"อภิสิทธิ์"นำทีมปชป.แถลงจุดยืน ก่อนถกกกต.-73พรรคปมเลือกตั้ง

วันที่ 21 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค ได้แถลงข่าวถึงจุดยืนในการหารือกับ กกต.และ 73 พรรคการเมือง เกี่ยวกับการหาทางออก ปัญหาการเลือกตั้งในวันที่พรุ่งนี้ (22 เม.ย.)...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

รายงานพิเศษ : เตือนภัยเกษตรกรเฝ้าระวังโรคระบาดปลา ในช่วงเปลี่ยนฤดู....จากฝนสู่หนาว

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 24 ธันวาคม 2556 06:00:00 น.

จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาวที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้อากาศและอุณหภูมิของน้ำลดต่ำลง และอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำของเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงไว้ได้ โดยอาจเกิดอาการเครียดและกินอาหารน้อยลงความแข็งแรงและความทนทานต่อโรคลดต่ำลง

โดยในเรื่องนี้ นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า โรคปลาที่มักเกิดในช่วงหน้าหนาวซึ่งมีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ โรคอียูเอส โรคไวรัสเคเอชวี  และโรคตัวด่าง โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome; EUS) หรือที่มักจะรู้จักกันในชื่อของ

“โรคระบาดปลา” หรือ “โรคเน่าเปื่อย” จะทำให้ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีแผลลึกตามตัวและส่วนหัว

แผลจะมีลักษณะของเส้นใยเชื้อราฝังอยู่ สามารถพบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ และที่เลี้ยงในบ่อ เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด และปลาสลิด เป็นต้น

โดยปัจจุบันยังไม่มียาและสารเคมีที่จะใช้ฆ่าเชื้อราที่ฝังอยู่ภายในเนื้อเยื่อของปลาได้ แต่หากน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น เชื้อราต่างๆ จะเจริญเติบโตได้ช้าลง ในขณะเดียวกันภูมิต้านทานโรคของปลาจะเพิ่มขึ้นและจะหายป่วยได้เองในระยะต่อมา

นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ควรเฝ้าระวังการระบาดของโรคเคเอชวี (Koi herpesvirus disease : KHVD)  ซึ่งมักเกิดในปลาคาร์พและปลาไน โดยปลาที่ป่วยจะมีอาการซึม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตามลำตัวมีเมือกมาก มีแผลเลือดออกตามลำตัวและด้านท้อง บางครั้งพบแผลตื้นๆ ร่วมด้วย และในปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่าและมีคราบสีขาวอมเหลืองแทรกอยู่ ปลาอ่อนแอกินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร เสียการทรงตัวในขณะว่ายน้ำ ลอยอยู่ใกล้ผิวน้ำ และตายอย่างช้าๆ 50–100% แบบทยอยตายไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ เนื่องจากโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัส  ดังนั้น จึงไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้สารเคมี วิธีที่ควรปฏิบัติ คือ ระมัดระวังการนำเข้าพันธุ์ปลาซึ่งควรต้องผ่านการกักกันโรคก่อน กรณีที่เกิดโรคให้เกษตรกรทำการรักษาเบื้องต้นของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามอาการ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิต เป็นต้น

อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปอีกว่า โรคตัวด่าง (Flavobacteriumcolumnalis) เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกษตรกรควรเฝ้าระวังเช่นกัน  เนื่องจากโรคนี้มักเกิดกับปลาหลังจากการย้ายบ่อ การลำเลียง หรือการขนส่งเพื่อการนำไปเลี้ยง หรือโดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันมาก ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีแผลด่างขาวตามลำตัว เมื่อติดโรคแล้วจะตายเป็นจำนวนมากและรวดเร็วภายใน 24 - 48 ชั่วโมง  สำหรับปลาที่พบว่าป่วยเป็นโรคนี้เสมอ คือ  ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน ปลาบู่ และกลุ่มปลาสวยงาม  การรักษาโรคนี้ทำได้โดยใช้ด่างทับทิม จำนวน 1 - 3 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานาน 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น กรมประมงจึงขอแนะนำแนวทางการควบคุมโรคระบาดในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแก่เกษตรกร  ได้แก่ 1.เกษตรกรควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม และควรมีบ่อพักน้ำใช้เพื่อใช้ในฟาร์มให้เพียงพอตลอดการเลี้ยง 2.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล และหากจะเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกชนิดปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด 3.หากพบปลาป่วยเป็นโรคในแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อโดยทันที 4.ในระหว่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร อาจจะให้ลดลง 10-15% และเสริมวิตามินซีผสมอาหาร 1-2% ของน้ำหนักอาหารที่ให้ 5.ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา  60 - 100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ 6.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสีย โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าว ประมาณ  200-300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร 7.หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา และ 8. เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น) และพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม  และให้อาหารปลาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบปลาป่วยที่มีลักษณะอาการของโรคระบาดปลาดังกล่าว  สามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยฯ หรือสถานีประมงฯ ที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด กรุงเทพฯ  โทรศัพท์ 0-25793-4122 และสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา โทรศัพท์ 074-33 5243

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง