คอลัมน์: เลาะรั้วเกษตร: เดือนแห่งความอาดูร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 00:00:53 น.
แว่นขยาย

เดือนตุลาคม สำหรับข้าราชการถือเป็นเดือน แห่งการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ บางหน่วยงาน อาจจะได้เจ้านายใหม่ มีนโยบายใหม่ๆ หรือโครงการใหม่ๆ มาให้ทำ แต่สำหรับปีนี้เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกใจหาย เป็นเดือนที่กลับมาสู่บรรยากาศของความโศกเศร้าอาดูรอีกครั้ง เพราะใกล้ วันที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9  ซึ่งกำหนดไว้ใน วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560

วันที่ 13 ตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว เป็นวันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย คนไทยทั้งประเทศ และคนไทยที่อยู่ใน ต่างประเทศคงไม่มีใครที่จะไม่เสียใจ คงไม่มีใครที่จะไม่โศกเศร้า คงไม่มีใครที่จะไม่ร่ำไห้ แม้บางคนจะไม่หลั่งน้ำตาให้เห็น แต่ก็ร่ำไห้อยู่ในอก เพราะ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9

นับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไป ขึ้นไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมเวลา 335 วัน ไม่มีสักวันที่บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังจะไร้ผู้คน มีแต่ประชาชนหลั่งไหลมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพ วันละหลายหมื่นคน แม้จะรอนานนับสิบชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ก็ไม่มีย่อท้อ ทุกคน ตั้งใจแน่วแน่ที่จะขอกราบพระบรมศพสักครั้ง ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์

ในจำนวนพสกนิกรกว่า 12 ล้านคน ที่มีโอกาสได้เข้ามากราบถวายบังคมพระบรมศพ มีชาวไทยภูเขาจำนวนไม่น้อยรวมอยู่ด้วย ชาวไทยภูเขาเหล่านี้ต่างยืนยันว่า พ่อหลวง ทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อหลวงสอนให้พวกเขาทำการเกษตร ปลูกพืชบนที่สูง ทั้งผัก ไม้ผล ไม้ดอก เป็นอาชีพที่ทำรายได้อย่างยั่งยืนมาจนทุกวันนี้

คนไทยบนพื้นราบเองก็ยืนยันเช่นกัน ว่า ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปฏิบัติ ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มีอาหารเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จากผลผลิตต่างๆ ในไร่นาของตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุข

เช่นนี้....ทำไมคนไทยจะไม่รักพระองค์

เดือนตุลาคม 2560 เป็นเดือนแห่งการเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งอันที่จริงได้เตรียมการมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบ 1 ปี โดยเฉพาะการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการตกแต่งบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะการตกแต่งพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของพระเมรุมาศ ซึ่งจะมีภูมิสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 อันได้แก่ โครงการพระราชดำริที่สำคัญ ๆ เช่น หญ้าแฝก ข้าว การทำแก้มลิงเก็บกักน้ำ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น ต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์ไว้ เป็นต้น

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้รับมอบหมายให้ปลูกข้าวในบริเวณ ดังกล่าว โดยมีการออกแบบแปลงนา ให้มีขอบคันนาเป็นเลขเก้าไทย กรมศิลปากรต้องการให้ข้าวที่นำมาปลูกในแปลงนานั้นเป็นพันธุ์ข้าว ที่มีกลิ่นหอม และแสดงถึงการเจริญเติบโตของต้นข้าวในระยะต่างๆ ตั้งแต่ต้นกล้า แตกกอ และออกรวง

กรมการข้าวจึงใช้กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ระยะต้นกล้า คือ พันธุ์ปทุมธานี1 เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก ถือเป็นข้าวพรีเมียมเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับระยะแตกกอใช้ข้าวขาวดอกมะลิ 105  เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมากถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ เป็นพันธุ์ข้าวที่สร้างชื่อเสียงให้ ผู้บริโภคในต่างประเทศรู้จักข้าวไทยเรื่องคุณภาพการหุงต้มที่อ่อนนุ่มและมีกลิ่นหอม

ส่วนระยะออกรวง ใช้ข้าวพันธุ์ กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80  เป็นพันธุ์ข้าวที่ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับข้าวมาก นับตั้งแต่ทรงรื้อฟื้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทรงปลูกข้าวในบริเวณสวนจิตรลดา ทรงแนะนำให้คนไทยบริโภคข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องมีประโยชน์ และทรงแนะนำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯในยุคสมัยหนึ่งว่า อย่างอื่นไม่ปลูกไม่เป็นไร แต่ข้าวต้องปลูก เพราะข้าวคืออาหารหลักของคนไทย

วันนี้ 13 ตุลาคม ครบ 1 ปี ที่ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ไม่มีสักวันที่คนไทยจะไม่คิดถึงพระองค์

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง