น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว หลังถูกทางการกัมพูชาจองจำอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ ฐานรุกล้ำเขตแดนและโจรกรรมข้อมูลทางการทหาร มานานถึง 2 ปี ก่อนได้รับอภัยโทษเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ได้รับการปล่อยตัว น.ส.ราตรี ได้ เดินทางกลับมายังประเทศไทยทันทีด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 585 จากกรุงพนมเปญ มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลาประมาณ 21.45 น. วันเดียวกัน โดยมี นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยถูกจับตัวพร้อมกัน และแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติจำนวนหลายร้อยคน เดินทางมาให้กำลังใจ
ทั้งนี้ น.ส.ราตรี ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า เวลานี้ยังไม่รู้สึกดีใจกับอิสรภาพที่ได้รับ เนื่องจาก นายวีระ สมความคิด เพื่อนร่วมชะตากรรมอีกราย ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว โดยขอให้ นายวีระ ดูแลสุขภาพให้ดี สิ่งแรกที่ต้องการทำ คือ การกลับไปกราบเท้าพ่อและแม่ และฝากขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจ ยืนยันกว่า 2 ปีที่ถูกคุมขังไม่ได้ทำให้เปลี่ยนจุดยืน จากนั้น น.ส.ราตรี ก็ได้ขึ้นรถตู้ออกจากอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิไปทันที
ขณะที่ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงในช่วงเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่า ขอแสดงความยินดีกับ นางราตรี และครอบครัวที่ได้รับอิสรภาพ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือ นายวีระ ซึ่งยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำเปรย์ซอว์ โดยคิดว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ใน 2 วิธี คือ 1.เจรจรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ลดโทษมากที่สุดเพื่อให้มีการรับโทษ 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมดให้ได้ เพราะเมื่อเข้าเงื่อนไขการลดโทษ 2 ใน 3 แล้วก็สามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้ หรือ 2.ขอให้ลดโทษลงถึงเกณฑ์ที่จะมีการการโอนตัวนักโทษมารับโทษในไทย ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลเร่งรีบช่วยคนำไทยที่ติดค้างกลับมาอย่างเร่งด่วน หากจะปกป้องผลประโยชน์ประเทศไม่เห็นจำเป็นต้องใช้วิธีการชวนทะเลาะ จับเข่าคุยกันน่าจะได้ผลดีกว่าเยอะ
ด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. ในฐานะ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยินดีกับการที่ น.ส.ราตรี ได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังพอทราบข่าวดีอีกว่า รัฐบาลไทยจะใช้กระบวนการทางการทูตเพื่อเจรจาหาช่องทางในการลดโทษให้กับ นายวีระ เพื่อย้ายมารับโทษในประเทศไทยแทน
แต่ทั้งนี้ ขอเรียกร้องไปยัง นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า วันนี้อย่าเล่นการเมืองแบบเก็บทุกเม็ด และพยายามโยงเรื่องการเดินทางไปงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเจ้านโรดม สีหนุ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นเรื่องการเมือง เพราะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นงานในพระราชพิธีสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะไปผูกโยงกับเรื่องเขาพระวิหาร
วันเดียวกัน นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดเผยว่า รัฐสภาจะเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร: ทางออกของประเทศไทย ภายหลังการตีความของศาลโลก” ในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์นี้ โดยเชิญผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่า 600 คน เพื่อให้รัฐสภาเป็นเวทีสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติและสร้างสัมพันธที่ดีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง อีกทั้งในปี 2556 จะมีการแถลงปิดคดีด้วยวาจาและตัดสินในปลายปี จึงอยากให้ได้รับข้อมูลและเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง รวมทั้งความคิดเห็นจากผู้ที่มีความรู้ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้เชิญอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เช่น นายกษิต ภิรมย์ และนายนพดล ปัทมะ สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงนักวิชาการ นักกฎหมายอิสระ ศ.สมปอง สุจริตกุล อดีตคณะทนายความฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร ร่วมด้วย