“เงินเฟ้อ” เดือนมกราคมสูงขึ้น รับดัชนีราคาสินค้า ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม มีการปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นยังไม่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ด้าน “กสิกรฯ” ห่วงของแพง หลังรัฐขึ้น “แอลพีจี”
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มกราคม 2556 พบว่า อยู่ที่ 104.44 เพิ่มขึ้น 3.39% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์?กล่าวว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปที่ 104.44 ถือว่า ต่ำกว่าเป้าหมายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยในปีนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 2.8-3.4
“อัตราเงินเฟ้อขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 3.39 เป็นผลมาจากดัชนีราคาสินค้า ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น ได้แก่ ผัก ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะสั้น ยังไม่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และหากค่าเงินบาทแข็งค่าในระยะยาว อาจส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) หรือเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 102.79 เพิ่มขึ้น 1.59% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน ธันวาคม2555
ด้าน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การที่ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 0.08? สาเหตุจากการสูงขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ ร้อยละ 1.03 สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ เนื้อสุกร ไก่สด ไก่ย่าง ปลาช่อนสด ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาทู กุ้งขาวและปลาหมึก นอกจากนี้สินค้าประเภทข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารบริโภคนอกบ้านมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่ดัชนีหมวดผักและผลไม้ลดลงร้อยละ 2.10 โดยเฉพาะหมวดผักสด ดัชนีลดลงร้อยละ 3.68 (ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักชี เห็ด)
ขณะที่ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่าสำหรับทิศทางเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงมุมมองเดิมว่า แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังคงมีโอกาสปรับสูงขึ้น ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าตามแรงผลักดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี การปรับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคขั้นสุดท้าย อาจเป็นภาพที่ทยอยขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในบางกรณี การปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน
นอกจากนี้ คาดว่า ราคาสินค้าในหมวดอาหาร (โดยเฉพาะอาหารสด) ก็น่าจะมีแรงหนุนเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ในปีนี้ตรงกับในเดือนก.พ. 2556 ขณะที่ การปรับโครงสร้างราคา LPG ในภาคขนส่งและครัวเรือนที่จะเกิดขึ้นหลังผลการสำรวจฐานข้อมูลร้านค้าและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยแล้วเสร็จในเดือนมี.ค. 2556 รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานประเภทอื่นๆ ในช่วงที่เหลือของปีนั้น อาจมีผลเข้ามาเสริมให้การส่งผ่านภาระต้นทุนของผู้ประกอบการมาที่ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคขั้นสุดท้าย มีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
จากทิศทางเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนม.ค. 2556 ที่ยังคงสอดคล้องกับประมาณการ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2556 ที่ร้อยละ 3.3 (กรอบคาดการณ์ร้อยละ 3.0-3.6) และร้อยละ 2.4 (กรอบคาดการณ์ร้อยละ 2.2-2.8) ยังคงมีความเหมาะสม โดยคาดว่า แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีลักษณะทยอยเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาครัฐยังคงมีมาตรการติดตามดูแลราคาสินค้า และยังสามารถยืดหยุ่นกรอบเวลาในการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และอุดหนุน/ชดเชยราคาขายปลีกพลังงานในประเทศผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป หากตัวแปรนอกเหนือการควบคุมอื่นๆ ส่งผลเพิ่มแรงกดดันต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน
ด้านนายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สาเหตุที่ ราคาสุกรที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้เกิดจากปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดลดลงประมาณ 10% จากความเสียหายของโรค PRRS และโรค PED ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ขณะที่คาดว่าในช่วงตรุษจีน ความต้องการบริโภคจะเพิ่มขึ้นอีก
“ก่อนนี้ผู้เลี้ยงหมูต่างต้องแก้ปัญหาขาดทุนกันเองมาตลอดโดยไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่วันนี้ราคาเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลที่ดีมานด์กับซัพพลายไม่สมดุลย์ จึงวอนขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ผู้เลี้ยงหมูมีเพียงอาชีพเดียวที่ใช้เลี้ยงครอบครัว”
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความจำเป็นในการปรับราคาก๊าซ LPG ว่า ปี 2556 ภาครัฐมีแนวทางจะปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนและขนส่งจากครัวเรือนราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) และขนส่งที่ 21.38 บาทต่อกก.ไปสู่ราคาเดียวกันที่ 24.82 บาทต่อกก. เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันมาอุดหนุนซึ่งถือเป็นการบิดเบือนโครงสร้างและสร้างความไม่เป็นธรรมสำหรับใช้ผู้น้ำมัน