โต้งยันต้องทำเพื่ออุ้มส่งออก-ท่องเที่ยว-ประสารย้ำต้องระวังฟองสบู่ คลังบี้ธปท.หั่นดอกเบี้ย

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 06:00:00 น.

รมว.คลัง กดดันแบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ย สู้บาทแข็ง ชี้ขณะนี้ส่งออก ท่องเที่ยวกระทบหนัก ยันหลายฝ่ายก็คิดเหมือนกัน แบงก์ชาติต้องฟัง ขณะที่ผู้ว่าแบงก์ชาติยัน กนง.จะลดดอกเบี้ย ตามเงื่อนไขของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ย้ำดอกเบี้ยต่ำไป จะสร้างปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ตอนนี้เริ่มส่อเค้าไม่ดี? ด้านหม่อมอุ๋ย แนะไม่ควรชี้นำ ต้องให้อิสระ ธปท.

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ “ภาพรวมและนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อการท่องเที่ยวไทย สู่เป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท” ว่า ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่ากระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับว่าส่งผลกระทบเช่นเดียวกับภาคการส่งออก

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือทั้ง 2 กลุ่ม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน เพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากระดับปัจจุบันมองว่าสูงเกินไป เมื่อหลายฝ่ายแสดงความเห็นออกมา กนง.ควรนำไปพิจารณาด้วย เพราะมองว่ารายได้จากการท่องเที่ยวสัดส่วน 3 ใน 4 เป็นรายได้จากการท่องเที่ยว ขณะที่สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศมีเพียง 1 ใน 4 เพราะหากเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเหลือทั้งผู้ส่งออกและธุรกิจการท่องเที่ยว

"มีอยู่หลายฝ่ายที่มีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ควรจะมีการลดให้ต่ำลง ?ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง กนง. เป็นผู้ที่นับผิดชอบ ก็จะควรนำความคิดเห็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย" นายกิตติรัตน์ กล่าว

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงข้อเสนอของนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ( บอร์ด ธปท.) ที่ให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75 % เพื่อสกัดเงินเก็งกำไรที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ย ว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเป็นหน้าที่ของกรรมการ กนง. ทั้ง 7 คน โดยจะตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับซึ่งคาดว่าในการประชุมครั้งต่อไป ในวันที่ 20 ก.พ. 2556 จะมีข้อมูลเศรษฐกิจในเดือนธันวาคม 2555 มาพิจารณาด้วย ซึ่ง กนง. จะพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน ถ้าเห็นว่าเศรษฐกิจมีความเปราะบางก็จะประคองเพื่อลดจุดอ่อน ให้เศรษฐกิจเดินได้? ซึ่งการจะลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ จะพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย เป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจดี ทั้งการบริโภค การลงทุน สะท้อนจากสินเชื่อที่ขยายตัวสูง และอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.4 % ?แตกต่างจากเศรษฐกิจสหรัฐ และญี่ปุ่นที่มีปัญหา นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเกินไป อาจจะเพิ่มการก่อหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งจะเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ ธปท. ติดตาม เนื่องจากหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงมาก จาก 58 %ของจีดีพีในปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 75% ของจีดีพี ในไตรมาส 3 ปี 2555 อีกทั้งการที่ดอกเบี้ยต่ำเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาฟองสบู่ได้

ด้าน ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย? กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยหยุดยั้งการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐ ที่ประมาณ 3 % เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่เงินบาทจะแข็งค่า ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายเกิดจากการกู้เงินจากแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ มาลงทุนในประเทศที่มีผลตอบแทนสูง หรือ CARRY TRADE ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่า บวกด้วยกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย ดังนั้น การแก้ปัญหาจะต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าใช้มาตรการสกัดกั้นเงินทุนอย่างเด็ดขาดมันรุนแรงเกิน และจำทำให้เงินทุนถอนการลงทุนออกจากไทยอย่างรุนแรงเช่นกัน ซึ่งการทำหน้าที่ของ ธปท. เหมาะสมอยู่แล้ว

“ควรให้อิสระกับกรรมการ กนง.เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากจะมีการลดดอกเบี้ย ก็เกิดจากตัดสินใจของกรรมการ กนง. ไม่ได้จากแรงกดดัน หรือการชี้นำแต่อย่างใด”

ส่วนข้อกังวลเรื่องปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่เกิดจากเงินทุนไหลเข้านั้น ยังไม่น่าเป็นห่วง? เนื่องจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ พีอี เรโช ยังไม่เกิน 15 เท่าถือว่ายังเหมาะสม ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เริ่มเห็นสัญญาณฟองสบู่อ่อน ๆ ในอสังหาริมทรัพย์บางประเภท เช่น ศูนย์การค้าขนาดย่อม หรือ Community Mall ที่มีผู้บริโภคเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าน้อยลง แต่ในอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียม ตามแนวรถไฟฟ้า ยังขายได้ดี ซึ่งหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คงจับตามองอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBEIC) แถลงข่าวมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจ SCBEIC Outlook สำหรับไตรมาส 1 ปี 2556 โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทย จะได้แรงหนุนการขยายตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ในส่วนของภาคครัวเรือนนั้น นโยบายการคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาลจะยังสนับสนุนให้การบริโภคขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์ประมาณ 600,000 คันที่จะมีการส่งมอบในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 อีกทั้งมีการทยอยคืนเงินภาษีรถยนต์ในปี 2013 ให้กับผู้ขอใช้สิทธิประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาทที่บางส่วนจะนำไปสู่การบริโภค ในส่วนของภาครัฐนั้น การลงทุนทั้งในและนอกงบประมาณรวมถึงรัฐวิสาหกิจ คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 800,000 ล้านบาทหรือมากกว่าปีก่อนราว 18% โดยปัจจัยหลักจะมาจากการลงทุนเพื่อการบริหารจัดการน้ำ

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น น่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น SCBEIC ประเมินว่า FDI ในไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 4 แสนล้านบาทในปี 2013? ส่วนการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ในระดับต่ำราว 7.5% เนื่องจากกำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าหลักยังมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนธันวาคม และทั้งปี 2555 ว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนธันวาคม 2555 ชะลอลงหลังจากที่ขยายตัวดีในช่วงก่อนหน้าทั้งการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออก สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอลง

อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังดีอยู่ โดยการจ้างงานขยายตัวต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นยังมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดี และเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัว และดุลการชำระเงินเกินดุลการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจในเดือนนี้ยังใช้การเปรียบเทียบกับข้อมูลในเดือนก่อนหน้า (ปรับฤดูกาล) เพื่อให้สามารถสะท้อนแรงส่งของเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่าการเปรียบเทียบกับข้อมูลของเดือนเดียวกันปีก่อนที่ผิดปกติจากผลของฐานที่ต่ำจากอุทกภัย

สรุปทั้งปี 2555 ภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวจากปีก่อนจากการเร่งซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัยของภาคเอกชน ประกอบกับได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และภาวะการเงินที่เอื้ออำนวย แม้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา แต่ผลกระทบจำกัดอยู่เฉพาะการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตเพื่อการส่งออก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง