู้สึกสบายใจแล้วตอบเธอด้วยความแน่ใจว่าไม่ได้โกหก
“ คืนนี้เราต้องไปกับเจ้านาย ไม่สะดวกจริงๆ ”
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวบันเทิงล่าสุด »