คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: ลุงแซมเดินสายขายของ

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 00:00:47 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

ตอนนี้ลุงทรัมป์กำลังเดินท่อมๆ อยู่แถวเอเชีย โดยสร้างตำนานความฮาและเสียงด่าในประเทศที่ไปเยือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทรัมป์เริ่มทริปทัวร์เอเชียเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน นอกจากกำหนดการทางการทูตและการค้าว่าจะไปเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว ลุงทรัมป์ยังปล่อยไก่ออกมาหลายเล้า เป็นที่น่าขายหน้าแก่บรรดาอเมริกันอย่างยิ่ง

ทรัมป์เยือนประเทศในเอเชียด้วยมาดเซลส์แมนขายของปากหวานเรื่อยเจื้อยแบบนกแก้วนกขุนทอง เวลาเอาใจลูกค้า ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ลุงทรัมป์ แวะเยือน แค่ก้าวแรกในเอเชีย เฮียทรัมป์ก็คำรามผยองพองขนในทำนองว่าลุงแซมนั้นเป็นตัวแทนแห่งคุณงามความดีเสรีประชาธิปไตยอย่างที่สุด ด้วยการปลุกใจทหารอเมริกันในญี่ปุ่นว่า

"ไม่ว่าเผด็จการประเทศใดก็ไม่ควรประเมินความเด็ดขาดของอเมริกาต่ำเกินจริง และอเมริกาจะ ไม่ยอมจำนนหรือเลิกราในการปกป้องประชาชน เสรีภาพ และธงอเมริกัน"

โถ..น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ลุงทรัมป์ ทำเป็นไร้เดียงสาสร้างภาพว่าลุงแซมนั้นแสนเก่งแสนดี ทั้งๆที่คนทั้งโลกด่ากันอึงคะนึงว่าลุงแซมคือนักฉกฉวย ผลประโยชน์จากชาวโลก เป็นพ่อค้าอาวุธและความตายโดยอาศัยประชาธิปไตยบังหน้า แต่ก็เอาเถอะ ในฐานะ ประธานาธิบดี พี่ทรัมป์คงต้องโชว์ออฟบ้างเป็นธรรมดา

จากนั้นก็ถล่มญี่ปุ่นทันทีว่าญี่ปุ่นนั้นทำให้ อเมริกาเป็นฝ่าย "ขาดดุลการค้าอย่างมโหฬาร" มานาน หลายสิบปี โดยเฉพาะรถยนต์อเมริกาไม่สามารถ ตีตลาดญี่ปุ่นได้เลย ตรงกันข้ามกับรถยนต์ญี่ปุ่นที่ เข้ามาครองตลาดอเมริกาอย่างยาวนาน แล้วก็ตามฟอร์มของลุงแกนั่นแหละที่พยายามตะล่อมกล่อมทุกทางเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบทางการค้า

จากนั้นทรัมป์กับเมลาเนียได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินี มิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ที่พระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียว แต่ที่ฮามากคือ แทนที่ทรัมป์จะคำนับสมเด็จพระจักรพรรดิ อย่างที่ควรทำ แต่กลับใช้สองมือเช็คแฮนด์กับพระองค์ ซึ่งทั้งโลกรู้ว่าวิธีเช็คแฮนด์ของทรัมป์คือการแสดงอำนาจเหนือคนอื่น เพราะทรัมป์มีวิธีเช็คแฮนด์ที่ แตกต่างไปจากคนทั่วไป

เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักการเมืองและผู้นำทั่วโลก เล่นเอาชาวโลกเบ้ปากด้วยความเอือมระอา เพราะทรัมป์ถือว่าเป็นแขกของรัฐบาลญี่ปุ่น การไปถึงประเทศเจ้าบ้าน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำตามธรรมเนียมเจ้าของบ้าน ผู้นำโลกทุกคนล้วนปฏิบัติตน เช่นนั้น แต่ทรัมป์ไม่ทำ ชาวโลกเลยต้องทำใจไปกับ ทรัมป์ แล้วแอบด่าลับหลังกันอึงคะนึง

ก่อนออกจากญี่ปุ่นก็มีการเสี้ยมเล็กน้อยว่า หากรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นบรรดาจรวดที่อาตี๋คิมทรงผมพิสดารแห่งเกาหลีเหนือขยันปล่อยตูมตามมาข่มขวัญ ก็ควรจัดการสั่งสอนเสียบ้างด้วยการยิงถล่มมันเลย ที่แสบไปกว่านั้นคือบอกว่าญี่ปุ่นสามารถสอยขีปนาวุธเกาหลีเหนือที่รุกล้ำเข้ามาในญี่ปุ่นได้เลยนะ หากว่าซื้ออาวุธจากอเมริกา นับวันยิ่งกลายเป็นเซลส์แมนจอมกะล่อนหนักขึ้นทุกที แล้วลุงทรัมป์จะเสี้ยมทำไมล่ะ บ้านก็อยู่ตั้งไกล แต่ดันเสี้ยมให้ชาวบ้านตบกัน.. แบบนี้จะดีหรือ..ลุง

จากนั้นลุงทรัมป์ก็สะบัดก้นออกจากญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ สมอปลาทองแบบลุงทรัมป์คงลืมไปแล้วว่าด่าแขวะอะไรประธานาธิบดีเกาหลีใต้ไว้บ้าง เพราะก่อนออกจากญี่ปุ่นก็ทวีตเสียหยาดเยิ้มเลยว่า

"พร้อมเดินทางไปเกาหลีใต้เพื่อพบกับประธานาธิบดี มุน แจ-อิน ผู้เป็นสุภาพบุรุษ"

วันก่อนยังทวีตด่าประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มุน แจ-อิน อยู่เลยว่าเอาใจเกาหลีเหนือเกินเหตุ เพราะเกาหลีใต้ ไม่ต้องการทำสงครามกับเกาหลีเหนือ ซึ่งก็เป็นการกระทำที่สมควรแล้วเพราะอย่างไรเสีย เกาหลีทั้งสองก็เคยเป็นประเทศเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน และกินอาหารแบบเดียวกัน หากมีการยั่วยุจนเกิดสงครามจริง อาตี๋คิมเด็กแว้น แห่งเกาหลีเหลือคงถล่มเกาหลีใต้ก่อนใครเพื่อน แล้ว ไอ้มหามิตรมันก็คงใช้มุขเดิมๆ อ้างว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย จำเป็นต้องถอนกองกำลังทหารเปิดตูดกลับอเมริกา

แต่พอไปถึงจริงๆ แล้ว ลุงทรัมป์ก็ทำตัวเดิมๆ คือกร่างใส่ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม จนคนเกาหลีอดเครียดไม่ได้ว่า สงครามน้ำลายระหว่างทรัมป์กับ คิม จอง-อึน ผู้นำโสมแดง อาจจะทำให้วันหนึ่งระเบิดอาจพุ่งมาชนหลังคาบ้านตัวเอง แล้วคงเดือดร้อนกันทั่วหน้า ทั้งเกาหลีเหนือเกาหลีใต้

หลังจากใช้กลยุทธ์การขายแบบจัดหนักให้เกิดความปอดแหก ลุงทรัมป์ก็ได้ปิดจ๊อบขายอาวุธกับโสมขาว เพราะเกาหลีใต้จะซื้ออาวุธของสหรัฐฯ ปริมาณมาก ไม่ว่า จะเป็นเครื่องบิน ขีปนาวุธหรืออื่นๆ โดยการซื้อหนนี้ถูกระบุ ว่า "จำเป็นต่อการป้องกันประเทศ"

พอขายอาวุธได้ก็อวดศักดาทันทีด้วยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 3 ลำพร้อมด้วยกองเรือรบติดตามพร้อมแสดงแสนยานุภาพอวดคุณภาพสินค้าให้ชาวโลกเห็นเป็นขวัญตา และข่มเกาหลีเหนือไปด้วยในตัว การซ้อมรบ หนนี้ไปซ้อมกันแถวแปซิฟิกตะวันตกนั่นเอง แต่ลุงเองนั้นกลับปอดแหก แทนที่จะไปยังบริเวณหมู่บ้านปันมุนจอมซึ่งกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ กลับส่ายหน้าโบกมือ ไม่ยอมไปเสียดื้อๆ อย่างงั้นแหละ ทั้งๆ ที่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ขึ้นเครื่องบินไปรอต้อนรับลุงทรัมป์ที่นั่น เลยเท่ากับว่าประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ไปรอเก้อ จากนั้นก็สะบัดหน้าออกจากเกาหลีใต้ไป โดยไม่วายวางอำนาจข่มขู่เกาหลีเหนือ ว่าอย่าริอ่านลองดีกับลุงแซมเลยนะ อาตี๋คิม

คิดหรือว่าเกาหลีเหนือจะซดตังกุยจั๊บอยู่เงียบๆ ไม่หือไม่อือ กระทรวงต่างประเทศโสมแดงออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันใดว่า

"แถลงการณ์สะเพร่าของไอ้แก่โรคจิตอย่างทรัมป์ไม่ทำให้เกาหลีเหนือกลัวหรือหยุดยั้งการเดินหน้า แต่กลับทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า การส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างพลังอำนาจนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่ชอบธรรม อีกทั้งทำให้เกาหลีเหนือรีบเร่งบรรลุเป้าหมายพลังอำนาจนิวเคลียร์"

ปิดจ๊อบได้ ลุงทรัมป์ก็กระพือปีกไปดินแดนมังกร ทั้งที่ไปเยี่ยมบ้านเมืองคนอื่น แต่กลับไปแสดง มารยาททรามใส่อย่างน่าเกลียด ลุงทรัมป์เพิ่งจะ โชว์เหนือใส่ประธานาธิบดีสีเจิ้นผิงระหว่างที่เฮียสีพา ตาทรัมป์กับเมียเดินชมพระราชวังโบราณตระการตา

ระหว่างเดินๆ กันอยู่ ตาทรัมป์ก็ปากเสียอวดรู้แบบโง่ๆ ว่า ตนนั้นได้ยินมาว่าประวัติศาสตร์จีนย้อนกลับไปถึง 5,000 ปี เมื่อเฮียได้ฟังก็ยิ้มแล้วเขยิบเข้ามาใกล้เพื่ออธิบายเพิ่มเติมเป็นภาษาอังกฤษว่า

"คนจีนมีภาษาเขียนที่มีอายุ 3,000 ปี เราภาคภูมิใจมากกับมรดกตกทอด เด็กนักเรียน ของเราได้รับสั่งสอนแต่เล็กๆ ว่า ประเทศนี้เป็นหนึ่ง ในสี่อารยธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่"

แทนที่ลุงทรัมป์จะหุบปากเงียบๆ หรือไม่ก็ชมเชยเฮียสีตามธรรมเนียมแขกที่ดี เพราะเรื่องแบบนี้ถือเป็นมารยาทสังคมพื้นฐาน ลุงทรัมป์กลับโชว์เหนือว่า

"ผมคิดว่าวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าคืออียิปต์ที่มีอายุ 8,000 ปี"

เจอแบบนี้ เฮียสีถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เปลี่ยนจากภาษาอังกฤษที่ใช้มาเป็นภาษาจีนทันที คาดว่า คงหัวร้อนพอประมาณ โดยพูดจีนผ่านล่ามว่า

"อียิปต์เก่าแก่กว่าเล็กน้อย..แต่อารยธรรมที่ต่อเนื่องจนมาถึงอนาคตมีเพียงแค่จีน ประชาชนของเราเป็นคนพื้นเพ ผมสีดำ ผิวสีเหลือง สืบทอดต่อๆ กันมา เราเรียกตนเองว่าลูกหลานของมังกร"

ดูข่าวแล้วปวดตับกับลุงทรัมป์ จะไปแย้งหักหน้าเจ้าของบ้านทำไมเนี่ย หรือที่บ้านมารยาทไม่เคร่ง ถึงได้ทะลุกลางปล้องอย่างเสียมารยาทได้ขนาดนี้

แต่เมื่อมาดูผลการเจรจาพบปะแล้วอดหัวเราะไม่ได้ พญามังกรย่อมบินเหนือเมฆเป็นธรรมดา แม้ทรัมป์จะพยายามบีบให้เฮียสีทำตามที่ ตนเองต้องการ รวมทั้งคุยฟุ้งถึงข้อตกลงธุรกิจ เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่บันทึกความเข้าใจที่ไม่มีผลผูกพัน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีหรือไม่มีทาง พัฒนาเป็นสัญญาฉบับจริงได้เลย รวมทั้งท่าทีสนิทสนม กลมเกลียวต่อหน้าชาวโลก แต่ทั้งหมดเป็นแค่การ ยกยอปอปั้น จะยังไม่มีผลในทางสาระสำคัญเลย ออกจากดินแดงมังกร ลุงทรัมป์ก็บินไปเวียดนาม ในช่วงนั้นก็ทวีตถึงอาตี๋คิม คู่รักคู่แค้นว่า

"ทำไมคิม จอง อึน ถึงจะต้องดูถูกผมว่า แก่และบ้า ในเมื่อผมไม่เคยเรียกเขาว่า "เตี้ย..อ้วน เลยสักครั้ง เสียแรงทุ่มเทเพื่อจะได้เป็นเพื่อนกัน ใครจะไปรู้ว่าเรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต"

เอาอีกแล้วนะ ลุง ปากพาจนอยู่ตลอดเวลา แล้วลุงทรัมป์ก็ขยับมาฟิลิปปินส์ แต่การไปหาพี่ปินส์นั้น ไม่ได้หมูอย่างที่ลุงแกคิด เพราะยังไม่ทันไปถึงเลย ก็มีการเดินขบวนประท้วงการเยือนฟิลิปปินส์ครั้งแรกของลุงทรัมป์  มีการขึ้นป้ายผ้าหลาด่าตรงว่า "ต้านเผด็จการ จักรวรรดิอเมริกา ไม่เอาพวกปล้นสะดมเข้าประเทศ" หน้าสถานทูตสหรัฐฯประจำฟิลิปปินส์ ไม่ได้ยิ้มแย้ม แจ่มใสต้อนรับเหมือนชาติอื่น งานนี้มีฮาแน่ เพราะดูแล้ว ผู้นำปินส์นี่ก็กะล่อนไฟแลบแสบทรวงเหมือนกัน

คงต้องดูกันยาวๆ ว่าการเดินสายขายของของลุงแซมจะไปสิ้นสุดตรงไหน และหมู่เฮาชาวเอเชีย จะได้อะไรบ้างจากการเดินสายครั้งนี้ของลุงแซม นอกจากอาวุธและความกลัวว่าวันหนึ่งอเมริกากับ เกาหลีเหนือจะเปิดศึกยิงจรวดใส่กันไปมาจนกลายเป็น สงครามโลกอีกหน

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง