ฟ้อง รพ.ราษฎร์บูรณะ เรียก 19 ล้าน ทำลูกตาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 19 ตุลาคม 2553 16:21:47 น.

ที่ศาลแพ่งธนบุรี  ถ.เอกชัย เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ต.ค. นายสุรพงษ์ เหล่าทิพย์รักษ์ และ น.ส.น้องนุช รักษี สองสามีภรรยา ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้อง บริษัท รพ.ราษฎร์บูรณะ น.ส.นิรมล เนินเขา พยาบาล รพ.ราษฎร์บูรณะ และ น.ส.ทิพาวรรณ แสนเปา ผู้ช่วยพยาบาล  รพ.ราษฎร์บูรณะ เป็นจำเลยที่ 1 — 3 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 19 ล้านบาท  พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค.53 น.ส.น้องนุช คลอดบุตรชายที่ รพ.ราษฎร์บูรณะ ตั้งชื่อว่า ด.ช.นันทิพัฒน์ เหล่าทิพย์รักษ์ หรือ น้องปลื้ม ต่อมาวันที่ 31 พ.ค.53 น้องปลื้ม ถึงแก่ความตาย ขณะอยู่ที่ห้องเด็กแรกเกิด ทั้งที่ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ   แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของ จำเลยที่ 3  ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาล  ไม่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์เพียงพอในการดูแลเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นผู้ให้นมและอาบน้ำ น้องปลื้ม ก่อนทิ้งให้อยู่ตามลำพัง จน น้องปลื้ม มีอาการผิดปกติ ไม่หายใจ ตัวซีด และเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ทั้งนี้หากจำเลยที่ 2 อยู่ดูแลใกล้ชิด อาจใช้ความสามารถในฐานะพยาบาลวิชาชีพช่วยชีวิต น้องปลื้ม ได้ทัน ฉะนั้นความตายของ น้องปลื้ม จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 และ 3 อันเป็นการทำละเมิดในทางการจ้างของจำเลยที่ 1 ที่เป็นนายจ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และ 3

โจทก์ทั้งสองเรียกร้องของให้จำเลยทั้งสาม ชดใช้สินไหมทดแทน ประกอบด้วย ค่าขาดรายได้ หาก น้องปลื้ม เป็นผู้ใหญ่ย่อมมีรายได้ จึงเรียกค่าขาดรายได้จำนวน 12 .6 ล้านบาท  ค่าขาดไร้อุปการะ  จำนวน 2 .4 ล้านบาท ค่าเสียหายเมื่อไม่สามารถมีบุตรได้ จำนวน 1 ล้านบาท และค่าสูญเสียบุตร จำนวน 3 ล้านบาท รวมค่าเสียหาย 19 ล้านบาท คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้บริโภคเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลของจำเลยที่ 1 ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหาย เพื่อการลงโทษให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้น ตามบทบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2552 มาตรา 42

ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีผู้บริโภค หมายเลขดำที่ ผบ.1727/2553 พร้อมนัดกำหนดวันพิจารณาคดีวันที่ 19 พ.ย. เวลา 09.00 น.

ภายหลัง น.ส.น้องนุช กล่าวว่า อยู่กินกับ นายสุรพงษ์ สามี เป็นพนักงานต้อนรับที่ โรงแรมบีเอส คอร์ท สาทร ส่วนตนมีอาชีพแม่บ้าน มีลูกชายหนึ่งคน คือ ด.ช.กิตตินันท์ เหล่าทิพรักษ์  หรือน้องน็อต อายุ 13 ปี ซึ่งลูกมีปัญหาเรื่องความพัฒนาทางสมองช้า อาจเป็นเพราะตอนคลอดแพทย์ที่ รพ.ในจ.กาญจนบุรี ใช้เครื่องดูดศีรษะลูกออกมา เมื่อ โตขึ้นจึงมีปัญหาทางสมอง  กระทั่งเริ่มตั้งท้อง น้องปลื้ม เกิดความกลัวกับการคลอดลูกที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด จึงไปฝากครรภ์ที่ รพ.ราษฎร์บูรณะ ตามคำแนะนำของสามี เพราะสามีใช้สิทธิประกันสังคมที่โรงพยาบาลดังกล่าว ประกอบกับอยู่ใกล้บ้านเช่า เมื่อตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนจึงทำการอัลตราซาวด์  พบว่าลูกชายร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี พร้อมถามตนว่าต้องการจะทำหมันหรือไม่ เมื่อเห็นว่าลูกสมบูรณ์ดีแล้วจึงตัดสินใจทำหมันทันที จากนั้นวันที่ 29 — 30 พ.ค.53 พยาบาลยังนำลูกมาให้เลี้ยงในช่วงเวลากลางวัน ระหว่างที่ตนพักฟื้นจากแผลผ่าตัด

น.ส.น้องนุช กล่าวว่า ต่อมาเช้ามืดวันที่ 31 พ.ค.53 พยาบาลได้แจ้งให้ทราบว่า สามารถเดินทางกลับบ้านได้แล้ว และขอให้เตรียมเงินไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ต่อมาเวลา 08.00 น. วันเดียวกัน พยาบาลเข้าไปแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ น้องปลื้ม ไม่หายใจ แพทย์กำลังให้การช่วยชีวิตอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ รีบเข้าไปดูอาการลูกในห้องแรกเกิด จนแพทย์เข้ามาแจ้งว่ากำลังให้น้ำเกลือเด็ก ขณะนั้นได้แต่ภาวนาขอให้เกิดปาฏิหาริย์กับลูก แต่หลังจากนั้น 20 นาที แพทย์กลับออกมาบอกว่า ไม่สามารถช่วยเด็กไว้ได้ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนใจจะขาด ร้องไห้ฟูมฟาย เมื่อคุมสติได้จึงเข้าไปดูลูก เห็นสภาพลูกที่มีสายน้ำเกลือ สายออกซิเจน ระโยงรยางค์เต็มไปหมด ตัวและริมฝีปากเขียวคล้ำ ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บปวด เพราะก่อนหน้านั้น ยังได้อุ้มลูกอยู่ดีๆ

แม่ผู้สูญเสียลูก กล่าวว่า  เมื่อสอบถามพยาบาลทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ช่วยพยาบาลนำ น้องปลื้ม ไปอาบน้ำ และให้นม จากนั้นนำไปนอนพักที่เตียง ราว 30 นาที เมื่อผู้ช่วยพยาบาลกลับไปดูที่เตียง ปรากฏว่า น้องปลื้ม ตัวซีด ไม่หายใจ เมื่อถามแพทย์ว่า ลูกตนตายเพราะเหตุ แพทย์ไม่สามารถตอบได้ จนต้องนำศพ น้องปลื้ม ไปผ่าพิสูจน์ ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ แพทย์นิติเวช ระบุว่า เลือดออกในถุงลมปอด และพบสิ่งแปลกปลอมในถุงลม พร้อมระบุเหตุตายว่า เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อนำผลแพทย์นิติเวช ไปแจ้งให้กับ รพ.ราษฎร์บูรณะ ทราบ ก็ได้รับคำตอบว่าเด็กเสียชีวิตเอง ทางรพ.มอบเงินทำขวัญให้จำนวน 200,000 บาท แต่ตอบปฏิเสธไป เพราะตอนนั้นไม่ต้องการเงิน แต่อยากทราบว่าเพราะอะไรลูกจึงเสียชีวิต เมื่อไม่เข้าใจความหมายในสาเหตุการตาย จึงกลับไปที่สถาบันนิติเวช อีกครั้งว่า สาเหตุที่ลูกตายนั้นเกิดจากอะไร แพทย์นิติเวช อธิบายว่า เลือดที่ออกในถุงลมปอดนั้นอาจเกิดจากการปั๊มหัวใจ แต่สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตคือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในถุงลม ที่ไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นนม หรือน้ำ

น.ส.น้องนุช กล่าวว่า เมื่อนำคำอธิบายจากแพทย์นิติเวช กลับไปแจ้งให้ทางรพ.ราษฎร์บูรณะ ทราบอีกครั้ง ทำให้ฝ่ายโรงพยาบาล เสนอจะชดใช้ด้วยการแก้หมันเพิ่มให้อีกจำนวน 100,000 ตนตอบปฏิเสธอีกครั้ง ขณะที่ด้านคดีที่แจ้งความไว้ที่ สน.ราษฎร์บูรณะ ตั้งแต่วันที่ น้องปลื้ม เสียชีวิต จนถึงขณะนี้คดียังไม่มีความคืบหน้า เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับใคร ก่อนหน้านี้ทาง สน.ราษฎร์บูรณะ เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ระหว่างตนและโรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ แต่ไม่สามารถเจรจากันได้ เมื่อทางตัวแทนโรงพยาบาล ไม่ต้องการให้ทนายความเข้ารับฟังด้วย ตอนนั้นยอมรับว่าไม่ไว้วางใจทางโรงพยาบาลอีกแล้วทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องปรึกษาคดีกับทางนายผาด ธเนศวงษ์สกุล ทนายความ เพื่อยื่นฟ้องขอความเป็นธรรมต่อศาล

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง