ศอ.รส.ชี้แถลงฉบับ2ทหารไม่เกี่ยว ชงอัยการตามทุบคดีแกนนำกปปส.

24 เม.ย.57 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส) นายธันว์ พีรวุฒิ คณะทำงานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) อ่านแถลงการณ์ ศอ.รส.ฉบับที่ 2 เรื่อง การดำเนินคดีกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.และแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุม โดยระบุว่า ศอ.รส.เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้น...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

ความผิดฐานเป็นกบฏ : วาทิน หนูเกื้อ

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 18 ธันวาคม 2556 18:27:00 น.

การที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะร่วมกันเป็นแกนนำให้กับมวลมหาประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไทยก่อนมีการเลือกตั้ง  โดยการชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ศูนย์ราชการ และกระทรวงการคลัง  จนตำรวจได้ขอให้ศาลออกหมายจับคุณสุเทพ ในข้อหาความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓  นั้น เห็นว่าเป็นกรณีศึกษาที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  มีนักศึกษา และประชาชนบางส่วนได้โทรศัพท์สอบถามความรู้จากผู้เขียน เกี่ยวกับความผิดฐานเป็นกบฏ  บทความนี้จะได้ทำการพิจารณาอธิบายและตอบปัญหาดังกล่าวไปในคราวเดียวกัน

ความผิดฐานเป็นกบฏบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ดังนี้

มาตรา ๑๑๓  ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

(๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(๓) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
องค์ประกอบภายนอก
๑. ผู้ใด
๒. ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
องค์ประกอบภายใน
๑. โดยเจตนา
๒. มูลเหตุชักจูงใจเพื่ออย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(๓) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

คำว่า “ใช้กำลังประทุษร้าย” หมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล  ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด  และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้  ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา สะกดจิต หรือใช้วิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน

ดังนั้น  การใช้กำลังประทุษร้าย จะมีความหมาย สองประการ  คือ

ประการแรก  หมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล  ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด

ข้อควรสังเกตคือ “ใช้กำลังประทุษร้าย” ต้องกระทำต่อกายหรือจิตใจ ไม่รวมถึงกระทำต่อเสรีภาพ หรือกระทำต่อทรัพย์สิน ตัวอย่างเช่น

ฎีกาที่ ๘๓๐/๒๕๐๒,๑๕๔๖/๒๕๑๗ ใช้กำลังประทุษร้าย หมายความว่าทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล มิใช่เป็นการกระทำต่อทรัพย์สิน  ชื่อเสียง เสรีภาพ หรืออื่น ๆ  ดังนั้นการจับอันเป็นการกระทำต่อเสรีภาพจึงมิใช่การใช้กำลังประทุษร้าย  ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะจับหรือหลอกจับโดยไม่มีอำนาจก็ตาม

ฎีกาที่ ๖๙๗/๒๔๗๓ ใช้มีดตัดเชือกที่ผูกกระบือของผู้อื่น  กระบือไม่ยอมเดินจึงใช้มีดฟันกระบือเจ้าของทรัพย์มาเห็นเข้าพอดีต่างพากันวิ่งหนี  ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

แนววินิจฉัยของศาลฎีกา “ใช้กำลังประทุษร้าย” ต้อง เป็นการกระทำแก่เนื้อตัวหรือกาย  เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 361/2520 จำเลยปัดไฟฉายที่ผู้เสียหายถืออยู่จนหลุดจากมือ ผู้เสียหายก้มลงเก็บไฟฉาย จำเลยกระชากเอาสร้อยคอพาหนีไป “การปัดไฟฉาย” เป็นการกระทำแก่เนื้อตัวหรือกาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเป็นชิงทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 501/2503 จำเลย “จับมือ และกอด” เด็กหญิงอายุ 14 ปี เป็นการใช้แรงกายภาพ ซึ่งเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1279/2506 จำเลยจับนมผู้เสียหายในรถประจำทาง ซึ่งมีคนโดยสารแน่น เป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล จำเลย “จับนม” โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 278

คำพิพากษาฎีกาที่ 2453/2515 การใช้กำลังกายกอดรัด และบีบเคล้นอวัยวะของสงวน บริเวณหน้าอกของผู้เสียหายจนระบมฟกช้ำ เป็นการประทุษร้ายต่อร่างกายซึ่งได้เกลื่อนกลืน เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกับการกระทำอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป. อาญา มาตรา 278 แล้ว หาเป็นมูลความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 296 อีกบทหนึ่งไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 4487/2531 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้าชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอย่างแรง จนเสียหลักล้มลง แล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายได้กระชากสร้อยคอทองคำที่คอผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ จึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 1620/2536 จำเลย “ถอดกางเกงผู้เสียหาย” แล้ว “จับอวัยวะเพศ” โดยผู้เสียหายพยายามต่อสู้ เป็นการใช้แรงกายกระทำต่อผู้เสียหาย อนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ 5479/2536 จำเลย “ใช้มือผลักหน้าอก” ร้อยตำรวจโท ป. ในขณะที่จะเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยตามหมายค้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3708/2537 ขณะที่ผู้เสียหายขึ้นรถโดยสารประจำทาง ก็ถูกจำเลยซึ่งเข้ามาทางด้านหลังกระแทกตรงหัวไหล่ และจำเลยได้ล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหาย เป็นการที่จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ของผู้เสียหายบนยวดยานสาธารณะซึ่งประชาชนใช้โดยสาร จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง

คำพิพากษาฎีกาที่ 9212/2539   ก่อนเกิดเหตุ สิบตำรวจเอก พ. พบเห็นจำเลยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าจำเลยจะกระทำความผิด และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้า แม้สิบตำรวจเอก พ. ไม่มีหมายจับ แต่ได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานให้จำเลยทราบแล้ว สิบตำรวจเอก พ. จึงมีอำนาจตรวจค้น และจับจำเลยได้ ป.วิ.อาญา มาตรา 78 (1) (2) , 93 การที่จำเลยใช้มือกดอาวุธปืน ไม่ให้สิบตำรวจเอก พ. ดึงออกมาจากเอวจำเลย เพื่อยึดเป็นของกลาง จึงเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อาญา มาตรา 138 วรรคสอง

คำพิพากษาฎีกาที่ 2768/2540 การที่จำเลยกระชากลากผู้เสียหายออกมาจากบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหาย แม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหาย แต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย เพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไป การเอื้อมมือเข้าไปฉุดกระชากฉากตัวผู้เสียหายออกไปในลักษณะนี้ ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุด โดยใช้กำลังประทุษร้าย เข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 และมาตรา 365 (1) แล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ 3752/2540   จำเลยใช้มือดึงกางเกงของผู้เสียหายลงมาถึงหน้าแข้ง แล้วใช้นิ้วแหย่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหาย ขยับนิ้วไปมาโดย ผู้เสียหายไม่ยินยอม “แม้เป็นวิธีการกระทำอนาจาร แต่ก็เป็นการใช้แรงกายภาพต่อผู้เสียหาย” เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ม 1 (6) จึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย มาตรา 279 วรรค 2

คำพิพากษาฎีกาที่ 6833/2541 แม้จำเลยจะกระทำอนาจารผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ด้วยการใช้แขนรัดคอ ใช้มือปิดปาก จับทรวงอก และพยายามปลดตะขอกางเกงของผู้เสียหาย พร้อมกับพูดขอให้ผู้เสียหายยอมให้จำเลยกระทำชำเราก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ใช้อาวุธทำการขู่เข็ญ หรือประทุษร้ายผู้เสียหาย ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยเคยติดต่อคบหากันอย่างคนรัก พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายจึงไม่ร้ายแรงนัก

คำพิพากษาฎีกาที่ 602/2543 การที่จำเลยที่ 1 ยื้อแย่งไม้กวาดจากผู้เสียหายที่ 2 และเหวี่ยงกันไปมา โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าตาและส่งเสริมข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ต่อเนื่องกับการที่จำเลยทั้งสองเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านของผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

ประการที่สอง หมายความว่า การกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้  เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 529/2509 จำเลยใช้ยาทำให้ผู้เสียหายมึนเมา เป็นเหตุให้ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถจะขัดขืนได้ จึงถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป เป็นกรรมเดียว ผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339

คำพิพากษาฎีกาที่ 567/2537 จำเลยลอบใส่ยานอนหลับผสมลงในสุรา ให้ผู้เสียหายทั้งสองดื่ม จนหลับหมดสติ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความครอบครองของ ส. ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งไป ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เป็นความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาทรัพย์นั้นไป เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 3562/2537 จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ยานอนหลับ ผสมลงในเครื่องดื่มเบียร์ให้ผู้เสียหายดื่ม จนไม่รู้สึกตัวหลับไป แล้วปลดเอาเครื่องประดับของผู้เสียหายไป เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย)

คำพิพากษาฎีกาที่ 248/2543 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันปล้นทรัพย์ใช้กำลังประทุษร้าย โดยใช้ยาไดอาซีแพม ปลอมปนใส่ในเครื่องดื่มนมเปรี้ยวให้ผู้เสียหายดื่ม เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหมดสติ อยู่ในภาวะขัดขืนไม่ได้ แล้วเอาสร้อยพลอย 91 เส้น ของผู้เสียหายไป / แต่หลังเกิดเหตุได้ตรวจปัสสาวะของผู้เสียหายไม่พบยานอนหลับ ซึ่งเป็นยาระงับประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีฟิน แสดงว่าขณะเกิดเหตุบุคคลทั้งสองมิได้ดื่มนมที่มียาไดอาซีแพมปลอมปน ประกอบกับโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง พยานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

ตัวอย่างกรณี ไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1088/2520 จำเลยลูบคลำตามเสื้อกางเกงผู้เสียหาย และพูดขอแว่นตาที่ผู้เสียหายสวมอยู่ ผู้เสียหายไม่ให้ จำเลยแย่งแว่นตาไปจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายแย่งคืนมาได้ จำเลยแย่งไปได้อีกแล้วพูดว่า "ถ้าเอ็งมีอาวุธกูแทงเสียแล้ว" และเอามือล้วงใต้เสื้อตรงขอบกางเกงหน้าท้อง ดังนี้ เป็นการวิ่งราวแว่นตา แต่ไม่เป็นการขู่ว่าจะทำร้าย โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวย เอาทรัพย์ไปซึ่งหน้า ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ ศาลลงโทษแต่ฐานลักทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่ 509/2529 จำเลยหลอกเด็กชายอายุไม่เกิน 13 ปี ว่าดวงไม่ดีต้องสะเดาะเคราะห์ แล้วใช้ของลับสอดใส่ทวารหนัก (ไม่เป็นการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ) ไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย หรืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจขัดขืนได้ (ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จำเลยจะมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็ก ตามมาตรา ๒๗๗)

คำพิพากษาฎีกาที่ 5837/2530 ผู้เสียหายยอมให้จำเลยซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณ กระทำอนาจารโดยโง่เขลาเบาปัญญาหลงเชื่ออย่างงมงาย ว่าจำเลยทำการรักษาโรคให้ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 13 ปี จึงไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 278

คำพิพากษาฎีกาที่ 831/2532 จำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายกระชากคอเสื้อผู้เสียหาย แล้วใช้มือขวา กระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง ของผู้เสียหายขาดออกจากกัน และเอาสร้อยคอกับพระเลี่ยมทองคำซึ่งแขวนอยู่ 1 องค์ไป เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันในทันใด เพื่อประสงค์จะเอาสร้อยคอของผู้เสียหายเป็นสำคัญ และเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย อันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ โจทก์มิได้บรรยายองค์ประกอบความผิดฐานนี้มา และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยได้เฉพาะลักทรัพย์เท่านั้น

สำหรับ “มูลเหตุชักจูงใจ” ในการกระทำนั้น ต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้เป็น ๒ ส่วน กล่าวคือ ความผิดตาม (๑) และ (๒) ส่วนหนึ่ง  และความผิดตาม (๓) อีกส่วนหนึ่ง

ความผิดตาม (๑) และ(๒) อาจเรียกว่า “ความผิดฐานกบฏรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีคุณธรรมทางกฎหมายหรือสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคือ “กติกาของรัฐธรรมนูญ” และการกระทำคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

ส่วนความผิดตาม (๓) อาจเรียกว่าเป็น “ความผิดฐานกบฏดินแดน” ซึ่งมี “ความคงอยู่ของดินแดนแห่งรัฐ” เป็นคุณธรรมทางกฎหมาย  และการกระทำคือ การแบ่งแยกหรือยึดดินแดนโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

กรณีการกระทำของคุณสุเทพและพวก จะถือว่าเป็น “การใช้กำลังประทุษร้าย” หรือ “ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย” หรือไม่  และเป็นการกระทำโดยมีมูลเหตุชักจูงใจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ สามารถพิจารณาเปรียบกับแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาและหลักกฎหมายข้างต้น

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง