ข่าวอินโฟเควสท์
09:13 กสทช.เข้าสู่พิธีเปิดประมูลคลื่น 900MHz ก่อนเคาะราคา 9.30 น.แม้สหภาพฯ ค้าน   สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนา…
09:11 ปฏิทินหุ้น ประจำวันที่ 27 พ.ค. 2559   3 มิ.ย. 8 ก.ค. KTP เสนอซื้อ 100,000,000 หุ้น หุ้นละ 2.717 บาท พฤษภาคม 2559 27 พ.ค. TRUE28C1609B รับส่วนเพ…
09:07 World Economic Calendar รายสัปดาห์ ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2559   วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2559 (ตามเวลาประเทศไทย) ญี่ปุ่น 06.30 น. ดัชนีราคาผู้บ…
08:59 จีนเผยกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 4.2% ชะลอตัวจากเดือนมี.ค.   สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทรายใหญ่ใน…

ภาษีเงินได้นิติบุคคล : อัตราภาษีของไทย

ข่าวเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง -- พุธที่ 28 มกราคม 2552 11:18:23 น.

ช่วงนี้มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องว่า ภาคเอกชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ภาคธุรกิจและให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งของต่างประเทศได้ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

โอกาสนี้จะขอนำวิวัฒนาการของการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาศึกษาการปรับลดอัตราภาษีต่อไป

ในอดีตอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยมีลักษณะก้าวหน้า (progressive rate) ต่อมาได้ปรับเป็นอัตราเดียว (flat rate) โดยแยกเป็นอัตราภาษีสำหรับนิติบุคคล 2 ประเภท ได้แก่นิติบุคคลทั่วไปกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมกิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เพิ่งมีการจัดตั้งขึ้นในขณะนั้น

จนกระทั่งปี 2535 ได้ปรับปรุงให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณจากฐานกำไรสุทธิ มีอัตราเดียวคือ ร้อยละ 30 ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่ใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้ให้กับ   นิติบุคคลบางประเภท คือ ลดอัตราภาษีให้กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2 ช่วง ในปี 2544 และปี 2551 และมีการลดอัตราภาษีให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปี 2545 2547 และ 2551

ปี                      อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

2494 — 2501        ไม่เกิน 500,000 บาท            ร้อยละ 10

500,001 — 1,000,000  บาท     ร้อยละ 15
1,000,001   บาทขึ้นไป          ร้อยละ 20

2502 — 2514        ไม่เกิน  500,000  บาท          ร้อยละ 10

500,001 — 1,000,000  บาท     ร้อยละ 15
1,000,001   บาทขึ้นไป          ร้อยละ 25

2515 — 2519        ไม่เกิน  500,000 บาท           ร้อยละ 20

500,001 — 1,000,000  บาท     ร้อยละ 25
1,000,001 บาทขึ้นไป            ร้อยละ 30

2520 — 2522        ร้อยละ 30 สำหรับบริษัทจดทะเบียน และร้อยละ 35 สำหรับอื่น ๆ

2523               ร้อยละ 35 สำหรับบริษัทจดทะเบียน และร้อยละ 45 สำหรับอื่น ๆ

2524 — 2528        ร้อยละ 30 สำหรับบริษัทจดทะเบียน และร้อยละ 40 สำหรับอื่น ๆ

2529 — 2534        ร้อยละ 30 สำหรับบริษัทจดทะเบียน และร้อยละ 35 สำหรับอื่น ๆ

2535 - ปัจจุบัน       ร้อยละ 30 สำหรับนิติบุคคลทั่วไป
มาตรการส่งเสริมตลาดหลักทรัพย์ฯ
2544 : บริษัทจดทะเบียนอยู่แล้ว

- ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300 ล้านบาท เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัทที่จะจดทะเบียนเข้าใหม่

- ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (ตลาด MAI) ตั้งแต่ 6 กันยายน 2544 ถึง 31 ธันวาคม 2548

- ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ 6 กันยายน 2544 ถึง 31 ธันวาคม 2548

2550 :  บริษัทที่จะจดทะเบียนเข้าใหม่ ที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ระหว่าง 1 มกราคม 2550 ถึง 31 ธันวาคม 2551 และได้รับจดทะเบียนหลักทรัพย์ภายใน 31 ธันวาคม 2552

- ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (ตลาด MAI)

- ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2551 : บริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้ว

- ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี (เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2551) สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (ตลาด MAI)

- ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี (เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2551) สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มาตรการส่งเสริม SMEs (บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท)
2545 : บริษัทฯ ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไป
-  ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
-  ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท
-  ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท
2547 : บริษัทฯ ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป
-  ร้อยละ 15 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
-  ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท
-  ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท
2551 : บริษัทฯ ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
-  ยกเว้นภาษี สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท

-  ร้อยละ 15 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท

-  ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท
-  ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท

โอกาสต่อไปจะได้กล่าวถึงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยโดยเปรียบเทียบกับของประเทศต่าง ๆ และเหตุผลที่ว่า ทำไมรัฐบาลต้องจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล

ที่มา : โดย นายชนะชัย ประยูรสิน เศรษฐกร ระดับชำนาญการพิเศษ
รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ที่มา : Macroeconomic Analysis Group : Fiscal Policy Office
Tel 02-273-9020 Ext 3665 :  www.fpo.go.th
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง