คอลัมน์: ต่อต้านคอร์รัปชัน: โรโบคอปจับคนโกง!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 20 เมษายน 2559 00:00:54 น.
รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล:เรื่องราวหนึ่งที่พ่อได้นำลงใน Facebook แล้วมีคนให้ความสนใจมากคือเรื่องที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นำทีมไปตรวจการสร้างถนนคอนกรีตขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง แต่การไปตรวจครั้งนี้ไม่ได้ตรวจเอกสารหรือตรวจบัญชีรับจ่ายเหมือนปกติ คราวนี้ สตง.เอาเครื่องเจาะคอนกรีตไปเจาะแท่งคอนกรีตออกจากพื้นถนนมาวัดความหนา ปรากฏผลน่าสนใจมาก คือ ถนนตามแบบที่ต้องเทคอนกรีตหนา 15 เซนติเมตร เหลือความหนาจริงส่วนใหญ่ไม่ถึงตามแบบ และถนนบางส่วนเหลือเพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้น  การตรวจสอบแบบนี้ที่มีหลักฐานเป็นวัตถุพยานชัดเจน

ต่อภัสสร์: โห...ถ้าใช้เครื่องมือแบบนี้ไล่ตรวจสอบถนนเส้นต่างๆ ในประเทศไทย คงจะพบความผิดปกติอีกเยอะเลย เพราะผมสังเกตเห็นว่า ถนนหลายสายเพิ่งสร้างเสร็จก็พังเสียแล้ว ปีสองปีก็ต้องซ่อมใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลทีเดียว เสียดายที่วิธีแบบนี้ใช้ได้แต่การตรวจสอบทุจริตในโครงการก่อสร้างเท่านั้น ถ้ามีเครื่องมือที่ตรวจสอบข้อมูลที่แสดงหลักฐานได้ชัดเจนแบบนี้ในโครงการอื่นๆ ด้วยก็คงดีสินะครับ

ต่อตระกูล: มันมีวิธีทางนะลูก เราต้องอย่ายึดติดกับตัวเครื่องมือ แต่ควรพิจารณาวิธีการทำงานของมัน วิเคราะห์ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เครื่องมือนี้มันค้นหาได้คืออะไร แล้วมาคิดดูว่า จะประยุกต์ไปใช้กับโครงการในลักษณะอื่นๆ ได้อย่างไร

ต่อภัสสร์: อืม...ถ้าคิดดูดีๆ เครื่องเจาะมันก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้เจาะคอนกรีตหรือก็คือการดึงข้อมูลดิบ ออกมา  จากนั้นก็ต้องอาศัยคนมาวัดความหนาคอนกรีตหรือวิเคราะห์ข้อมูลที่มันดึง ออกมาได้  เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา ไปดำเนินการต่อไป

ต่อตระกูล: ถูกต้องเลย พ่อจะลองยกกรณีตัวอย่างที่ไม่ใช่การทุจริตโครงการก่อสร้างให้ แล้วแสดงให้ดูว่า เราจะประยุกต์เครื่องมือนี้มาใช้อย่างไรได้  ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีปัญหาเรื่องการทิ้งขยะในที่สาธารณะและบนท้องถนนมาก แม้รัฐบาลกำหนดมาตรการทางกฎหมายให้ปรับผู้ทิ้งขยะในที่สาธารณะแล้ว แต่ถนนก็ยังมีขยะทิ้งมากมายเหมือนเดิม ขนาดที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเคยให้คนขับรถไล่ตามจับรถคันข้างหน้าที่กินลำไยแล้วทิ้งเปลือกและเม็ดลงข้างทางอยู่บนถนนราชดำเนิน นั่นจึงทำให้เกิดโครงการตาวิเศษขึ้น ที่มีคำขวัญว่า "อ่ะอ่ะ อย่าทิ้งขยะ ตาวิเศษเห็นนะทิ้งขยะให้เป็นที่ เป็นทาง" โดยมีคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิชเป็นแกนหลัก เป้าหมายของตาวิเศษคือการรณรงค์ให้ทุกคนช่วยดูช่วยกันเป็นตาวิเศษ คอยดูแลตักเตือนคนที่จะทิ้งขยะ ปรากฏว่าได้ผลมาก พอขยะเริ่มน้อยลงถึงขั้นหนึ่ง คนก็ไม่กล้าทิ้งขยะลงบนถนนที่สะอาดแล้ว นี่คือการที่ใช้คนเป็นเสมือนเครื่องเจาะคอนกรีต คอยสอดส่องดูความไม่ถูกต้อง และดำเนินการแก้ไข

มาสมัยนี้ มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ มากมาย ที่สามารถจับตาดูแลการ กระทำต่างๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการสอดส่องความผิดปกติได้มาก เหมือนกับไล่เจาะถนนทุกสายตลอด 24 ชั่วโมง ยกตัวอย่างการควบคุมการปฏิบัติตามกฎหมายจราจรที่อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่มีกล้องวงจรปิดแทบทุกตารางเมตร เวลาขับรถไป จะเห็นป้ายกำหนดความเร็วตามด้วยป้ายรูปกล้องขนาดใหญ่ หมายความว่าถ้าใครขับเกินความเร็วที่กำหนด จะมีเครื่องเรดาร์จับความเร็วบันทึกไว้พร้อมทั้งถ่ายรูปป้ายทะเบียน ส่งใบสั่งไปถึงบ้านหรือบริษัทเช่ารถเลยทันที

ต่อภัสสร์: การใช้เทคโนโลยีจัดการควบคุมการบังคับกฎหมายนี้ มีประโยชน์อีกหลายข้อทีเดียว ข้อแรกคือ เป็นการลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้จับกับผู้ถูกจับ คือแทบไม่ต้องใช้มนุษย์มาเกี่ยวข้องเลย ทำให้คนทำผิดไม่สามารถเจรจาต่อรองกับตำรวจได้ ขนาดจะจ่ายค่าปรับยังไม่ต้องไปโรงพักเลย  จ่ายเดี๋ยวนั้นก็ได้ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์ แถมบางความผิดถ้าจ่ายค่าปรับเร็วภายใน 48 ชั่วโมง มีส่วนลดให้อีกด้วย คนทำผิดก็รีบไปจ่าย ไม่ใช่เก็บไว้เป็นกองใหญ่ แล้วให้เพื่อนที่เป็นนายตำรวจจัดการให้ อีกข้อหนึ่งคือสามารถประหยัดงบประมาณได้มาก โดยรัฐบาลอังกฤษสามารถตัดงบประมาณในการสร้างสถานีตำรวจและจ้างตำรวจเพิ่มเติม และนำเงินนั้นไปพัฒนาศักยภาพและเป็นสวัสดิการตำรวจที่มีอยู่ เรียกว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับกฎหมาย โดยเปลี่ยนจากใช้คนเป็นหลัก มาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เหมือนกับมีโรโบคอป มาช่วยเลย อย่างนี้ประเทศไทยพอจะมีหวังจะได้เห็นบ้างไหมครับ

ต่อตระกูล: มีสิ ขณะนี้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) โดยคณะอนุกรรมการการป้องกันการทุจริต ที่พ่อเป็นประธานฯ กำลังจะเสนอให้ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับการทุจริตแทนใช้เจ้าหน้าที่ที่เป็นคน โดยเริ่มกับรถบรรทุกสิบล้อที่บรรทุกหนักเกิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขมานานหลายสิบปี ที่ผ่านมามาตรการต่างๆ เช่น ตั้งด่านชั่งน้ำหนักและการเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ตรวจวัดและตรวจจับ ก็ไม่ได้ผล ยิ่งอยู่ในที่ห่างไกล ยิ่งทำได้ยาก ดังนั้นมาตรการใหม่ที่จะนำเสนอให้รัฐบาลคือ การใช้อุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติผู้กระทำผิดบนทางหลวง โดยการใช้เครื่องตรวจสอบน้ำหนักขณะรถวิ่ง (Weight in motion: WIM)ตรวจรถที่บรรทุกน้ำหนักเกิน ระบบนี้จะซ่อนที่ชั่ง น้ำหนักรถบรรทุกไว้ใต้ผิวถนน เมื่อรถวิ่งผ่านก็จะรายงานผลชั่งน้ำหนักไปยังศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลการกระทำผิดบนท้องถนนหลวง จากทั่วประเทศไปรวมไว้ใจกลางกรุงเทพมหานครเลยทันที  และสามารถส่งข้อมูลนี้ไปที่ สตง. และ ป.ป.ท. พร้อมกันด้วย เพื่อการตรวจสอบภายใน ต่อไปกลุ่ม ผู้มีอิทธิพลในวงการรถบรรทุกคงลำบาก มากขึ้นหลายเท่าเพราะมีผู้รู้เห็นการ กระทำผิดหลายหน่วยงาน  จะวิ่งเต้นก็คงวิ่งไม่ทันความเร็วของอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถถ่ายรูปทะเบียนรถภาษาไทย แล้วแปลง เป็นตัวเลขป้ายทะเบียนแบบดิจิตอลที่สามารถค้นหาชื่อเจ้าของรถได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ใบสั่งและค่าปรับจะส่งไปถึงเจ้าของโดยทางเอสเอ็มเอสได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที

ต่อภัสสร์: ถ้าระบบนี้ใช้ได้จริงก็ดีมาก เพราะจริงๆ แล้วระบบแบบนี้สามารถใช้ตรวจสอบการทุจริตได้อีกหลายกรณีที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการทำงานของตำรวจเท่านั้น เพราะเมื่ออุปกรณ์สมัยใหม่สามารถตรวจวัดปริมาณทุกอย่าง ที่วัดได้เป็นตัวเลขแล้ว เราสามารถนำตัวเลขนั้นมาเปรียบเทียบกับรูปแบบและรายการหรือสเปกงานต่างๆ ของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ที่นำสินค้าเข้า  แทนการใช้เจ้าหน้าที่เปิดตู้สำรวจแล้วประเมินค่าภาษีศุลกากร การใช้รถติดเครื่องวัดความหนาของถนนวิ่งตรวจไปตามถนนทั้งสายที่สร้างเสร็จ เพื่อตรวจรับ ก็จะวัดความหนาถนนได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องเจาะแท่งคอนกรีตออกมาวัด การควบคุมหาบเร่แผงลอยที่ล้ำเขตเส้นที่ตีไว้ ก็ใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดชนิดที่ฉลาดขึ้น สามารถตีเส้นขอบเขตไว้ในจอหากมีคนหรือสิ่งของล้ำเส้นก็จะแจ้งไปยังสำนักงานเขตหรือให้ส่งสัญญาณดังออกมาเลยทั่วบริเวณนั้นก็ได้ หรือที่น่าทำมากคือการใช้กล้องวงจรปิดจับรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับขึ้นมาบนทางเท้า วิ่งเฉี่ยวคนเดินถนนอย่างน่ากลัว

ต่อตระกูล: ตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้ เป็นไปได้ทั้งสิ้น ดังนั้นเราต้องศึกษากรณีจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเสมอ และวิเคราะห์พิจารณาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับโครงการลักษณะต่างๆ และลักษณะการทุจริตที่ซับซ้อนของประเทศไทย

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไปล่าสุด »