ข่าวอินโฟเควสท์
22:56 สเปนเผยจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้น 8,070 คนในเดือนส.ค.   กระทรวงการจ้างงานและสวัสดิการสังคมของสเปนเปิดเผยว่า ประชนชนที่ขึ้นทะเบียนว่างงานในเดือนส.ค…
22:24 สหรัฐเผยค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างพุ่งขึ้น 1.8% ในเดือนก.ค.   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างในเดือนก.ค. ปรับตัวขึ้น 1.8…
22:07 ตลาดหุ้นนิวยอร์กเปิดขยับเล็กน้อย หลังปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งในเดือนส.ค.   ตลาดหุ้นนิวยอร์กเปิดปรับตัวขึ้นและลงแตกต่างกันในการซื้อขายวันแรกของเดือน…
21:42 ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวขึ้นแตะ 59.0 ในเดือนส.ค. ขยายตัวเร็วสุดในรอบกว่า 3 ปี   สถาบันจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคก…
21:18 มาร์กิตเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐแตะ 57.9 ในเดือนส.ค. ขยายตัวเร็วสุดในรอบกว่า 4 ปี   มาร์กิต อิโคโนมิกส์ เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ…

บทสรุปผู้บริหาร: บทวิเคราะห์เรื่อง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากหยุดพักชำระหนี้ของบริษัท Dubai World

ข่าวเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง -- พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2552 17:33:27 น.
บทสรุปผู้บริหาร

เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 บริษัท Dubai World ซึ่งเป็นบริษัท Holding Company ของรัฐดูไบประกาศหยุดพักชำระหนี้ที่มีกำหนดชำระในเดือนธันวาคม 2552 จำนวนประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก

สศค. วิเคราะห์ว่า ผลกระทบของการหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ผ่านภาคการเงิน (Financial Impacts) อยู่ในวงจำกัด เนื่องจาก สถาบันการเงินไทยส่วนใหญ่ไม่มี Exposure กับกลุ่มบริษัท Dubai World และมีการลงทุนในตะวันออกกลางน้อยมาก อีกทั้งสถาบันการเงินไทยมีฐานะที่เข้มแข็งสามารถรองรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผิดนัดชำระหนี้ของ Dubai World ได้ ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector impacts) ทั้งในด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวก็อยู่ในวงจำ กัดเช่นกัน เพราะการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและรัฐดูไบคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย

สศค. วิเคราะห์ว่า การหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ควรมีมาตรการรองรับความผันผวนจากเหตุการณ์การเงินในดูไบ ดังนี้ ในระยะสั้น (1) ควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกอย่างใกล้ชิดผ่าน Emergency Economic Resolution Committee ที่มีกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมเป็นคณะทำงานอยู่ด้วย (2) ควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อแรงงานไทยในดูไบที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Dubai World ในระยะปานกลางถึงยาว (1) ควรประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ASEAN+3 ผ่านกลไกความร่วมมือการเงินเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ที่ประเทศสมาชิกสามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกันหากประเทศสมาชิกมีปัญหาเงินทุนไหลออกหรือปัญหาดุลการชำระเงิน และ (2) ควรเร่งดำเนินนโยบายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศ เพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออก อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจต่างประเทศ

1. สรุปสถานการณ์

เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2552 บริษัท Dubai World ประกาศหยุดพักชำระหนี้ที่มีกำหนดชำระเดือนธันวาคม 2552 จำนวนประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐออกไปอีก 6 เดือน (จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553) และจะปรับโครงสร้างหนี้มูลค่า 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากจำนวนหนี้ทั้งหมดประมาณ 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ Dubai World เป็นบริษัท Holding Company ของรัฐดูไบ ซึ่งมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Luxury Real Estate) อาทิ โครงการ Palm Islands

แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลดูไบจะได้เข้าช่วยเหลือ Dubai World ด้วยการเพิ่มทุนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและล่าสุดธนาคารกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศว่าจะให้วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจาก Dubai World การประกาศหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ในครั้งนี้อยู่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยหลังการประกาศหยุดพักชำระหนี้ ดัชนีค่าความเสี่ยงของรัฐดูไบ (Credit Default Swap: CDS) ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 310 เป็น 645 Basis Points และล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s และ S&P ได้ปรับลด rating หุ้นกู้ของบริษัทในเครือ Dubai World เป็นสถานะไม่น่าลงทุน หรือ Junk Bond Status

2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ผลกระทบของการประกาศหยุดพักชำระหนี้ต่อเศรษฐกิจไทยต่อภาคการเงิน (Financial Impacts) และภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector impacts) ดังนี้

2.1 ผลกระทบต่อภาคการเงินของไทย การหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World มีผลกระทบต่อภาคการเงินของไทยผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ (1) ผลกระทบทางตรงต่อสถาบันการเงินของไทยที่ได้ปล่อยกู้ให้บริษัท Dubai World (Direct Financial Exposure) (2) ผลกระทบทางอ้อม (Indirect Financial Exposure) อันได้แก่ ผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยจากการลงทุนในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการหยุดพักชำระหนี้ในลักษณะคล้ายคลึงกับ Dubai World และผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนไทยหากนักลงทุนต่างประเทศที่ตื่นตระหนกจากสถานการณ์ Dubai World ได้ถอนการลงทุนออกจากภูมิภาคได้ถอนการลงทุนออกจากภูมิภาค ดังแสดงในภาพที่ 1

(1) ผลกระทบทางตรงต่อสถาบันการเงินของไทย จากข้อมูลที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผลกระทบทางตรงต่อสถาบันการเงินของไทยมีไม่มากนักเนื่องจากการลงทุนใน Dubai World มีน้อยมาก กล่าวคือ

- ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มิได้ปล่อยกู้ให้บริษัท Dubai World โดยมีเพียง 3 ธนาคารพาณิชย์ที่ได้ปล่อยกู้ให้บริษัท Dubai World โดยตรงหรือปล่อยกู้ให้กับบริษัทร่วมทุน (Joint-Venture) กับ Dubai World ทั้งนี้ ยอดรวมการปล่อยกู้มีทั้งสิ้นประมาณ 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.5 พันล้านบาท

- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (กองทุน FIF) ไม่มีการลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัทในเครือ Dubai World

- บริษัทประกันภัยของไทยในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มิได้มีการลงทุนในบริษัท Dubai World มีเพียงแห่งเดียวที่ได้ลงทุนในหุ้นกู้ระยะยาวของบริษัท Dubai World ในจำนวนที่ไม่มากนักเพียง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.5 พันล้านบาท

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่าความเสี่ยงต่อสถาบันการเงินของไทยจากการปล่อยกู้และการลงทุนโดยตรงใน Dubai World มีไม่มากนัก เนื่องจากมูลค่าความเสี่ยง (Exposure) คิดเป็นสัดส่วนน้อยเพียงร้อยละ 0.1 ของมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง

(2) ผลกระทบทางอ้อมต่อสถาบันการเงินของไทย ได้แก่ความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท Dubai World แต่อาจได้รับผลกระทบจากการประกาศหยุดพักชำระหนี้ของบริษัท Dubai World ได้โดยแบ่งเป็น

- การลงทุนของสถาบันการเงินไทยในตะวันออกกลางซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการหยุดพักชำระหนี้ในลักษณะคล้ายคลึงกับ Dubai World จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า กองทุนรวมของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศบางกองได้มีการลงทุนในพันธบัตรของรัฐอาบูดาบีและประเทศกาตาร์ และในหุ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ดังเช่น Dubai World ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวมีเม็ดเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน 1.577 พันล้านบาท

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่า ความเสียหายต่อสถาบันการเงินของไทยมีไม่มากนัก เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงิน อีกทั้งสถานะทางการเงินของรัฐอาบูดาบีและรัฐกาตาร์ยังมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้สถานการณ์ของ Dubai World ยังไม่มีแนวโน้มที่ว่าจะลุกลามไปสู่ตะวันออกกลาง ดังเห็นได้จากดัชนีความเสี่ยง CDS ของกาตาร์และรัฐอาบูดาบีที่ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเท่าดัชนี CDS ของรัฐดูไบนัก

ตารางที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของ CDS

CDS 5Y          2-ธ.ค.     30-พ.ย.      27-พ.ย.    26-พ.ย.      20-พ.ย.

Dubai            485         645          435        435          310

Korea            100         100          111        102           90

Thailand         103         105          115         95          100

ที่มา: Reuters, รวบรวมโดย สศค.

- ความเสี่ยงจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่างชาติที่อาจนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนจากภูมิภาค โดยภายหลังการประกาศหยุดพักชำระหนี้ของ

Dubai World ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับลดลงต่อเนื่องโดยดัชนีตลาดหุ้นไทย SET ได้ปรับลดลงร้อยละ 1.43 มาอยู่ที่ 685.7 จุด ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง

ร้อยละ 3.2 ดัชนี Hang Seng index ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.8 และดัชนี Kospi ของเกาหลีไต้ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.7 (ภาพที่ 2) ซึ่งสอดคล้องกับการไหลออกของ

เงินทุนไปสู่ทรัพย์สินที่ปลอดภัยกว่า (Safe Haven) อาทิ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ CDS ของดูไบได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจาก 310 basis points มาอยู่ที่ 645 ในขณะที่ CDS ของประเทศในภูมิภาคได้ปรับขึ้นบ้าง (ตารางที่ 1)

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่า การที่เงินทุนไหลออกจากภูมิภาคไปสู่ Safe Haven นั้น ไม่มีผลกระทบต่อไทยมากนัก โดยเห็นได้จากดัชนีความเสี่ยงของประเทศไทย ที่วัดจาก CDS ในประเทศไทยทรงตัวในระดับประมาณ 100 Basis Points ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม CDS ของดูไบมากนัก (ตารางที่ 1) สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่มองความเสี่ยงจาก Dubai World ไม่น่าจะกระทบถึงเศรษฐกิจไทย ประกอบกับในระยะต่อมาที่ CDS ทั่วโลกรวมทั้งดูไบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงดังกล่าวได้ลดลงแล้ว นอกจากนี้ จากสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินไทยที่เข้มแข็งดังเห็นได้จากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio) ที่สูงถึงร้อยละ 16.5 ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากลที่ร้อยละ 8.5 ค่อนข้างมาก อีกทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ 135.3 พันล้านเหรียญสหรัฐคิดเป็น 5.5 เท่าของมูลค่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ทำให้ ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันเพียงพอหากนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วอันเป็นผลของความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การเงินโลก

- ความเสี่ยงของคู่สัญญา (Counterparty Risk) ที่ได้รับความเสียหายจากการปล่อยกู้และลงทุนกับ Dubai World โดยความเสี่ยง Counterparty Risk นี้เกิดขึ้นเมื่อการผิดนัดชำระหนี้ของ Dubai World ทำให้สถานะทางการเงินของคู่สัญญาสั่นคลอนจนอาจถึงขั้นล้มละลายหรือไม่สามารถชำระหนี้ต่อคู่สัญญาฝ่ายไทยได้ จากข้อมูลที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถาบันการเงินหลักที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือ Dubai World ได้แก่ Bank of America, Barclays Capital, Calyon, Citi, Deutsche, ING, JPM, HSBC, Lloyds, Morgan Stanley, Nomura, RBS, UBS และ Dubai Islamic Bank

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่า สถาบันการเงินที่มี Exposure กับบริษัทในเครือ Dubai World ส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของวิกฤตการเงินสหรัฐฯ ที่ผ่านมาจึงยังคงมีความเปราะบางในด้านสถานะทางการเงิน อันเป็นความเสี่ยงต่อสถาบันการเงินไทยที่ทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินเหล่านี้ได้ ดังนั้น สศค. เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินต่างประเทศที่ได้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือ Dubai World อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสถาบันการเงินต่างๆ ควรใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินเหล่านี้เพื่อป้องกันความเสียหายจาก Counterparty Risk

2.2 ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector impacts) การหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World มีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของไทยผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ การค้าสินค้าและบริการ การจ้างงาน และการลงทุน

(1) ผลกระทบด้านการค้าสินค้าและบริการ มีไม่มากนัก เนื่องจาก

- การส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีสัดส่วนที่น้อยเพียงร้อยละ 1.6 ของการส่งออกรวม (ตารางที่ 2) โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มูลค่า 2004.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หากเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หดตัวลง ก็จะไม่มีผลต่อการส่งออกไทยมากนักอย่างไรก็ตาม ในหมวดสินค้าส่งออกที่ไทยส่งไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในสัดส่วนที่สูง อันได้แก่ รถยนต์ ข้าว เครื่องปรับอากาศ และวัสดุก่อสร้าง อาจได้รับผลกระทบบ้าง

ตารางที่ 2 มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

2550           2551              ม.ค.—ต.ค.2552

มูลค่าการส่งออกไป UAE (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)          2,209.7         2,793.7              2,004.2

สัดส่วนการส่งออกไป UAE ต่อการส่งออกไทยทั้งหมด (%)      1.4             1.6                  1.6

อัตราการขยายตัวของการส่งออก (%yoy)                49.7            26.4                -15.0

- การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 6.2 ของการนำเข้าโดยรวม (ตารางที่ 3) โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ น้ำมันดิบ ซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันขนาดใหญ่อันดับที่ 6 ของโลก โดย สศค .เห็นว่า ผลกระทบจาก Dubai World ต่อการนำเข้าน้ำมันของไทยจะไม่มาก เนื่องจากน้ำมันดิบที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งออกนั้น ส่วนใหญ่เป็นการผลิตจากรัฐอาบูดาบีซึ่งมิได้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับรัฐดูไบ

ตารางที่ 3 มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

2550           2551             ม.ค.—ต.ค.2552

มูลค่าการนำเข้าจาก UAE (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)         6,836.0        11,151.8              5,018.3

สัดส่วนการนำเข้าจาก UAE ต่อการนำเข้าของไทย (%)       4.9             6.2                  4.7

อัตราการขยายตัวของการนำเข้า (%yoy)                -4.0            63.1                -46.0

- ภาคการท่องเที่ยวของไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีสัดส่วนน้อย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระหว่างเดือนมกราคม -ตุลาคมกันยายนในปี 2552 มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 70,182 คน คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.63 ของจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยทั้งหมด (ตารางที่ 4) ดังนั้น หากเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ชะลอตัวลง ก็ไม่น่าจะกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมมากนัก อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นกลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยสูง จึงอาจมีผลกระทบต่อรายได้ของภาคการท่องเที่ยวได้

ตารางที่ 4 สถิตินักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

2549          2550        2551        ม.ค.—ต.ค.2552

จำนวนนักท่องเที่ยวจาก UAE (คน)             69,509        74,957      95,490           70,182

สัดส่วนของนักท่องเที่ยวทั้งหมด (%)               0.50          0.52        0.65             0.63

รายได้จากนักท่องเที่ยวจาก UAE (ล้านบาท)       2,779         2,779       3,574              n/a

สัดส่วนต่อรายได้ทั้งหมด                        0.58          0.66        0.61              n/a

รายได้เฉลี่ยต่อหัว (บาท)                    39,976        37,070      37,426              n/a

ที่มา: CEIC

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่า จากมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีสัดส่วนน้อย ทำให้การประกาศหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวของไทยมากนัก

(2) ผลกระทบด้านการจ้างงาน

จากข้อมูลที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แรงงานไทยที่จดทะเบียนไปทำงานในดูไบกับกรมการจัดหางานระหว่างเดือนมกราคม — พฤศจิกายน 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,084 คน (ตารางที่ 5) นอกจากนี้ ทราบพบว่า Dubai World ได้ปลดคนงานถึงร้อยละ 15 ของจำนวนคนงานทั้งหมดในเดือนตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา

ตารางที่ 5 จำนวนแรงงานไทยในรัฐดูไบที่จดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน

ปี                        2550      2551      2552 (ม.ค.-พ.ย.)

แรงงานไทยในดูไบ (คน)         7,419     8,927            5,084

ที่มา: กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่า แรงงานไทยในดูไบอาจได้รับผลกระทบจากการปลดคนงานใน Dubai World และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในรัฐดูไบ ดังนั้น ควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อแรงงานไทยเหล่านี้ อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์แรงงานในประเทศที่ดีขึ้นในปัจจุบัน ดังเห็นได้จากตัวเลขการว่างงานในเดือนกันยายน 2552 ที่มีอยู่เพียงประมาณ 4.5 แสนคน (ร้อยละ 1.2 ของแรงงานทั้งหมด) ดังนั้น คาดว่าตลาดแรงงานไทยจะสามารถรองรับหากคนงานไทยในดูไบกลับมาทำงานในประเทศได้

(3) ผลกระทบด้านการลงทุน การลงทุนของไทยในดูไบมีไม่มากนัก ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรง

จากดูไบมาประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Dubai World โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า

- การลงทุนโดยตรงของไทยในดูไบส่วนใหญ่อยู่ในสาขารับเหมาก่อสร้าง โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทยแห่งหนึ่งที่ได้เคยรับงานก่อสร้างจากบริษัท Dubai World อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริษัทนี้มิได้รับงานเพิ่มเติมจาก Dubai World แล้ว อีกทั้งยังได้ปิดความเสี่ยงจากการค้างชำระหนี้ของ Dubai World โดยได้ตั้งหนี้สูญ

- การลงทุนของดูไบในไทยส่วนใหญ่อยู่ธุรกิจโรงแรมหรูหรา จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นับเป็นนักลงทุนที่สำคัญระดับหนึ่งของไทย โดยระหว่างปี 2004 ถึงปัจจุบัน BOI ได้มีมูลค่าการลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วประมาณ 12 พันล้านบาท ทั้งนี้ การลงทุนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 91 อยู่ในสาขาโรงแรม (ตารางที่ 6) และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริษัทในเครือของ Dubai World ได้ร่วมลงทุนใน Luxury Hotel 2 แห่งในใจกลางเมืองกรุงเทพมูลค่าการลงทุน 11,019 ล้านบาท

ตารางที่ 6 การลงทุนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI ระหว่างปี 2004 - ปัจจุบัน

ประเภทกิจการ        มูลค่าการลงทุน       สัดส่วนของมูลค่า       การจ้างงาน     สัดส่วนของการ

(ล้านบาท)         การลงทุนรวม(%)         (คน)       จ้างงานรวม(%)

โรงแรม               11,019               91                505           16

ภาพยนตร์                 200                2                 24            1

ชิ้นส่วนรถยนต์              346                3                777           25

เหล็กและอุปกรณ์            246                2                800           26

โปรแกรมคอมพิวเตอร์        110                1                162            5

ที่มา: BOI และประมวลโดย สศค.

ผลกระทบ: สศค. วิเคราะห์ว่าสำหรับการลงทุนที่ Dubai World ได้ลงทุนไปแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง จึงน่าจะมีผู้สนใจมาซื้อหากผู้ลงทุนเดิมต้องการขาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาการพักชำระหนี้ของ Dubai World อาจส่งผลต่อการลงทุนใหม่ได้

3. แนวนโยบายของรัฐบาลในการดูแลความผันผวนจากเหตุการณ์การเงินในดูไบ

สศค. วิเคราะห์ว่า แม้ว่าความผันผวนจากเหตุการณ์การหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ในครั้งนี้ จะไม่ได้มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังมีความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปสู่สถาบันการเงินอื่นๆ ของโลกและอาจเป็นต้นกำเนิดของวิกฤตเศรษฐกิจได้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินของโลกได้อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยควรมีมาตรการรองรับดังนี้

ในระยะสั้น

1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยใช้กลไกการประชุม Emergency Economic Resolution Committee ที่มีกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นคณะทำงานร่วมอยู่ด้วย

2. ควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากการปลดคนงานไทยในรัฐดูไบ

ในระยะปานกลางถึงยาว

1. ประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ASEAN+3 ผ่านกลไกความร่วมมือการเงินเชียงใหม่(Chiang Mai Initiative) ที่ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (เกาหลี ญี่ปุ่น จีน) ในเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกันหากประเทศสมาชิกประสบปัญหาดุลชำระเงินหรือปัญหาเงินทุนไหลออกฉับพลัน

2. ควรมีการดำเนินนโยบายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศ เพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออก

โดยสรุป ผลกระทบของการหยุดพักชำระหนี้ของ Dubai World ผ่านภาคการเงิน (Financial Impacts) อยู่ในวงจำกัด เนื่องจาก สถาบันการเงินไทยส่วนใหญ่ไม่มี Exposure กับกลุ่มบริษัท Dubai World และมีการลงทุนในตะวันออกกลางน้อยมาก กอปรกับ ฐานะการเงินของสถาบันการเงินไทยที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามตลาดทุนตลาดเงินไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนบ้าง ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector impacts) ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็อยู่ในวงจำกัดเช่นกัน เพราะการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและรัฐดูไบคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย

ที่มา:  Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office
Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง