มุมนักเขียน: วันปีใหม่ วัยเด็ก และรสขมของอดีต โดย พี เพธาทีธ์

ข่าวบันเทิง RYT9.COM -- ศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2554 10:12:58 น.
เรื่อง: วันปีใหม่ วัยเด็ก และรสขมของอดีต
โดย: พี เพธาทีธ์

เสียงเพลงวันปีใหม่ดังหมุนคว้างเข้ามาในภวังค์ฝัน และปลุกให้ฉันตื่นขึ้นมาสู่โลกแห่งความจริงเหมือนถูกกระชาก ภาพใต้จิตสำนึกอันพร่ามัวของตัวฉันและคนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างถูกดูดหายไปทันทีเหมือนมีใครบางคนมาแย่งมันไปจากสมอง ฉันถูกปลุกจากเสียงประสานอันรื่นเริงที่ดังมาจากลำโพงของตึกตรงข้าม ภาพฝันอันน่ากลัวเมื่อครู่ยังมีกำลังมากพอที่จะทำให้ใจเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ เสียงหัวใจดังสนั่นหวั่นไหวจนแรงเต้นของมันกระเพื่อมไปทั่วกระดูกในรูหู บ่อยครั้งที่ฉันรู้ตัวว่าตื่นแล้วแต่ก็ยังไม่อยากลืมตา ส่วนหนึ่งเพราะยังเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีสุดชีวิตเมื่อครู่ อีกส่วนหนึ่งเพราะแสงสีแดงที่ติดอยู่ใต้เปลือกตาทำให้รู้ว่าลำแดดที่ส่องลอดช่องหน้าต่างเหนือหัวเตียงมานั้นร้ายกาจเพียงใด ฉันรอให้เสียงหัวใจสงบลงจนไม่รบกวนการทำงานส่วนอื่นของสมอง และปล่อยให้ดวงตาชินกับแสงสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงจริงๆ

เสียงเพลงปีใหม่ยังคงดังต่อเนื่องอยู่ตลอดช่วงเช้า แต่เบาลงไปอย่างรู้กาลเทศะเมื่อฉันต้องการเวลาส่วนตัวในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน แท้จริงแล้วเสียงนั่นไม่มีชีวิตและคิดเองไม่ได้ แต่เป็นฉันต่างหากที่ปิดประตูกั้นเสียงของมันทิ้งไปส่วนหนึ่ง ตลอดเวลายี่สิบสามปีมานี้ฉันได้ยินเพลงนี้จนเบื่อหน่าย มันคือความซ้ำซากที่ยังคงสร้างบรรยากาศของวันปีใหม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะน่าเบื่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือตัวชูโรงที่ทำให้วันปีใหม่ยังคงมีความสำคัญ

ฉันเดินถือแปรงสีฟันกลับออกมาที่เตียงนอนอีกครั้ง เพราะความเบื่อหน่ายเช่นกันที่ทำให้ฉันเอือมระอากับหน้าตัวเองตอนเพิ่งตื่นนอน และฉันก็เชื่อว่าบนโลกนี้ไม่มีกฎข้อใดตราไว้ว่าต้องแปรงฟันอยู่หน้ากระจก ฉันจึงเดินแปรงฟันฟองเต็มปากอยู่รอบๆห้องนอนมาตลอดหลายปี โทรศัพท์มือถือที่ถูกผ้าห่มทับไว้ครึ่งหนึ่งเหมือนเด็กน่าสงสารที่ถูกทิ้งขว้างขึ้นข้อความเตือนอยู่สองบรรทัด เป็นสายไม่ได้รับและข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน

เพราะมัวแต่กดอ่านข้อความจึงไม่ได้สนใจฟองยาที่เริ่มไหลย้อยลงมาเยี่ยมเยียนญาติเก่าที่ปลายคาง ฟองสีขาวฟูฟ่องก้อนหนึ่งจึงปลดปล่อยตัวเองอย่างอิสระเหมือนนักโดดบันจี้จัมพ์ที่ลงมาแหมะอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ฉันหลุดอุทานอย่างไร้ซุ่มเสียง แต่ลมหายใจที่เผลอพ่นออกมาก็ยิ่งฉีดฟองยาใส่มันเป็นละอองขยุกขยุย เสี้ยววินาทีนั้นที่สมองยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเช็ดตรงไหนก่อนดี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฉันหันไปมองที่ประตูห้องทั้งที่สมองไม่ได้สั่ง ขณะนั้นฟองยาก็เริ่มไหลเยิ้มจากมุมปากลงมาที่ปลายคางอีกครั้ง และก่อนจะทันวิ่งเข้าห้องน้ำไปบ้วนทิ้ง หรือทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ที่เปรอะฟองสีขาวไปทั่ว แม่ก็เปิดประตูเข้ามาเจอฉันในสภาพฟองยาสีฟันฟูมปากพอดี

แม่ชะงักเล็กน้อยตอนเห็นฉันในสภาพนั้น ฉันในตอนนี้ก็คงกำลังนิ่งอึ้งมองแม่ในแววตาที่ไม่แตกต่างกันนัก อาจจะคล้ายกับกบตาโปนที่ยืนแข็งอยู่ต่อหน้างูจงอางหิวโซก็ได้ รอยยิ้มที่ใช้ทักทายฉันทุกเช้าเหมือนจะกว้างขึ้นพร้อมประกายขบขันในแววตา คำพูดที่เหมือนจะเตรียมมาก่อนล่วงหน้าถูกกลืนหายไปอย่างไร้ความสำคัญทันที

“เมื่อคืนลืมปิดไฟอีกแล้วเหรอ?” แม่ถามยิ้มๆ หลังจากที่เหลือบไปมองไฟเพดานและพบว่ายังเปิดอยู่ทั้งสี่ดวง

ฉันใช้เวลาเล็กน้อยในการปรับความคิด เพราะถ้าเป็นทุกทีแม่จะชอบดุเรื่องลืมปิดไฟ แต่แปลกดีที่คราวนี้ไม่ อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่ก็ได้มั้ง (แต่ปีก่อนก็ยังถูกดุอยู่นะ)

“อือ” ฉันตอบสั้นๆพร้อมพยักหน้าน้อยๆ ประสบการณ์ที่สั่งสมมายี่สิบกว่าปีสอนฉันว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์ไม่น่าวางใจแบบนี้ ยิ่งพูดน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

“แล้ววันนี้จะไปบ้านยายทองรึเปล่า?” แม่ถามอีก
ฉันพยักหน้า “กะว่าจะไปบ่ายๆแล้วค่อยเข้ากรุงเทพฯเลยทีเดียว”

แม่พยักหน้ารับฟัง ก่อนจะเดินจากไปโดยทิ้งคำพูดว่าให้รีบอาบน้ำ และอย่าทำผ้าปูที่นอนเลอะเพราะแม่เพิ่งเอาไปซักมาเมื่อวันก่อน

หลังจากที่แม่เดินออกจากห้องไปแล้ว ฉันค่อยกลับมาดูสภาพของโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง และพบว่าฟองที่เลอะค้างอยู่เมื่อครู่แห้งสนิทจนเหลือแค่คราบกรังๆสีขาว ฉันไม่ได้กังวลนักเพราะเท่าที่เห็นมันยังใช้งานได้ดี แต่ถ้าไม่คิดไปเอง ฉันว่าปุ่มกดมันมีเสียงแปลกๆพิกลเหมือนเสียงตอนลมยางถูกปล่อย เอาเถอะ ฉันวางมันไว้บนเตียงตามเดิมก่อนจะเดินเข้าไปจัดการธุระอื่นในห้องน้ำให้เสร็จเรียบร้อย

ทุกวันปีใหม่ ความทรงจำในวัยเด็กซึ่งเป็นเพียงภาพเลือนรางอันเบาบางอยู่ในความรู้สึก กลับดูชัดเจนขึ้นทุกทีที่ฉันเดินเข้าใกล้บ้านยายทอง บ้านสองชั้นหลังเล็กดูโกโรโกโสนั่นเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเด็กต่างวัยกันประมาณหกเจ็ดคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือฉัน และอีกหนึ่งในนั้นคือพี่สาวแท้ๆของฉันที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงทำให้ฉันคลางแคลงในความทรงจำวัยเด็กของตัวเองได้อยู่เสมอ

บ้านหลังเล็กของยายทองปลูกติดกับบ้านอีกสองหลังซึ่งมีขนาดเล็กพอๆกัน แต่บ้านทั้งสองหลังที่ขนาบข้างล้วนมีประตูอันแข็งแรง และฝาผนังไว้กันแดดกันฝน ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านยายทองไม่มี บ้านยายเป็นแค่บ้านไม้สองชั้นที่ดูขาดแคลน ตัวบ้านมีความกว้างมากกว่าความลึกซึ่งแคบสุดแค่เมตรเดียว หากลองประมาณขนาดความยาวก็คงไม่เกินห้าเมตร ดูแล้วเป็นบ้านหน้าตาแบนๆแบบประหลาด ห้องครัวกับห้องน้ำอยู่ชั้นล่าง และมีจักรเย็บผ้าที่ยายใช้ทำมาหากินตั้งอยู่จนสนิมเกาะ ตอนเด็กๆยายมักจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้ใส่ด้วยจักรตัวนั้นเป็นประจำ แม้กระทั่งตอนที่ฉันย้ายกลับไปอยู่กับแม่แล้ว ยายก็ยังคงเย็บเสื้อผ้าให้ใส่ด้วยจักรแก่หง่อมตัวนั้นเหมือนเดิม ด้านหน้าบ้านเป็นประตูและช่องหน้าต่างซึ่งไม่มีบานหน้าต่าง เป็นแค่ช่องโล่งๆที่มีเพียงแผ่นสังกะสีผุกร่อนเลอะสีสนิมจนเป็นคราบทั้งดำ เหลือง แดงตั้งฉากอยู่ด้านบน เวลาจะเข้านอนยายก็จะลงกลอนประตูและดึงแผ่นสังกะสีนี้ลงมาปิดช่องหน้าต่างไว้ไม่ให้โจรขโมยเข้ามาได้ แต่หากมีโจรคนใดคิดจะเข้ามาในบ้านเรา มันก็คงเป็นค่ำคืนที่แสนง่ายดายสำหรับพวกเขา ดังนั้นเหตุผลจริงๆที่ทำให้บ้านนี้ไม่เคยถูกย่องเบาเลยสักครั้ง น่าจะเป็นเพราะมันไม่มีอะไรให้ขโมยเลยมากกว่า

เมื่อมองเข้ามาจากช่องหน้าต่างกลวงโบ๋ช่องนั้น จะมองเห็นเกือบทั่วทั้งบ้านรวมถึงบันไดแคบๆเล็กๆที่กว้างพอแค่หนึ่งคนเดินเท่านั้น ติดกับบันไดคือผนังบ้านด้านหลังซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของบ้านนี้ ผนังด้านนั้นก่อด้วยอิฐเปลือยๆเนื้อหยาบสีเทา มีช่องเล็กๆอยู่ระหว่างอิฐแต่ละก้อนซึ่งเราจะใช้มันมองลอดไปยังสนามแคบๆด้านหลังที่เราใช้วิ่งเล่นกัน ถัดมาคือห้องชั้นสอง ที่เป็นเพียงชานกว้างๆไม่มีฝาผนัง แต่ก็มีโครงไม้สำหรับต่อหลังคาไปด้านบนเพื่อคลุมแดดคลุมฝน ด้านหนึ่งบนชั้นสองคือห้องเล็กๆของป้าขนาดสองคูณสองเมตร ส่วนอีกสามด้านที่เหลือไม่มีผนังกั้น จนมองเห็นผนังของบ้านที่อยู่ติดกันอีกฝั่งหนึ่งด้วย

พัดลมเพดานด้านบนซึ่งมีฝุ่นสีดำเกาะกรังมักจะทำให้ฉันเพลิดเพลินเสมอกับการมองดูมันหมุนวนไปมา แน่นอนว่าตอนนั้นฉันยังเด็กมาก จนสามารถนอนอยู่เฉยๆได้ทั้งวันโดยไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย แรงสั่นของมันยามทำงานทำให้พื้นชั้นสองที่ฉันกำลังนอนอยู่สั่นกระเพื่อมไปด้วย เหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้เบาะรองนอนตลอดเวลา

ตอนนั้นฉันเป็นสมาชิกใหม่ที่อายุน้อยที่สุดในบ้านรับเลี้ยงเด็กหลังนี้ ไล่ขึ้นไปเป็นพี่สาวฝาแฝดคู่หนึ่งที่อายุมากกว่าฉันสองปี ถัดจากนั้นเป็นพี่สาวคนโตสุดของบ้านซึ่งแก่กว่าฉันประมาณสี่ปี พวกเราสี่ห้าคนรวมทั้งยายทองนอนรวมกันใต้มุ้งหนึ่งหลังในห้องชั้นสองแห่งนี้ ส่วนพี่สาวแท้ๆของฉันที่โตกว่าหนึ่งปีได้รับอภิสิทธิ์อย่างเป็นทางการให้นอนในห้องของป้า ซึ่งนับว่าเป็นทั้งห้องที่ปลอดภัยที่สุด และน่ากลัวที่สุดสำหรับพวกเราที่อยู่ข้างนอกด้วย

ทุกอย่างดูเรียบง่ายและไม่เคยซับซ้อนในตอนที่เรายังเป็นเด็ก เราใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการวิ่งไปนู่นที นี่ที ซอยหน้าบ้านยายแคบพอๆกับส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรา มันกว้างขนาดรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งผ่านเท่านั้น แต่ก็แคบเกินกว่าที่เราจะวิ่งเล่นกันได้ หน้าบ้านยายซึ่งติดกับซอยนั้นปลูกต้นไม้ไว้จนดูเหมือนสวนเล็กๆ กระถางหลากสีหลายขนาดตั้งเรียงกันเป็นพรืดจนแน่นไปหมด ฉันจำได้ว่าเคยช่วยยายรดน้ำพวกมัน แต่จำชื่อพวกมันไม่ได้แล้ว จำได้แค่บางต้นที่มีบุคลิกโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นโป๊ยเซียนหรือว่านหางจระเข้ ซึ่งตอนนั้นฉันก็ขบไม่ออกหรอกว่ายายจะปลูกพวกต้นไม้หน้าตาพิลึกพวกนั้นไว้ทำไม

ฉันอยู่ที่นั่นตั้งแต่ตอนที่ยังทำได้แค่นอนมองพัดลมเพดานหมุนวนไปมา จนเริ่มรู้เรื่องรู้ราวพอที่จะสวดมนต์ก่อนนอนกับยายและช่วยพี่ๆกางมุ้ง มุ้งสีขาวที่ดูเหมือนตาข่ายตาถี่ๆถูกโยงเข้ากับเชือกที่ปล่อยลงมาจากขื่อด้านบน ส่วนมุมทั้งสี่ก็มัดเข้ากับเสาบ้านทั้งสี่ด้าน เวลาลมพัดมุ้งจะปลิว ดังนั้นสิ่งที่บ้านนี้มีมากกว่าบ้านหลังอื่นในละแวกนี้ทั้งหมดก็คือหมอน เราจะใช้หมอนทับปลายมุ้งไว้จากด้านในจนรอบ เพื่อไม่ให้มุ้งเพยิบขึ้นมาตอนลมพัดผ่าน เพราะฉะนั้นมุ้งหลังนี้จึงทำตัวเหมือนปราสาทที่คอยป้องกันเราจากสิ่งไม่ดีด้านนอก เวลาที่ทุกคนเข้าไปข้างในฉันจะรู้สึกว่าเราอยู่ในที่ปลอดภัยและไม่ควรออกไปนอกมุ้งจนกว่าจะเช้า ฉันเคยคิดว่ามุ้งหลังนี้มีไว้ป้องกันผี ซึ่งมันก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยมันก็สามารถป้องกันผีดูดเลือดที่แปลงกายมาในรูปของยุงได้ดี

บ้านของยายมีพระมากมายหลายองค์ องค์พระเหล่านั้นตั้งอยู่บนตู้ที่ติดกับผนังห้องของป้า ขื่อรอบๆนั้นมีรูปขาวดำอัดกรอบไม้ของผู้ชายวัยหนุ่มคนหนึ่งซึ่งฉันไม่เคยเห็นหน้า ชาตะกับมรณะคือสิ่งที่สลักอยู่ใต้รูปหน้าตรงของเขา ในรูปนั้นเขาสวมเครื่องแบบเต็มยศ ใบหน้าขึงขังนิ่งเรียบทำให้ภาพขาวดำของเขาดูน่าเกรงขามมากขึ้น รูปพวกนี้มีมาตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะมาอยู่ที่นี่ ฉันเคยถามยายว่านั่นเป็นรูปของใครแต่จำได้ว่ายายไม่ตอบ ฉันเลยเดาว่าน่าจะเป็นลูกชายของยายเพราะในรูปดูอ่อนวัยเกินกว่าจะเป็นคุณตา แต่ความลี้ลับของกาลเวลาก็ทำให้ฉันเริ่มสร้างข้อกังขาอีกครั้ง ฉันเริ่มเห็นภาพตอนยายเป็นสาวและมีผู้ชายคนนี้ยืนอยู่เคียงข้าง จากนั้นวันเวลาก็แปรเปลี่ยนความสาวของยายให้หย่อนคล้อยลงไป แต่ทว่าผู้ชายในภาพนี้ยังคงหนุ่มแน่นเหมือนครั้งนั้น และจะยังคงหนุ่มแน่นแบบนี้ต่อไปอีกหลายศตวรรษ

หากไม่ง่วงจนเกินไป ทุกคืนฉันจะเลือกนอนตรงมุมริมสุดของมุ้งด้านขวาของบ้าน และเพราะบ้านเราไม่มีฝากั้นไว้ ทำให้ตอนนอนสามารถมองลอดรั้วไม้ซี่ห่างๆลงไปยังพื้นซอยชั้นล่างได้ วงภาพสีเทาหม่นตอนนั้นสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของบ้านที่อยู่ติดกัน และส่วนยอดของต้นไม้ที่ยายปลูกไว้ ก่อนจะถึงท้ายซอยของเราจะมีทางแยกเล็กๆที่มีหน้าตาคล้ายสี่แยก แต่เล็กและแคบขนาดที่เด็กสองคนเดินจูงมือกันก็เต็มถนนแล้ว

ตอนกลางคืนที่ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความมืดมน สี่แยกตรงนั้นจะดูสว่างขึ้นเพราะหลอดไฟเปลือยที่ถูกแขวนไว้หน้าบ้านตรงหัวมุมหลังหนึ่ง เวลาที่นอนมุมนี้ ฉันจะหันหน้าประจันเข้ากับบ้านหลังนั้นพอดี บ้านไม้สองชั้นหลังนั้นให้ความรู้สึกมืดมนระคนหวาดหวั่นเพราะมันมักจะถูกทิ้งไว้ให้มืดทึบอยู่ตลอดเวลา มันเป็นบ้านที่ตรงกับนิยามของคำว่าบ้านผีสิงอย่างแท้จริง หยากไย่จากในบ้านรุกล่าอาณานิคมมาจนถึงด้านนอก นอกจากนี้ฝาบ้านซึ่งเป็นไม้สีแดงซีดก็คล้ายจะเป็นสีของเลือดในสายตาพวกเรา ตลอดหลายปีที่อยู่ที่นั่น หลากหลายเรื่องราวส่งผ่านมาถึงฉันโดยมีบ้านอันน่าพิศวงนั่นเป็นศูนย์รวมความน่ากลัว ชั้นสองของบ้านอาจจะมีศพใครบางคนถูกขังไว้ หรือมีผีสางนางไม้ที่คนแถวนี้ช่วยกันผนึกมันไว้ที่นั่น เวลาเดินผ่านบ้านหลังนั้นฉันจะย่ำก้าวและทำคอแข็งไม่มองขึ้นไปตามความอยากรู้ที่มีอยู่ในความคิด เจ้าของบ้านหลังนั้นเป็นคนที่ฉันคุ้นหน้าแต่ไม่เคยคุยกัน เขามักจะยิ้มอยู่ตลอดเวลาโดยมีกางเกงสวมอยู่แค่ตัวเดียว ฟันเหยเกและเนื้อตัวสกปรกมอมแมมทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขา แต่ฉันเคยเห็นยายไปที่บ้านนั้นเพื่อเอากับข้าวไปให้ นั่นเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันเห็นประตูบ้านนั้นเปิดออก ความมืดที่ฉันเคยนึกภาพไว้เทียบไม่ได้กับภาพที่เห็นคราวนั้น เพราะในบ้านแคบๆลึกๆนั่นแทบไม่เคยได้รู้จักกับความสว่างไสวเลย

สงครามได้เปลี่ยนคนหนุ่มผู้หาญกล้าให้กลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความโหดร้ายและการรบราฆ่าฟันกันในสมรภูมิทำให้เขาสูญสิ้นกลไกทางความคิดบางส่วนไป และสูญเสียความสามารถในการคิดเชิงตรรกะอย่างสิ้นเชิง เจ้าของบ้านหลังนั้นอาจจะเคยเป็นทหารมาก่อนเหมือนกับผู้ชายในรูปถ่าย และความที่ยายมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อชายสติวิปลาสคนนี้อยู่เสมอทำให้ฉันเริ่มเชื่อมโยงตัวเขา ยายและผู้ชายในภาพถ่ายเข้าด้วยกัน แต่ยังไม่ทันคิดวิเคราะห์จนเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน สติก็ถูกดึงไปที่หนูท่อตัวอ้วนสองตัวซึ่งกำลังวิ่งออกมาจากรูข้างๆบ้านหลังนั้น การเห็นหนูแถวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ในบ้านยายก็เคยมีเหมือนกันแต่ตัวเล็กกว่ามาก ทว่ามันน่าประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นพวกมันสองตัววิ่งตามกันไปแบบนั้น ราวกับว่าบ้านที่ดูน่ากลัวนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะให้พวกมันใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสมโดยไม่ต้องแย่งกัน

ฉันแหงนมองขึ้นไปยังชานระเบียงบนชั้นสอง ความเป็นเด็กที่ชอบปะติดปะต่อเรื่องราวทำให้ฉันเริ่มคิดว่าหนูอาจจะขึ้นไปกินศพบนนั้นก็ได้ ครั้นยายเดินออกมาและจูงมือพาฉันกลับบ้าน ฉันก็สงสัยอีกว่ายายเป็นปอบรึเปล่า แต่อย่างน้อยฉันก็ฉลาดพอที่ไม่ถามออกไป

นอกจากพวกเราสี่คนที่เป็นเด็กเลี้ยงของยายแล้ว ในซอยแถวนั้นก็มีเด็กวัยเดียวกันอีกประมาณหกเจ็ดคน ตลอดหลายปีที่อยู่ที่นั่นฉันมีเพื่อนใหม่เยอะแยะ บางคนเล่นด้วยกันทั้งๆที่ไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ เราเล่นมอญซ่อนผ้าและกระต่ายขาเดียวด้วยกันบ่อยๆ แต่พอมีคนมาเล่นด้วยเยอะๆเข้าเราก็เปลี่ยนไปเล่นซ่อนหา มีที่ซ่อนอยู่แห่งหนึ่งซึ่งฉันคิดว่ามันลับตาคนที่สุด มันเป็นโอ่งน้ำเปล่าๆที่ตั้งซุกไว้ระหว่างหลังบ้านกับโรงจอดรถของคนแถวนั้น เวลาที่เริ่มนับฉันจะรีบวิ่งไปตรงนั้นก่อนเพื่อไม่ให้ใครแย่งที่ซ่อนไป แต่แหล่งกบดานเล็กๆชื้นๆแห่งนั้นทำหน้าที่ได้ดีเฉพาะครั้งแรกเท่านั้นเอง เพราะครั้งต่อๆมาฉันก็แทบจะถูกจับได้เป็นอันดับต้นๆอยู่เรื่อย

วันเวลาในวัยเด็กไม่ได้มีเฉพาะสีสันสดใสของความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังมีสีหม่นมัวของความไม่เข้าใจปะปนอยู่ด้วย ด้วยความที่ฉันยังเล็ก หรือเพราะอคติบางประการของผู้ใหญ่ ทำให้พวกเขาปฏิบัติต่อฉันด้วยดีเสมอมา ผิดกับพี่ฝาแฝดคู่นั้นที่มักจะถูกใช้งานบ่อยๆ ฉันไม่เคยเข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร และแม้ว่ายายจะรักฉันมาก แต่บ่อยครั้งที่ยายแปลงร่างเป็นยักษ์และดุพี่สองคนนั้นด้วยวาจากระด้างจนฉันอดสะดุ้งไม่ได้ ทั้งยายและป้าเหมือนจะไม่พอใจพี่สองคนนั้นอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ฉันเรียนรู้คำว่าไม่เข้าใจ เห็นใจ และสงสารตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ครบสามขวบด้วยซ้ำ

ตอนเด็กๆฉันขี้แยมาก พอถูกทำไม่ดีด้วยนิดเดียวก็จะร้องไห้จ้าอย่างไม่มีเหตุผล มีครั้งหนึ่งที่พวกเราลงมาเล่นข้างล่างกันตอนดึก หากจำไม่ผิดฉันคงถูกขัดใจอะไรสักอย่าง ด้วยความที่ไม่ยอมคนอื่นทำให้ฉันร้องไห้ออกมาเหมือนสั่งได้ และเหมือนว่าเสียงนั่นจะทำให้ป้าที่นอนอยู่ในห้องตื่น ป้าลงมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันไม่ตอบหากจะร้องไห้หนักขึ้นเพราะโกรธที่ถูกขัดใจ ฉันแค่ต้องการให้พวกพี่สองคนนั่นรู้ว่าไม่ควรขัดใจฉัน แต่เรื่องราวกลับบานปลายไปเกินกว่าที่ฉันคิดไว้ ภาพที่หลงเหลือในความทรงจำตอนนั้นคือสีแห่งความไม่เข้าใจ ฉันรู้แค่ว่าป้าสั่งให้ฉันขึ้นไปชั้นบน สิ่งที่ฉันทำหลังจากนั้นก็คือทำตามคำสั่งของป้า แต่ช่วงที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปนั้น ฉันกลับเห็นป้าดุพี่สองคนนั่นและเรียกหาไม้เรียวด้วยใบหน้าถมึงทึง ฉันชะงักเท้าอยู่ที่ขั้นเดิมก่อนจะเดินมาเกาะดูเหตุการณ์ที่ราวบันได น้ำตาจากการร้องไห้เรียกร้องความสนใจเมื่อครู่เริ่มซึมหายไปแล้ว

หลังจากที่มองดูใบหน้าของพี่สองคนนั้นที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาทุกเมื่อ มองดูใบหน้าป้า ฟังน้ำเสียงของคำพูดโกรธเกรี้ยว และทันทีที่ไม้เรียวฟาดลงบนตัวของพี่คนหนึ่ง พร้อมกับเสียงร้องครวญและก้อนสะอื้น นัยน์ตาฉันก็เริ่มร้อนผ่าวจนคล้ายว่าถูกไฟเผาจากข้างใน มันแตกต่างจากการร้องไห้ครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้ฉันรู้สึกเหมือนมันมีอะไรบางอย่างร้อนเร่าอยู่ข้างในกาย มันผลักดันความร้อนนั้นมาที่ตาและบีบเค้นเข้าหาดวงตาทั้งคู่ของฉัน ฉันมองดูป้าหวดไม้เรียวลงบนตัวพี่สองคนนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาพร้อมกับความเสียใจและความไม่เข้าใจ การวิ่งเข้าไปขอร้องให้ป้าหยุดทำร้ายพวกเขามันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เด็กสามขวบอย่างฉันจะหาญกล้า ฉันไม่กล้าบอกหรอกว่าฉันฟูมฟายไปเองและร้องไห้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ทุกครั้งที่เสียงไม้เรียวดังขึ้น ตัวของพี่ที่ถูกตีจะสะดุ้งจนเกือบกระโดดเหมือนว่าถูกแส้ฟาดเข้าที่สีข้าง ฉันมองดูพวกเขาถูกลงโทษเพราะฉัน เสียงร้องของพวกเขาดังยิ่งกว่าเสียงใดๆที่ฉันเคยได้ยิน ทุกอณูเสียงและทุกการกระทำคล้ายจะย้ำให้รู้ว่าฉันเป็นคนก่อบาปนี้ขึ้นมาเอง สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือการร้องไห้ ฉันร้องไห้หนักขึ้น และหนักขึ้นจนเสียงนั่นดึงความสนใจของป้ามาที่ฉัน หลังจากนั้นป้าจึงหยุดมือและหันมาสั่งให้ฉันขึ้นไปนอนอีกรอบ ฉันยืนนิ่งอยู่ที่เดิมครู่ใหญ่ พลางมองหน้าพี่สองคนนั้นสลับไปมา และหวังว่าพวกเขาจะรู้ว่าฉันเสียใจที่ทำให้พวกเขาถูกลงโทษ แต่แล้วฉันก็ต้องเดินขึ้นไปบนชั้นสองหลังจากที่ป้ากำชับมาอีกครั้งหนึ่ง

การอยู่ที่นั่นไม่ได้สอนให้ฉันรู้จักแค่คำว่าเห็นใจและสงสาร แต่มันยังทำให้ฉันเข้าใจว่าความเสมอภาคที่มีอยู่บนโลกนี้เป็นแค่ลมเบาๆที่ใครคิดจะเป่าออกมาจากปากก็ย่อมได้ การอยู่ที่นั่นไม่เคยมีคำว่าเสมอภาคหรือยุติธรรม ฉันจะได้รับการเอาใจเป็นพิเศษ ผิดกับพี่ฝาแฝดสองคนนั้นที่ถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างราวกับอยู่คนละบ้าน ฉันเรียนรู้ความหมายแบบผิดๆของคำว่า ‘ไพร่’ ที่นั่น แม้มันจะขมขื่นเหลือคณากับการเห็นคนที่รักฝ่ายหนึ่งด่าทอคนที่ฉันรักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่ลดละ แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ในวัยแค่สามขวบ สิ่งที่ฉันมีตอนนั้นเป็นเพียงแค่ความรู้สึกของเด็กเท่านั้น ฉันยังจำความรู้สึกตอนที่ยืนเกาะราวบันไดตอนนั้นได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกของการที่ตัวเองตัวเล็กเกินกว่าจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ด้วยการช่วยเหลือใครสักคน การมองคนที่เรารักถูกทำร้ายเพราะเรา การที่พวกเขาถูกทำโทษแต่เราได้รับสิทธิพิเศษให้รอดพ้น เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้หอมหวานชวนให้ซาบซึ้งเลยสักนิด แต่เป็นความขมขื่นที่ก่อให้เกิดความคลางแคลงถึงคุณค่าที่มีในตัวเองอย่างรุนแรง ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลย ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยถูกตีพร้อมๆกับพวกเขาแต่ฉันกลับไม่รู้สึกเจ็บ และออกจะดีใจด้วยซ้ำที่ความแตกต่างของพวกเราเหมือนจะย่นระยะลงไปทีละเล็กละน้อย ฉันวิ่งหน้าระรื่นเข้ามาในสภาพไหน ก็วิ่งออกไปด้วยรอยยิ้มแบบนั้น จนยายที่หวดไม้เรียวใส่ก้นของฉันอดจะโล่งใจไม่ได้ที่การลงโทษของแกไม่ทำให้ฉันเจ็บมากนัก หลังจากนั้นมาฉันก็ไม่เคยกลัวการถูกตีเลย เพราะฉันประจักษ์รู้แล้วว่าการถูกตีย่อมดีกว่าการไม่ถูกตีเป็นไหนๆ

เหตุผลที่ทำให้ยายกลั้นใจตีฉันครั้งนั้นก็เพราะฉันลงไปเล่นโคลนเลนกับพี่ฝาแฝดคู่นั้นที่ปลายสะพาน ท้ายซอยของเราจะเชื่อมเข้ากับสะพานเล็กๆของชาวบ้านแถวนั้นที่ขวนขวายหาที่อยู่อาศัยโดยไม่ต้องไปเช่าที่ของคนอื่นอยู่ สุดสะพานจะเป็นบ้านใหม่สุดที่มีแคร่เล็กๆลึกลงไปจากสะพาน เวลาน้ำขึ้นมันจะจมอยู่ใต้น้ำ แต่เวลาน้ำลงมันจะถูกใช้สำหรับนั่งเล่น ฉันไปที่นั่นบ่อยอยู่ช่วงหนึ่งโดยมีพี่ฝาแฝดคู่นั้นพาไป การมองดูปลาตีนหน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตนอกโลกค่อยๆปัดป่ายครีบของมันให้เคลื่อนที่ไปบนโคลนเลนคือกิจกรรมยามว่างอันเรียบง่ายของเรา บางทีเราจะพกของเล่นจำพวกเครื่องครัวสีฉูดฉาดมากับเราด้วย วัตถุดิบสำหรับการเข้าครัวของเราก็คือโคลนและเศษใบไม้ที่เด็ดเอาจากต้นไม้ของคนแถวนั้น มันน่าสงสัยไม่น้อยที่เราสามารถเล่นแบบนั้นกันได้เป็นวันๆโดยไม่รู้สึกหิวหรือมีความคิดว่าต้องไปทำอย่างอื่น มันคงเป็นความอัศจรรย์ของวัยเด็กที่ผ่านพ้นไปแล้วโดยไม่มีวันกลับมา ปกติเราจะนั่งกันอยู่บนแคร่ และเอื้อมมือลงมาตักโคลนขึ้นไปประกอบอาหาร แต่มีวันหนึ่งที่เราเกิดใจกล้าเดินลงไปย่ำโคลนขุ่นคลั่กกันอย่างสนุกสนาน แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาคือไม้เรียวของยาย

พอโตขึ้นอีกหน่อย ปริศนาอันชวนให้งุนงงก็วิ่งเข้ามาเคาะประตูสมอง เมื่อวันหนึ่งยายบอกฉันว่าพี่คนที่นอนอยู่ในห้องของป้าเป็นพี่สาวแท้ๆของฉัน มันทำให้ฉันสับสนระหว่างคำว่า พี่สาวแท้ๆ กับ คนแปลกหน้า ในเมื่อพวกเราไม่เคยเล่นด้วยกันเลยสักครั้ง เหินห่างยิ่งกว่าเพื่อนคนที่อยู่ซอยข้างๆเสียอีก พวกเราเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ก็ตอนที่แม่รับพวกเรากลับไปอยู่บ้านแล้วนั่นแหละ จนกระทั่งบัดนี้ที่เรานั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างๆกัน ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าพี่จำเรื่องตอนพวกเราเป็นเด็กได้มากน้อยแค่ไหน ฉันเคยถามออกไปครั้งหนึ่ง พี่ก็ทำหน้าแปลกๆและบอกว่าจำได้ จำได้ว่าเคยเอาหมอนทับฉันไว้ไม่ให้คนอื่นมองเห็น นอกจากนั้นยังนอนทับลงมาอีกรอบด้วย พอยายเปิดมาดูอีกครั้งก็พบว่าฉันนอนหน้าเขียวแล้ว

ฉันกับพี่สาวแท้ๆเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันดี แต่ก็ชอบมีเส้นบางๆกั้นระหว่างเราอยู่เสมอ พวกเราไม่ค่อยเล่นกันเหมือนพี่น้องคู่อื่นๆเพราะมีความชอบไม่ตรงกัน ตอนอยู่บ้านยายทองฉันจะเล่นกับพี่ฝาแฝดคู่นั้นมากกว่า พอย้ายกลับมาอยู่กับแม่ฉันก็เล่นกับเพื่อนข้างบ้านมากกว่า ดังนั้นพวกเราจึงไม่ได้ใช้เวลาในวัยเด็กร่วมกันมากนัก แต่มันไม่มีปัญหาเท่าไร เพราะเมื่อโตขึ้นพวกเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันและกลมกลืนตัวตนของกันและกันไปโดยปริยาย

หากฉันยังอยู่ที่บ้านยาย ในวันปีใหม่ซอยของเราจะมีการจับของขวัญกันอย่างสนุกสนาน ฉันมักจะชวนแม่ไปเลือกซื้อของขวัญอย่างพิถีพิถันเพราะอยากแน่ใจว่าคนที่จับได้กล่องของฉันไปจะพอใจ ทุกครั้งที่ฉันจับของขวัญ ฉันจะขอให้ตัวเองได้กล่องที่ห่อสวยๆ โดยไม่สนเลยว่าข้างในจะเป็นอะไร นอกจากการจับของขวัญแล้ว ในวันนั้นคนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นก็จะแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารกันอย่างถ้วนหน้า ยายทองทำกระเพาะปลาอร่อยมากจนคนกินชมอยู่ตลอด และยายคงปลื้มใจน่าดูกับคำชมเหล่านั้น ยายจึงทำกระเพาะปลาทุกปีเลย หากไม่เป็นเพราะการเขียนครั้งนี้ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะลืมบรรยากาศรื่นเริงท่ามกลางกล่องของขวัญกองพะเนินและดวงไฟหลากสีไปแล้วก็ได้

ช่วงที่ฉันชอบมากที่สุดในงานปีใหม่ ก็คือการเล่นเหยียบลูกโป่ง วันนั้นชั้นล่างของบ้านยายจะถูกยกของออกไปจนเหลือแต่ที่โล่งกว้าง แล้วเด็กวัยเดียวกับเราก็จะมารวมกันที่นั่นเพื่อเล่นเกม ถึงแม้จะไม่เคยชนะเลยแต่มันก็สนุกทุกทีที่ได้ไล่ตะบี้ตะบันใส่ลูกโป่งคนอื่น และเพราะฉันเอาแต่สนใจลูกโป่งของคนอื่นนั่นแหละ ลูกโป่งของฉันจึงถูกเหยียบแตกก่อนอยู่เรื่อย ฉันมักจะขอลูกโป่งอันใหม่จากยายเสมอ และขอให้ยายปล่อยลมมันออกด้วย เพราะลูกโป่งยิ่งแฟ่บเท่าไร ก็ยิ่งแตกยากเท่านั้น

ฉันเคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมบางปีพี่ฝาแฝดคู่นั้นถึงไม่มาจับของขวัญด้วยกัน พอถามก็แค่ยิ้มแล้วเดินเข้าไปช่วยงานยายในบ้าน คำถามของฉันไม่ได้รับการแถลงไขจนกระทั่งฉันโตพอจะรู้เองว่า ไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถแบมือขอตังค์พ่อแม่ได้อย่างอิสระ และก็ไม่ใช่เด็กทุกคนที่สามารถมีเงินซื้อของขวัญมาจับฉลากกับเรา เรื่องพวกนี้ทำให้ฉันรู้สึกแย่ และรำคาญกับคำว่าเสมอภาคจอมปลอมมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันรู้มาตลอดว่าพวกเขาขาดแคลน ดังนั้นปีสุดท้ายที่เราเจอกัน  ซึ่งเป็นปีที่ฉันอายุครบเก้าขวบ ฉันก็นำเงินเก็บส่วนหนึ่งไปซื้อของขวัญวันเกิดให้พวกเขา มันไม่ใช่ของพิเศษอะไร เป็นแค่สีน้ำกล่องหนึ่งที่ไม่มีราคาค่างวด แต่เพราะสีสันอันหลากหลายที่ระบายอยู่บนกล่องทำให้ฉันชอบ และคิดว่าพวกเขาคงจะชอบเหมือนกัน ระหว่างทางจากร้านนั้นไปบ้านยาย ฉันคิดวนไปวนมาหลายครั้งว่าพวกเขาจะชอบมันรึเปล่า แต่พอยื่นให้จริงๆแล้ว พวกเขากลับยิ้มกว้างและรับมันไปอย่างดีอกดีใจ ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น และตลอดเวลาที่เราเล่นด้วยกันมา นั่นเป็นรอยยิ้มเดียวที่ฉันรับรู้ได้ว่าพวกเขามีความสุขจากใจจริงๆ

ตั้งแต่ขึ้นมอต้น ฉันก็ไม่ค่อยได้แวะมาบ้านยายอีก เรื่องราวของพวกเขาถูกฝังไว้ภายใต้การดำเนินชีวิตแบบใหม่ การรักษาเกรด เกมเพลย์ และเพื่อนใหม่ที่โรงเรียน ฉันลืมพวกเขาไปเป็นเวลาหลายปี และอดตกใจไม่ได้ตอนที่นึกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าฉันเริ่มจะจำหน้าพวกเขาไม่ได้แล้ว ฉันย้อนกลับไปที่บ้านยายอีกทีตอนวันปีใหม่หลังจากเข้าเรียนในมหา’ลัย บ้านที่เคยวิ่งเล่นตอนเด็กกลับเล็กลงไปถนัดตาตอนที่ฉันเดินเข้ามาอีกครั้ง ไม่มีเสียงหัวเราะของเด็กๆที่เคยรายล้อมบ้านหลังนี้ไว้อีกแล้ว เหลือแค่กรอบรูปมากมายที่ถูกแขวนไว้บนขื่อของบ้าน ในกรอบรูปนับสิบอันเหล่านั้นมีภาพฉันตอนยังเป็นเด็ก พี่สาวฉัน รูปป้า แต่กลับไม่มีรูปของพี่ฝาแฝดคู่นั้นเลยสักใบ และพอคุยกับยายไปสักพัก ฉันก็พบว่าพวกเขาย้ายกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ของพวกเขาแล้ว

การกลับไปเยี่ยมยายครั้งนี้ฉันก็ยังคงพกความหวังใส่กระเป๋าเหมือนปีก่อนๆ ฉันหวังว่าจะได้เจอพวกเขาและถามกับปากตัวเองเลยว่าพวกเขาสบายดีรึเปล่า มีความสุขดีไหม แต่แล้วสิ่งที่รอฉันอยู่ที่ชั้นล่างของบ้านยาย ก็คือความว่างเปล่าเช่นเคย

ฉันนั่งคุยกับยายสักพัก ตอนนี้สุขภาพยายไม่ค่อยดีเพราะถูกเบาหวานรุกรานร่างกาย ความรู้สึกที่เคยเกิดกับฉันตอนยืนเกาะราวบันไดคราวนั้นได้ย้อนกลับมาหาฉันอีกครั้งตอนที่ยายบอกว่าพี่คนโตของฝาแฝดคู่นั้นป่วยด้วยโรคอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาผอมจนเหลือแต่กระดูก ความสิ้นหวังที่ไม่ได้เจอพวกเขาที่นี่ถูกความสลดใจทับถมลงมาปิดทับไว้ทันที ความรู้สึกตอนเป็นเด็กย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อตอกย้ำความด้อยค่าของตัวฉัน ตอนสามขวบฉันไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้ยังไง ยี่สิบปีต่อมาก็ยังคงช่วยพวกเขาไม่ได้อย่างนั้น และจะยังคงช่วยพวกเขาไม่ได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันจะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของตัวเอง

ฉันออกจากงานประจำเพราะรู้ว่านั่นเป็นเพียงการทำงานเพื่อให้ตัวเองรอดไปในแต่ละเดือน แต่มันไม่ได้ช่วยให้คนรอบข้างฉันรอดด้วย เหมือนกับการที่ฉันรอดพ้นจากการถูกตี ขณะที่พวกเขาถูกลงโทษจนร้องไห้ ตอนนั้นที่ฉันยืนเกาะอยู่บนราวบันได เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกฉันบอกฉันว่าพวกเขากำลังรอให้ฉันทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือ ฉันจำแววตาของพวกเขาครั้งนั้นได้ และตอนนี้ความรู้สึกว่าพวกเขากำลังรอการช่วยเหลือก็ปะทุขึ้นมาท่วมใจอีกครั้งจนฉันคิดเรื่องอื่นไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ายังเหลือเวลาอีกเท่าไรที่ฉันจะสามารถหาทางช่วยพวกเขาได้ ฉันไม่รู้ว่าจะสามารถหันกลับไปมองอดีตของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจได้อีกไหม หากตอนนี้ฉันซึ่งครบยี่สิบสามปีแล้ว ยังคงช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้เหมือนตอนที่ยังเป็นแค่เด็กสามขวบ

การช่วยเหลือใครบางคนจะยังคงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ฉันจะทำได้อยู่หรือเปล่า นี่คือคำถามที่ฉันกำลังจะหาคำตอบหลังจากนี้ และแน่นอนว่าคำตอบของมัน ก็แฝงอยู่ในทุกๆการกระทำของฉันนับจากนี้เป็นต้นไป

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง