มุมนักเขียน: อุโมงค์แห่งความตาย ตอนจบ

ข่าวบันเทิง RYT9.COM -- ศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 10:21:44 น.
เรื่อง: อุโมงค์แห่งความตาย ตอนจบ
โดย: ชลวิสุทธิ์

ดวงอาทิตย์อ่อนแสงลงเข้าสู่ยามเย็น บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้าผ่อนคลายลงเนื่องจากฝูงชนสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ แต่มีบางคนกลับโศกเศร้ามากยิ่งขึ้นเพราะผู้ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนสิ้นลมหายใจไปแล้วพร้อมกับความสิ้นหวังของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นทหารซึ่งยืนควบคุมสถานการณ์ใช้หอกแทงไปที่สีข้างของพระคริสต์จนทำให้เลือดและน้ำไหลออกมา

ร่างกายซึ่งไร้ลมหายใจได้ถูกชโลมด้วยเครื่องหอมหลายชนิดและพันด้วยผ้าป่านตั้งแต่พระเศียรตลอดจนถึงพระบาทวางอยู่ในอุโมงค์โดยลูกศิษย์เพียงไม่กี่คนซึ่งคิดแต่เพียงว่าได้ปรนนิบัติพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย

หินก้อนใหญ่ถูกเลื่อนปิดปากอุโมงค์ที่ฝังพระศพจนสนิท ความชื่นชมยินดีและความหวังของพวกเขาซึ่งกำลังยืนดูอยู่ข้างหน้าอุโมงค์นั้นถูกฝังไปกับพระศพของพระองค์ ชีวิตของพวกเขามืดมนยิ่งกว่าความมืดรอบกายหลังจากที่ดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว


ในคืนวันศุกร์ หลัง 22 นาฬิกา ในสถานบันเทิงสำหรับเศรษฐีแห่งหนึ่งกมลและเสริมเกียรติหัวหน้างานของเขากำลังนั่งดื่มสุราต่างประเทศด้วยกัน ตามโต๊ะทุกตัวของนักเที่ยวคนอื่นๆ  มีเหล้าหรือไม่ก็ไวน์รสเลิศ บางคนเรียกพนักงานหญิงสาวมานั่งประจำโต๊ะพร้อมกับถือโอกาสคลอเคลีย

“ การเจรจากับคุณสตีฟวันอาทิตย์นี้ผมจะเสนอตัวเป็นกรรมการผู้จัดการในโรงแรมแห่งใหม่ซึ่งเราจะร่วมทุนกันสร้าง ” เสริมเกียรติพูดขณะวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะ แล้วยกแขนทั้ง 2 ข้างพาดบนพนักพิงและยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้างวางท่าทางอย่างคนที่มีความสำคัญ

“ คุณเสริมเกียรติไม่อยากทำงานที่โรงแรมนี้แล้วหรือครับ ” กมลถามหัวหน้า

“ จะอยู่ไปทำไม ผมเป็นเพียงแค่ผู้จัดการทั่วไป ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากนัก มิหนำซ้ำยังมีน้องเมียคอยขวางคออยู่อีก คนไม่มีวิสัยทัศน์อย่างนั้นเอามาบริหารงานได้ยังไง ” นอกจากคำพูดแล้วเขายังแสดงท่าทางดูแคลนคนที่เขาพูดถึงอย่างชัดเจน

“ ไม่รู้ว่าแผนการร่วมทุนจะราบรื่นดีหรือเปล่า ผมเกรงว่าคุณพงศ์จะคัดค้านเรื่องที่คุณเสริมเกียรติจะให้มีสถานบันเทิงรูปแบบนี้ในโรงแรมแห่งใหม่ ” กมลหมายถึงการมีผับระดับหรูในโรงแรมและมีหญิงสาวคอยให้บริการทางเพศในลักษณะแอบแฝงแก่แขกที่มาเที่ยว

“ นั่นซิ ผมเองก็วิตกอยู่เหมือนกัน คงต้องพยายามผลักดันทางคุณดาให้มากขึ้นเพื่อให้เขาเห็นด้วย ” คนตอบมีสีหน้าเครียดเล็กน้อย แต่เพียงครู่หนึ่งก็บอกกมลว่า

“ เอาไว้วันหน้าค่อยคิดดีกว่า คืนนี้เรามาเที่ยวหาความสุข เดี๋ยวพอดื่มเหล้าเสร็จแล้วคุณกับผมเลือกน้องๆ คนละคน ผมรู้สึกปวดหลังต้องให้น้องเขานวดสักชั่วโมงคงจะดีขึ้น เออคืนนี้มีถ่ายทอดสดฟุตบอลหรือเปล่า ” เสริมเกียรติถามเพราะเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญของเขาและลูกน้องคนนี้แทบทุกวัน

“ ไม่มีครับ แต่มีคืนพรุ่งนี้ถ่ายทอด 2 คู่ เริ่มตอน 5 ทุ่มครึ่ง ” กมลบอกชื่อทีมฟุตบอลทุกคู่

“ คุณเล่นคู่ไหนบ้าง ”
เขาบอกหัวหน้าอย่างเปิดเผย ทั้งเขาและหัวหน้าเล่นการพนันฟุตบอลค่อนข้างถี่

เวลาประมาณเที่ยงคืนหลังจากดื่มสุราเสร็จแล้วทั้งคู่เลือกพนักงานคนที่ถูกใจแล้วพาขึ้นไปที่ชั้น 5 ซึ่งมีห้องพักไว้บริการ

“ ให้มีความสุขเว้ยกมล ” เสริมเกียรติหันไปบอกลูกน้องด้วยน้ำเสียงรื่นเริงเพราะฤทธิ์สุรา หญิงสาวที่เขากำลังกอดเอวเป็นคนเปิดประตูและพาเขาเข้าไปในห้อง

“ เช่นกันครับหัวหน้า ” กมลพูดอ้อแอ้ และเดินเซเนื่องจากดื่มมากกว่าหัวหน้า ความจริงแล้วพนักงานหญิงสาวเป็นคนประคองเขาเดินมากกว่า เข้าไปในห้องซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับห้องของหัวหน้า

ทุกห้องในชั้นที่ 5 มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการเต็ม แขกที่มาเที่ยวต้องการความสุขจากการที่ความต้องการของตนเองได้รับการตอบสนอง ส่วนพนักงานของสถานบันเทิงต้องการความสุขจากเงินของลูกค้า และเจ้าของกิจการมีความสุขเหลือล้นเนื่องจากธุรกิจเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามความปรารถนาของแต่ละคนไม่เคยมีจุดสิ้นสุด


เวลาใกล้เที่ยงของวันต่อมา กมลตื่นขึ้นในห้องนอนของตนเอง เขาจะลุกขึ้นนั่งแต่รู้สึกมึนศีรษะอย่างรุนแรงจนต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เสื้อแขนยาวและกางเกงที่เขาสวมยังเป็นชุดเดิมที่ใส่ทำงานเมื่อวานนี้ เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนว่ากลับมาถึงบ้านเวลา 3 นาฬิกากว่าแล้วตรงเข้านอนโดยไม่ได้อาบน้ำ

เขามองไปรอบห้องนอนและมาหยุดมองเงาของตนเองในกระจกที่โต๊ะแต่งตัว หัวของเขายุ่งเหยิงเพราะความมันของเส้นผม หน้าตาดูอิดโรย หนวดเคราเริ่มยาวแล้วเนื่องจากไม่ได้โกนมาหลายวัน

เมื่อมองที่โต๊ะแต่งตัวรู้สึกว่าสิ่งของบางอย่างหายไป เขาสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่านาฬิกาข้อมือหายไป 2 เรือน สร้อยคอ 1 เส้นและยังมีเครื่องประดับอย่างอื่นและของใช้อีกบางชิ้นไม่ได้วางอยู่ที่เดิม เขาพยายามลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า พบว่าเสื้อผ้าก็หายไปหลายตัว เขาประคองร่างกายให้ตรงเนื่องจากยังปวดศีรษะรีบเปิดประตูห้องนอนเพื่อไปสำรวจห้องอื่นๆ ว่ามีอะไรหายไปอีกบ้าง

เขาเดินออกจากห้องนอนได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบวางอยู่ใกล้ประตูบ้าน

“ เต็มกำลังทำอะไร ” เขาถามหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์แบบพกพาบนโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนั้นเข้าไปในกระเป๋าสะพาย

“ จะย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ” เธอพูด

เขาอึ้ง สมองว่างเปล่าทั้งๆ ที่ยังปวดศีรษะ “ คิดดีแล้วเหรอ ” เขาถามเสียงอ่อนแรง

“ อย่าพูดอีกเลย ” เธอห้าม

“ ผมอยากรู้ให้ชัดเจนว่าผมกำลังจะถูกทิ้งใช่มั้ย ” เขาทรุดลงนั่งที่เก้าอี้รับแขกเพราะฝืนยืนไม่ไหว

“ ถ้าคุณอยากจะใช้คำนั้น ฉันหมดความเชื่อถือต่อความรักของคุณ ”           เธอเดินมาใกล้เผชิญหน้าเขาแล้วถอดแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายซึ่งเขาสวมให้ในพิธีแต่งงานในโบสถ์มาถือไว้

“ ผู้ประกอบพิธีแต่งงานได้บอกเราว่า แหวนวงนี้ไม่มีรอยต่อไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดเหมือนความรักที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด แต่ฉันคิดว่าสำหรับคุณมันคือวงกลมของเลขศูนย์ เป็นความรักที่ไม่มีค่า

และคำสัญญาของคุณต่อพระเจ้าและสักขีพยานหลายคนในวันนั้น ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกัน จะดูแลไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข ยากจนหรือมั่งมี จะไม่ให้ใครแยกฉันจากคุณเว้นแต่ความตาย แต่เกือบ 4 ปีนับตั้งแต่คุณสัญญาในวันนั้น ฉันเห็นแล้วว่ามันเป็นคำสัญญาเท็จ ฉันขอคืนแหวนวงนี้ให้คุณ ” แม้ว่าเธอพยายามระงับความรู้สึกได้ดี แต่ความขมขื่นยังมีอยู่ในน้ำเสียง เธอรีบร้อนวางแหวนแต่งงานลงบนโต๊ะกระจกข้างหน้าเขาแล้วสะบัดหน้าหันหลังเดินไปเอากระเป๋าลากออกไปจากบ้าน

แหวนที่เธอรีบร้อนวางตกลงบนพื้นและกลิ้งมาหยุดที่เท้าของกมล เขานั่งนิ่งมองแหวนวงนั้น เธอไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือหยาบคายด่าว่าเขาสักคำเดียว แต่คำว่าเขาให้สัญญาเท็จเหมือนชกเขาที่ใบหน้าเต็มแรง เจ็บเข้าไปถึงข้างใน

เขาเริ่มนึกถึงคำสัญญาที่เคยพูดด้วยความสุขตามผู้ประกอบพิธีแต่งงานซึ่งยังพอจำได้คร่าวๆ ว่า ‘ ข้าพเจ้าขอสัญญาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและต่อแขกผู้มีเกียรติทุกท่านในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าจะรับนางสาวเต็มรัก เป็นภรรยาของข้าพเจ้า จะรักและซื่อสัตย์ต่อเธอเพียงผู้เดียว จะให้เกียรติ ดูแลและทนุถนอมเธอ ไม่ว่าในยามที่มั่งมีหรือยากจน ในเวลาสุขหรือทุกข์ จนตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ’ เขารู้สึกตื่นเต้นจนเกือบไม่ได้ยินเสียงของตนเองขณะกล่าวคำสัญญา และมือสั่นเล็กน้อยเมื่อสวมแหวนแต่งงานให้เธอ

ในช่วง 2 ปีแรกเขาซื่อสัตย์ต่อเธอตามคำสัญญา เขาต้องการเธอ ห่วงใยเธอ แต่หลังจากนั้นความรู้สึกต่างๆ ที่เคยมีต่อเธอค่อยๆ ลดน้อยลง เขาไม่ตื่นเต้นที่ได้อยู่ใกล้เธอเหมือนเมื่อก่อน เขาเที่ยวเตร่จนดึกดื่น บ่อยๆ มีผู้หญิงอื่นอีกหลายคนทั้งๆ ที่ยังสวมแหวนแต่งงาน แต่เหมือนกับแหวนทั่วๆ ไปวงหนึ่ง เขาไม่เคยคิดถึงความหมายของมันอีกเลย

เขาหยิบแหวนบนพื้นขึ้นมาดูชื่อของเขาสลักอยู่บนแหวนวงนั้นแล้ววางมันลงบนโต๊ะ เขาได้ยินเสียงเธอติดเครื่องยนต์แล้วขับออกไป ต่อไปคงไม่มีเขาและเธอร่วมทางชีวิตกันอีกแล้ว

อีกครั้งหนึ่งที่เขาระลึกถึงคำประกาศของผู้ประกอบพิธีแต่งงานต่อสักขีพยานเกือบ 300 คนว่า

“ ข้าพเจ้าขอประกาศว่า พระเจ้าได้ผูกพันนายกมลและนางเต็มรัก พรประเสริฐเป็นสามีภรรยาเป็นเนื้อเดียวกัน อย่าให้ผู้ใดบังอาจแยกเขาทั้งสองออกจากกัน ”

เขามองแหวนแต่งงานวงที่เขากำลังสวม ชื่อเต็มรักปรากฏอยู่ เขามองครู่หนึ่งแล้วถอดแหวนออกจากนิ้ว วางลงบนโต๊ะห่างจากแหวนอีกวง


ใกล้รุ่งเช้าวันต่อมาซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์ลูกศิษย์พระเยซูคริสต์ซึ่งมีแต่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งนำเครื่องหอมเพื่อไปเคารพพระศพของพระองค์ แต่เมื่อพวกเธอมาถึงอุโมงค์ที่ฝังพระศพก็ต้องประหลาดใจเนื่องจากก้อนหินขนาดใหญ่ที่ใช้ปิดปากอุโมงค์ถูกเลื่อนออกไปและไม่มีทหารยามยืนเฝ้า เมื่อเข้าไปในข้างในตรงแท่นที่เคยใช้วางพระศพอาจารย์ของพวกเธอก็มีแต่ผ้าที่เคยใช้พันพระศพถูกพับวางอยู่เท่านั้น พระศพหายไป

ในขณะที่พวกเธอกำลังเสียใจอยู่นั้นมีผู้หนึ่งมาปรากฏและบอกว่า พระเยซูซึ่งพวกเธอกำลังแสวงหาได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วและให้ไปบอกลูกศิษย์คนอื่นๆ ให้ทราบ

พวกเธอจึงรีบไปแจ้งแก่เหล่าลูกศิษย์ของพระองค์ที่กำลังแอบประชุมกันอยู่เนื่องจากกลัวว่าทหารจะมาจับตัวไปลงโทษดังเช่นอาจารย์ของพวกเขา ลูกศิษย์บางคนหลังจากได้ยินแล้วรีบวิ่งไปที่อุโมงค์ทันทีเพื่อพิสูจน์เรื่องที่เพิ่งได้ยินและสิ่งที่เห็นก็ไม่แตกต่างจากเรื่องที่พวกเธอเล่าเลย


“ เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ที่ผมได้เล่าให้ทุกท่านฟังตั้งแต่การถูกจับ ถูกทรมาน ตั้งข้อกล่าวหา จนถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ และทำให้ลูกศิษย์ทุกคนหมดสิ้นความหวังต่อคำสอนของพระองค์ ”

เสียงเทศนาของอาจารย์ในคริสตจักรเช้าวันอาทิตย์อีสเตอร์คือวันที่ระลึกถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ให้สมาชิกคริสตจักรประมาณ 150 คนนั้นเต็มด้วยความเชื่อมั่น มีพลังหนักแน่นแม้ว่าเป็นชายวัย 60 กว่าปีอีกทั้งมีรูปร่างเล็กและผอมบาง

“ แต่หลังจากนั้นอีก 3 วันคือเช้าวันอาทิตย์ การเป็นขึ้นมาจากความตาย มีชีวิตอีกครั้งของพระเยซูคริสต์และออกจากอุโมงค์ที่ใช้ฝังพระศพของพระองค์ในวันนั้น เป็นการประกาศถึงชัยชนะเหนือความบาปและความตาย และพระองค์ยังได้มอบชัยชนะนั้นให้แก่พวกเราทุกคนซึ่งเป็นผู้เชื่อพระองค์ ดังนั้นเราอย่าปล่อยตัวทำความบาปทุกวันเหมือนกับคนที่ยังตายอยู่ คือตายฝ่ายวิญญาณและยังถูกฝังไว้ในอุโมงค์หรือหลุมฝังศพของตนเอง ”

เขาใช้สายตาและยื่นมือทั้งสองข้างออกมาข้างหน้าถ่ายทอดถึงความรักและวิงวอนผู้ฟังคล้ายกับพระหัตถ์ของพระเยซูที่ยื่นออกมาเพื่อเรียกผู้ที่ยอมรับว่าตนเป็นคนบาปให้เข้าไปหาพระองค์

“ ให้เวลาที่ผ่านไปมากเพียงพอแล้วสำหรับการทำความบาป และให้เวลาส่วนที่ยังเหลืออยู่ของชีวิตทำความดีตามที่พระเจ้าตรัสสอนเพื่อยืนยันว่าเราเป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ” เขาย้ำประเด็นที่สำคัญที่สุด

หลังจากจบการนมัสการสมาชิกได้ทักทายและบางส่วนยังพูดคุยกันต่อ คุณปัญญาและครอบครัวหันหลังไปสนทนาเป็นเวลาครู่ใหญ่กับสมาชิกเก่าแก่ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ประกอบไปด้วย ปู่ย่า ลูกชาย ลูกสะใภ้และหลานสาววัย 2 ขวบที่นั่งบนม้านั่งแถวหลังพวกเขา

เมื่อครอบครัวนั้นลุกไปแล้วคุณกัญญารัตน์พูดกับธีรพรว่า

“ ครอบครัวของลุงเอนก เป็นแบบอย่างที่ดีมากในการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเจ้า เขานำทั้งลูก ทั้งสะใภ้และหลานมาโบสถ์สม่ำเสมอ เห็นลูกชายของเขาแล้วทำให้นึกถึงเก่ง แม่จำได้ว่าลูกชายของลุงเอนกแต่งงานหลังจากเก่งเพียงแค่เดือนเดียว พักหลังมานี้เก่งไม่ค่อยได้มาโบสถ์ นุ่นพบเขาบ้างหรือเปล่า ”

“ เจอกันเมื่อเย็นวันศุกร์ค่ะ ” เธอตอบ
“ เขาเป็นยังไงบ้าง ” คุณกัญญารัตน์ถามด้วยความรักและห่วงใย

“ นุ่นว่าเขาน่าเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินชีวิตที่ไม่ค่อยถูกต้องตามคำสอนของพระเจ้า ”

“ เขาทำอะไรบ้างหรือนุ่น ” พ่อของเธอถาม
เธอพยายามเล่าย่อๆ ให้พ่อแม่ฟัง

“ พ่อเชื่อว่าเรื่องที่เขาทำตามใจของตนเองจะสร้างปัญหาใหญ่ตามมาในชีวิตของเขาเอง ” คุณปัญญาพูดด้วยมุมมองจากประสบการณ์ชีวิตที่เคยเห็นมา

“ แม่อยากจะคุยกับเขา นุ่นช่วยต่อโทรศัพท์ให้หน่อยได้ไหม แม่เป็นห่วงเขา ” ผู้พูดแสดงความรักราวกับว่าเขาเป็นลูกของเธอเอง

ธีรพรกดโทรศัพท์มือถือและต้องรอฟังสัญญาณเรียกหลายครั้งกว่าปลายสายจะรับ
“ สวัสดี เก่งเป็นยังไงบ้าง ”

ปลายทางเงียบไปนิดหนึ่งแล้วมีเสียงตอบกลับว่า “ ไม่.. เป็น..ไร ” เสียงตอบเว้นจังหวะแต่ละคำ และแหบแห้ง

“ เก่งเป็นอะไร ทำไมเสียงเป็นอย่างนั้น ” เธอถามเสียงวิตกจนทำให้พ่อแม่เธอเป็นห่วงเขามากขึ้น

อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า

“ เป็นบ้าง ไม่ได้พูดกับใครมา 1 วันแล้ว ” เขายังพูดเสียงเบา ทำให้เธอต้องตั้งใจฟัง

“ เกิดอะไรขึ้น เต็มอยู่ด้วยมั้ย ”
“ ไม่อยู่ เขาไปแล้ว ” ครั้งนี้เขาพูดเกือบจะทันทีที่เธอถามจบ

จากคำพูดนั้นทำให้เธอเข้าใจได้ทันทีว่าทั้ง 2 คนคงจะมีปัญหากันและเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ เธอเลื่อนมือที่ถือโทรศัพท์ลงแล้วบอกพ่อแม่ว่ากมลคงจะมีปัญหากับเต็มรัก คุณกัญญารัตน์จึงขอคุยโทรศัพท์กับเขา เธอยกโทรศัพท์ขึ้น บอกอีกฝ่ายว่าแม่ของเธอต้องการจะคุยด้วย แล้วยื่นโทรศัพท์ให้แม่

“ เก่งมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าลูก ” คุณกัญญารัตน์ถาม

“ ทะเลาะกันครับ ” เขาไม่ต้องการบอกความจริงว่าพวกเขาแยกทางกันแล้ว แต่ฟังจากน้ำเสียงทำให้ผู้สูงวัยแปลความหมายได้ไม่ยากว่าปัญหาคงถึงขั้นรุนแรง เธอต้องการจะช่วยเหลือเขาในหนทางที่ทำได้

“ ลูกอยู่บ้านหรือเปล่า ”
“ ครับ ” เขาตอบรับ

“ แม่จะให้นุ่นแวะไปหาน่ะ ดูว่าเรามีอะไรจะช่วยกันได้ ”บางครั้งเธอก็ใช้คำแทนตัวเองว่าแม่กับเขา

“ ครับ ” เขาต้องการตอบเท่านั้น

คุณกัญญารัตน์กดโทรศัพท์วางสาย แล้วบอกลูกสาวว่า “ นุ่นไปดูเขาให้หน่อยเถอะ ถ้าเห็นว่าเขาไม่สบายใจมากนักลูกชวนเขามาที่บ้านเราเย็นนี้ก็ได้ ”

“ ค่ะแม่ ” เธอเองเป็นห่วงทั้งกมลและเต็มรัก

ธีรพรเปิดประตูรั้วบ้านของกมล เดินเข้ามาถึงประตูเธอลองหมุนลูกบิดพบว่ามันไม่ได้ถูกปิดไว้เช่นเดียวกัน

กมลเรียกเธอนั่งที่เก้าอี้รับแขก เขาไปรินน้ำมาให้ เธอเห็นท่าทางของเขาอิดโรย หนวดเครายาวกว่าเมื่อวันศุกร์ ยิ่งทำให้ใบหน้าดูซีดเซียว เขาสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ผมรุงรัง เธอคิดว่าเขาคงสวมชุดนั้นนอนและวันนี้ก็ยังไม่ได้อาบน้ำ

เธอเห็นแหวนแต่งงาน 2 วงวางอยู่บนโต๊ะมีชื่อกมลและเต็มรักอยู่บนแหวนคนละวง เธอจำแหวนนั้นได้ดีเพราะซื้อจากร้านที่เธอทำงานอยู่และเธอเป็นคนลงมือสลักชื่อให้ด้วยตนเอง

“ เรื่องแหวนนี้หมายความว่ายังไงหรือเก่ง ” เธอถามทันทีที่เขานั่งลง

“ เต็มถอดแหวนคืนเก่ง ” เขาตอบเฉพาะบางส่วน ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด

“ หมายความว่าเลิกกันหรือเปล่า ” เธอถามตรงข้อสรุปของเหตุการณ์
เขาไม่ตอบ

“ ในระยะที่ผ่านมาเต็มเคยโทรมาระบายให้นุ่นฟังหลายครั้ง นุ่นบอกว่าจะพยายามคุยกับเก่ง ”

เรื่องที่เธอพูดเขารู้เป็นอย่างดี ที่ผ่านๆ มาเขาพยายามเลี่ยงหาประเด็นอื่นมาพูดแทบทุกครั้งเมื่อเธอพยายามพูดถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเขาเพื่อจะให้เขาแก้ไขใหม่

“ เก่งคงเคยได้ยินคำว่าเพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายากใช่มั้ย ” เธอถาม

“ เคย ”

“ นุ่นอยากบอกเก่งว่าสำหรับคนที่เชื่อในพระเยซูต้องเป็นตรงกันข้าม ไม่มีคริสเตียนแท้คนใดที่เห็นอีกคนหนึ่งทำความผิดบาปแล้วไม่สนใจเขา ปล่อยให้เขาทำผิดต่อไปจนชีวิตพังพินาศ แต่พวกเราเสียใจกับเขา อธิษฐานให้และช่วยเหลือตามที่จะทำได้ เพื่อให้เขากลับมาทำสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระเจ้า พวกเราทุกคนจะได้เดินร่วมทางกันในความเชื่อไปตลอดชีวิต และเมื่อเราตายไปแล้วก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าจะได้มีชีวิตนิรันดร์และอยู่ด้วยกันในแผ่นดินของพระเจ้าอีก เพื่อนอย่างนี้แหละที่พวกเรามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนเพื่อนที่หลอกลวงหาประโยชน์จะกลับตรงกันข้ามคือน้อยลงไปเรื่อยๆ นุ่นเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนตายของเก่งและเต็ม จึงไม่อยากเห็นเก่งทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องแบบนี้”

“ เก่งเข้าใจประเด็นที่นุ่นต้องการจะบอก ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะตัวเก่งทำเอง หลายคนต้องการให้แก้ไขแต่เก่งยังอยากใช้ชีวิตแบบนี้ ” เขาสรุปประโยคสุดท้ายอย่างชัดเจน

“ พวกเราทุกคนปล่อยให้เก่งทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ” เธอหมายถึงพ่อแม่และอีกหลายคนในคริสตจักร

“ วันนี้เป็นวันอีสเตอร์เก่งรู้ไม่ใช่หรือว่ามีความสำคัญอย่างไร ”
“ เราเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว ” เขายืนยันว่ารู้ความหมายดีแล้ว

“ แต่ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย มีชีวิตขึ้นมาใหม่และออกจากอุโมงค์ฝังศพแล้ว แต่ชีวิตของเก่งยังอยู่ในนั้น ”

เขาสะดุ้งเล็กน้อยตรงข้อสรุปของเธอ เธอพูดต่อไปว่า

“ ถ้าพระเยซูเคยตรัสเรียกลาซารัสซึ่งตายไปแล้วและถูกฝังไว้ให้ลุกออกจากอุโมงค์ของเขาได้ และพระเยซูตรัสเรียกเก่ง เธอจะลุกออกมาหรือเปล่า ”

คำถามของเธอจี้เข้าไปในจิตสำนึกของเขา แต่เขาไม่ตอบและบ่ายหน้าไปมองทางอื่น

“ นุ่นรู้ว่าเก่งเป็นนักสู้ชีวิตคนหนึ่ง แต่อย่าต่อสู้พระเจ้าเลยไม่สามารถชนะพระองค์ได้หรอก ไม่ใช่เก่งต้องแพ้เพราะฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ของพระองค์ แต่ความรักที่มีมากมายต่างหากทำให้พวกเราต้องยอมแพ้พระองค์ ”

เขาเริ่มคิดไตร่ตรอง และบอกเธอว่า
“ เราอยากจะใช้เวลา ยังไม่พร้อมตัดสินใจ ”
เธอคิดว่าได้พยายามทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือคงจะขอให้พ่อแม่ของเธอช่วย
“ เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านเรามั้ย พ่อแม่เราอยากจะคุยกับเธอ ”

เขามองเธอ ตอบว่า “ เรายังปวดหัว ขอบใจนุ่นมาก ” เขาดีใจที่มีข้ออ้างที่ดีที่สุดมาใช้

“ เธอหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงได้เก่ง พวกเรารู้กันดี ”
เขายิ้มน้อยๆ จะพูดว่าเธอคิดผิดก็เท่ากับว่าเขาโกหกอีกครั้ง

หญิงสาวตั้งใจไว้แล้วว่าเธอจะต้องช่วยพาเขากลับมาเดินในเส้นทางคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่เธอเชื่อมั่นว่าจะให้ชีวิตนิรันดร์แก่เขาได้ แม้ว่าเธอต้องใช้ความพยายามอีกมากและยาวนานก็ตามเพราะการนำคนที่เชื่อพระเจ้าอยู่แล้วให้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวบันเทิงล่าสุด »