1.ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก หรือส่วนราชการต้นสังกัดได้ ตรงนี้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้วางหลักเกณฑ์ใหญ่ไว้ 2 ประการ คือ กรณีกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก และกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ
2.ในการกระทำละเมิดทั้ง 2 ประการดังกล่าว หากเจ้าหน้าที่ได้กระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดนั้น? หากเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่หากมิได้กระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวโดยตรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
3.ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า “จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” นั้น มีหลักเกณฑ์ประการใด และใครกำหนดกัน
4.ประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยตอบข้อหารือส่วนราชการไว้ได้โดยสรุปว่า การที่จะพิจารณาว่ากรณีใดจะเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบทุกคน จนถึงคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์หรือศาล ส่วนอย่างไรเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งความประมาทเลินเล่อนั้นเป็นการกระทำมิใช่โดยเจตนาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผล แต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้น จึงต้องมีตามวินัยและพฤติการณ์
สำหรับความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น จะมีลักษณะไปในทางที่บุคคลนั้นได้ทำไปโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นได้ หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อย ก็คงได้คาดเห็นการอาจเกิดความเสียหายเช่นนั้น?(หนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร 0601/087 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540)
5.ส่วนผู้มีหน้าที่พิจารณาว่าการกระทำละเมิดนั้นเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายปรงหรือไม่ ก็ให้ดูระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 สำหรับราชการท้องถิ่น คณะรัฐมนตรีมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่แทนกระทรวงการคลังเมื่อ 12 พ.ย.2539