ตำนานรอยร้าว'เอลกลาซิโก้'

ข่าวกีฬา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2560 00:00:42 น.
บี แหลมสิงห์

ศึกเอล กลาซิโก้ หรือดาร์บี้แมทช์แห่งประเทศสเปน ระหว่าง"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด กับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ในวันเสาร์นี้

ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่โคจรมาปะทะกัน หลังจากมีเหตุการณ์ลงประชามติขอ "แยกประเทศ" จากความประสงค์ของทางฝั่งคาตาลุนญ่า

การต่อกรในเชิงสัญลักษณ์, ศักดิ์ศรี, ความเย่อหยิ่ง ในชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ ลงท้ายด้วยการที่ "ยังอยู่ด้วยกัน" เพราะเหตุการณ์มาพลิกล็อกตรงที่คนที่ลงมติต้องการแยก "คือคนกลุ่มน้อย"

แต่คนที่ออกมาประท้วงหลังจากเหตุการณ์ทำท่าจะ บานปลาย "คือคนกลุ่มใหญ่"
บทสรุปคือ ไม่มีใครต้องการแยกออกจากกัน

อย่างไรก็ตาม อย่าหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะ "ญาติดี" กันทั้งหมด เพราะที่ผ่านมามันมีอะไรที่บาดลึกฝังราก มากกว่า จะจบลงในชั่วเวลาเพียงข้ามคืน

โดยเฉพาะบันทึกในเรื่องของฟุตบอล.....ถือว่าโหดมากดังต่อไปนี้!!!!

ปี 1916 หนึ่งในนักเตะของเรอัล มาดริต ถูกลอบยิงเสียชีวิตที่แคว้นคาตาลุนญ่า แต่ก็ไม่มีการพบหลักฐานว่าถูกยิงด้วยสาเหตุใด

ปี 1930 เรอัล มาดริด แพ้ แอตเลติก บิลเบา ทีมจากแคว้นบาสก์ ปรากฏว่า ผู้ตัดสินเกมนั้นเป่าเข้าข้าง บิลเบา แบบค้านสายตา พอสืบทราบสถานที่เกิด ทุกคนจึงร้องอ๋อ เพราะแกมาจาก "คาตาลุนญ่า"

ปี 1936 โจเซฟ ซุนโยล ประธานสโมสรของ บาร์เซโลน่าใน ค.ศ.นั้น ถูกลอบสังหาร โดยเชื่อกันว่า เป็นหนึ่งในทหารของนายพลฟรังโก้ ซึ่งบางข้อมูลบอกว่าเป็นทหารของฝรั่งเศส

ปี 1938 ทางการของสเปน ได้ทิ้งระเบิดกลางอากาศใส่แคว้นคาตาลชุนญ่ายังผลให้พี่น้องชาวคาตาลันบาดเจ็บ และเสียชีวิตกว่า 3,000 ศพ พร้อมกับสร้างความเสียหายกับที่ทำการสโมสรบาร์เซโลน่า อีกด้วย

ปี 1943 การแข่งขันฟุตบอลรายการ "เจเนรัลลิสซิโม่" หรือ โกปา เดล เรย์ ในปัจจุบัน เป็นการเตะรอบรองชนะเลิศแบบเหย้า-เยือน ซึ่งเกมแรก เสมอกันที่บ้านบาร์ซ่า 1-1 แต่นัดที่ 2 เรอัล ถล่มแหลก 11-1 ซึ่งเกมนั้นมีการไล่เตะนักบอลบาร์ซ่าแบบเตะคนมากกว่าเตะบอล จนนักเตะบาร์ซ่าถอดใจเดินออกจากสนามไปก็มี

นักเตะเลือดคาตาลันระดับสุดยอดอย่าง โจเซฟ ซามิติเย่ร์ ถูกหลอกให้มาเล่นกับ เรอัล มาดริด โดยที่ ซานติอาโก เบอร์นาบิว ประธานทีมเรอัล เป็นผู้จัดการเรื่องนี้ด้วยการ นำเงินทองไปล่อ พอหลังจากมาเล่นได้ 2 ปี ก็ปล่อยออก จากทีม เพราะต้องการแค่ตัดกำลังบาร์ซ่า สุดท้าย ซามิติเย่ร์ ถูกลอยแพไปฝรั่งเศส

ปี 1951 ช่วงที่ ซามิติเยร์ อยู่ในฝรั่งเศส เขาทำ ทุกอย่างเพื่อตอบแทนทีมเก่าจากบาร์ซ่า และตอนนั้นเป็นสเกาท์ ของทีมไปเจรจา ลาสซ์โล่ คูบาล่า ดาวเตะฮังการี ที่ถูก เรอัล มาดริด หมายปองเช่นกัน แต่ ซามิเตเยร์ เกลี้ยงกล่อมได้สำเร็จ ก่อนจะพา คูบาล่า หนีสงครามเย็นและตัวแทนเรอัล มาดริด ไปทางทิศตะวันตก ก่อนจะจับเซ็นสัญญากับ บาร์ซ่า ได้สำเร็จ

อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ดาวเตะอาร์เจนตินา คืออีกหนึ่งชนวนสำคัญของฟุตบอลเกมแห่งการเมือง เพราะในปี 1953 เขาได้ตกลงมาเป็นนักเตะของบาร์ซ่าเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับเซ็นสัญญา แต่ นายพลฟรังโก้ กดดันให้สหพันธ์ฟุตบอลสเปน ออกกฎห้ามซื้อขายนักเตะต่างชาติ

บาร์ซ่า ดำเนินการเพื่อประท้วงเรื่องนี้ แต่ในขณะที่กำลังเดินเรื่อง ปรากฏว่า เรอัล มาดริด ก็ไปเซ็นสัญญากับ ดิ สเตฟาโน่ และจับเซ็นสัญญาไปดื้อๆ ก่อนจะมีการตัดสินจาก บอร์ดฟุตบอลเมืองกระทิงว่า ดิ สเตฟาโน่ เป็นนักเตะของ ทั้งสองทีม แต่จะต้องให้สิทธิ์ เรอัล มาดริด ไปใช้ก่อน 2 ปี จากนั้น ก็ค่อยไป บาร์ซ่า อีก 2 ปี แล้วค่อยเป็นอิสระ

ทำให้ บาร์ซ่า โกรธจัด ถอนทัพไปเพราะไม่เข้าใจ...อย่างนี้ก็ได้เหรอ!!!!
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง