สศอ. เผยบาทแข็งทำให้มูลค่าส่งออกหายไปกว่า 1.97 แสนล้านบาท เตือนรัฐอย่าให้เงินบาทผันผวน บริหารลำบาก บั่นถอนศักยภาพการแข่งขัน แบงก์ชาติชี้ลดดอกเบี้ยสกัดเงินไหลเข้าชะลอบาทแข็งต้องคิดให้รอบคอบ ยันจับตาใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือผู้ส่งออก
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และภาคอุตสาหกรรมบ้าง แต่ยังคาดการณ์ว่าในปีนี้?จีดีพีภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัว 4-5% บนพื้นฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 5.5-6.5% และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะขยายตัวคิดเป็นมูลค่า 6.2 ล้านล้านบาท
ภาคอุตสาหกรรมได้รับปัจจัยบวกจากการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ และการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ อาทินโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่แรงกดดันด้านราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและประเทศเศรษฐกิจใหม่ ภูมิภาคเอเชีย และอาเซียนเติบโตดี
แต่ก็ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รวมถึงเงินบาทแข็ง ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และไม่มีมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งปีลดลง 197,618 ล้านบาท การส่งออกลดลง 2.8% ส่งผลให้จีดีพีอุตสาหกรรม 2556 ลดลงประมาณ 1%
อุตสาหกรรมที่กระทบมากที่สุด คือ ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นภาครัฐจะต้องดูแลค่าเงินบาทไม่ให้เกิดความผันผวน รวมทั้งต้องวิเคราะห์ค่าเงินของประเทศคู่แข่งตามรายสินค้ารวมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนยังต่างประเทศและรัฐบาลควรดำเนินนโยบายการลดการพึ่งพิงการส่งออกในระยะยาว เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
“หากดูรายละเอียดจะพบว่าแม้บาทจะแข็งค่าแต่ก็ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการขยายตัวการส่งออกมากนักแต่ความผันผวนจะทำให้การบริหารยากและลดขีดความสามารถทางการแข็งขันหากไทยแข็งกว่าเพื่อนบ้านและสำคัญจะกระทบตรงต่อมูลค่าส่งออกเป็นสำคัญซึ่งเฉลี่ย 2-22 มกราคม 2556 เงินบาทแข็งค่าแล้ว 2.53% ส่วนผลกระทบค่าแรงนั้นวันที่ 29 มกราคมนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะแถลง 5 มาตรการเร่งด่วนและ 2 มาตรการระยะกลางช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)” นายณัฐพลกล่าว
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ เรื่อง “ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยใน?3-6 เดือนข้างหน้า” โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดเศรษฐกิจไทยใน 3-6 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวดีขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อสถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 56.75 เพิ่มขึ้น 11.57 จุด และเป็นระดับที่สูงกว่า 50 เป็นครั้งแรกนับจากการสำรวจในเดือนมกราคม ปี 2555 แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในสถานะแข็งแกร่งโดยได้รับผลดีจากหลายปัจจัยโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวจากต่างประเทศและการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าเป็นปัจจัยเดียวที่ยังอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าค่าดัชนี อยู่ในระดับ 59.94 และเมื่อมองออกไปในอีก 6 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ในระดับ 63.82 หมายความว่ามีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งนี้ การที่ค่าดัชนีอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยที่สดใส
ประเด็นเศรษฐกิจใน 3-6 เดือนข้างหน้าที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงมากที่สุด และอยากให้รัฐบาลดูแลเป็นพิเศษมีดังนี้ 1.ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะส่งผลให้ต้นทุนการประกอบการเพิ่มสูงขึ้น และกระทบกับธุรกิจ SMEs ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานในอนาคตได้ (33.9%) 2.การใช้จ่ายเงินในโครงการประชานิยมต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว) อาจนำมาซึ่งปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต (19.6%)
3.ปัญหาค่าเงินบาทผันผวนจนอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก (10.7%) 4.ปัญหาราคาสินค้าค่าครองชีพหรืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น (10.7%) 5.ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลและหนี้ของครัวเรือน(10.%) 6.ปัญหาอื่นๆ?เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การเบิกจ่ายงบประมาณ เศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมือง เป็นต้น
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีมาตรการติดตามกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างใกล้ชิด และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการชี้นำตลาด หรือเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงินควรมีความระมัดระวังให้มากขึ้น ผู้ส่งออกอาจเจรจากับคู่ค้าโดยอาจเปลี่ยนไปค้าขายด้วยสกุลเงินอื่น และมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนส่วนกรณีที่ สอท.ต้องการให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อป้องกันการไหลเข้า เพื่อลดแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่านั้นจะต้องพิจารณาในหลายด้านประกอบกัน โดยเฉพาะเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะพิจารณาอย่างรอบคอบ