คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: Bomb Cyclone... โดนกันทั้งอเมริกา

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 00:00:37 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

เพียงแค่อาทิตย์เดียวหลังปีใหม่ เฮียทรัมป์ ก็ไม่ลดราวาศอกในการสร้างปัญหาให้โลก นับตั้งแต่ป่วนปัญหาเยรูซาเล็มซึ่งทำให้ทะเลาะกันวายป่วงหนักกว่าเก่า สร้างความร้าวฉานทั้งแผ่นดินอาหรับ แถมสหประชาชาติยังไม่เล่นด้วย แต่ดูเหมือนว่าลุงแกจะไม่เข็ดหลาบแต่อย่างใด กลับยื่นปากไปแส่เรื่องร้อนๆ ในอิหร่านเพิ่มอีก ทั้งที่การประท้วงในอิหร่านดุเดือดเลือดพล่านมากจนมีคนตายไปนับสิบ

แทนที่จะอยู่เฉยๆ สงบปากไว้กินแฮมเบอร์เกอร์ ลุงกลับทวีตเสียดสีอิหร่านทำนองว่าอิหร่านเป็นประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้าย และละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมายแบบเกิดขึ้นรายชั่วโมง ขู่ว่าลุงแซมกำลังจับตามองอิหร่านอยู่นะ แถมตบตูด ว่าถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือลุงไป ยุ่งอะไรกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองคนอื่นเล่า เล่นเอา ประชาชนชาวอิหร่านโกรธจนตัวสั่น กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาตอบโต้ว่าทรัมป์ ควรหันไปให้ความสนใจกับคนเร่ร่อนและประชาชนผู้หิวโหยในอเมริกาดีกว่า

ดูเหมือนหนังหน้าลุงทรัมป์หนากว่าเกือกยี่ห้อใดในโลก แทนที่จะยี่หระ กลับหันไปล่อ ประเทศมุสลิมอีกประเทศหนึ่งแทนคือปากีสถานว่าเป็นชาติที่โกหกหลอกลวง และให้ที่กบดานแก่ ผู้ก่อการร้าย แล้วมาฟอร์มเดิมคือขู่ว่าจะตัดงบความช่วยเหลือ เล่นเอาปากีสถานนั้นเต้นผางถึงขึ้นเรียก เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบด่วนเลยทีเดียว

แต่ที่ฮาสุดในสายตาชาวโลกคือ การที่อาตี๋คิมออกมาประกาศว่าพร้อมกดปุ่มนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ ลุงทรัมป์ไม่ยอมน้อยหน้าในเรื่องนี้ ออกมาคุยโวลั่นโลกว่า "ปุ่ม" กดนิวเคลียร์บนโต๊ะทำงานทำเนียบขาวทั้งใหญ่และมีอานุภาพมากกว่าของ อาตี๋คิมเสียอีก และที่สำคัญปุ่มนิวเคลียร์ของ ทรัมป์นั้นใช้การได้ดีเลยแหละ

ชาวโลกที่เป็นเอเซียมุง แขกมุง คนดำมุง และฝรั่งมุงทั้งหลายอ่านข่าวนี้ไปก็หัวเราะกันพุงแทบแตก หู้ยยยย นี่ลุงโชว์เหนือมากไปหรือเปล่า แถมฟังดูแล้วมีความหมายระหว่างบรรทัดชอบกล ทำนองว่า "ของ" ลุงนั้นใหญ่กว่ายาวกว่าและยังใช้การได้แจ๋ว ฟังดูเหมือนไอ้พวกหนุ่มรุ่นกระทงอวดกันในห้องน้ำนักเรียนชายเลยนะเนี่ย

ในช่วงที่ชาวโลกกำลังหรรษาข่าวฮา รายวันกับลุงทรัมป์ มะริกันชนโดยเฉพาะคนที่อยู่รัฐ ทางตอนเหนือถึงกับฮาไม่ออก เพราะเจออากาศหนาว แบบวิกฤติและมาแบบจู่โจม เรียกว่ากระหน่ำเข้ามาหลังปีใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้ไม่มีเวลาตระเตรียมซื้อหาอาหารมาตุนไว้ท่ามกลางออุณหภูมิที่หนาวขนาด -40 เซลเซียส ลำบากกันทั่วหน้า เพราะเพิ่งจะฉลอง ปีใหม่กันอย่างชื่นมื่น แต่กลับเจอพายุหิมะกระหน่ำ จนออกนอกบ้านไม่ได้

ความวิปริตผิดปกตินี้กระจายลงไปถึงเท็กซัสและฟลอริด้า ทั้งที่สองรัฐนี้ไม่เคยมีหิมะเลย ฟลอริด้านี่ อากาศสบายๆ คล้ายเมืองไทยเรานี่แหละ แต่คนฟลอริด้า ต้องตระหนักตกใจเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่า ทั้งเมืองขาวโพลนไปด้วยหิมะ เล่นเอาชาวเมืองในรัฐ ฟลอริด้าตอนเหนือตื่นเต้นยกใหญ่โพสต์รูปอวดกันใน โซเชียลมีเดีย แต่คนอเมริกันทางตะวันออกเฉียงเหนือและมิดเวสต์ไม่ตื่นเต้นด้วย เพราะพายุหิมะที่ถล่มใส่ทำให้อุณหภูมิติดลบ -40 เซลเซียส ซึ่งอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตหากออกนอกบ้าน

หลายรัฐจ่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากพายุหิมะและอุณหภูมิติดลบ รวมทั้งรัฐที่ดิฉันอยู่ด้วย ลำพังแค่หิมะตกก็ลำบากพอตัวอยู่แล้ว เจอลมแรงและอากาศหนาวขนาด -40 เซลเซียสนี่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉิน ปิดถนนและปิดโรงเรียนกันเลย เพราะไม่มีใครสามารถไปไหนมาไหนได้ ผู้คนล้มป่วยกันระนาว รวมทั้งคนเขียน เพราะอากาศหนาวแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทุกปี แต่อากาศวิปริตแปรปรวนขนาดนี้เลยงอมพระรามกันทั่วหน้า

ความหนาวขนาดนี้ส่งผลให้น้ำตกไนแองการ่า กลายเป็นน้ำแข็ง หิมะโหมตกลงมาอย่างหนักในอัตราหลายนิ้วต่อชั่วโมง พายุหิมะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกขณะ ทั้งหมดนี้เป็นผลจาก "บอมโบเจเนซิส" (Bombogenesis) หรือ "ระเบิดสภาพอากาศ" (Bomb Cyclone) ซึ่งหมายถึงพายุไซโคลนความกดอากาศต่ำ ที่ปกติแล้วจะเกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ทุกช่วงฤดูหนาว เพียงแต่ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกปี และมวลอากาศอาร์กติกจะปกคลุมพื้นที่ 2 ใน 3 ของภาคตะวันออกและมิดเวสต์ตลอดสัปดาห์

ความหนาวเย็นจากแรงปะทะของลมส่งผลให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ถนนหลายสายมีน้ำแข็งปกคลุมทำให้ผู้คนนับหมื่นไม่มีไฟฟ้าใช้ กระทบต่อการเดินทาง ทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางถนน ทางเรือ ทางรถไฟหรือเครื่องบิน ท่ามกลางความหนาวเหน็บมีคนตายไปแล้วสิบกว่าคน เที่ยวบินถูกยกเลิกนับพันเที่ยว ที่น่ากลัวที่สุดคือ น้ำทะเล ซัดสาดขึ้นมาท่วมรถบนถนนและชายฝั่ง แล้วกลายเป็น น้ำแข็งทันที ทำให้รถจำนวนมากถูกฝังอยู่ในน้ำแข็ง ครึ่งคัน ต้องเร่งช่วยเหลือคนที่คิดค้างอยู่ในรถให้ออกมา

ในท่ามกลางวิกฤติและเดือดร้อนกัน ทั่วหน้าเช่นนี้ แทนที่ลุงทรัมป์จะทำหน้าที่ให้ประชาชนอุ่นใจ ลุงกลับทวีตข้อความแขวะทฤษฎี โลกร้อน โดยอ้างว่าคลื่นความหนาวเย็นที่พัดกระหน่ำภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้คือหลักฐานชี้ชัดว่าการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสนั้นถูกต้องแล้ว พลางตบท้ายให้สวมเสื้ออุ่นๆ แล้วลุงก็ไปสังสรรค์ลั้นลาในคฤหาสน์หรูของลุงต่อในฟลอริด้า

ทรัมป์เชื่อว่าทฤษฎีโลกร้อนเป็นแค่ คำขู่ลวงโลกของจีน จากนั้นก็นำอเมริกาถอนยวง ออกมาจากข้อตกลงภูมิอากาศปารีสเมื่อปี 2015 ว่าด้วยการลดไอเสียเพื่อขจัดต้นตอของภาวะโลกร้อน อันเป็นข้อตกลงที่สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันทางด้านสิ่งแวดล้อม 197 ประเทศทั่วโลกได้พร้อมใจกันลงนามรับรองข้อตกลง ดังกล่าวที่ปารีส เพราะนาทีนี้ทั้งโลกต่างรู้เรื่อง โลกร้อนอันเกิดจากภาวะเรือนกระจก จึงหันหน้า ปรึกษากันเพื่อร่วมมือในการลดก๊าซอันทำให้เกิด ปรากฏการณ์เรือนกระจก อันทำให้โลกมีอุณหภูมิ สูงขึ้น โดยประเทศที่ก่อปัญหาก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อันดับหนึ่งคือ จีน และอันดับสองคืออเมริกา ทั้งสองประเทศปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 40 เปอร์เซนต์ เรียกว่าแทบจะครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

แทนที่จะร่วมมือกับชาวโลก เพราะลุงแซมถือเป็นตัวการใหญ่ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พี่ทรัมป์ กลับหลังหันสุดตัวแล้ว ประกาศก้องว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นเพียง "การโกหกหลอกลวง" ที่จีนสร้าง ขึ้นมา เท่านั้นยังไม่สะใจโก๋ พี่ทรัมป์อยากชุบชีวิต อุตสาหกรรมถ่านหินของอเมริกาขึ้นมาใหม่ แม้ถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานที่สกปรกและสร้างมลพิษร้ายสำคัญก็ตาม ไม่ใช่เรื่องอะไร ในกอไผ่ ทรัมป์มีหุ้นอยู่ในธุรกิจน้ำมันและถ่านหินนั่นเอง

จากนั้นก็เดินสะบัดก้นถอนยวงออกจากข้อตกลงภูมิอากาศปารีส ปี 2015 ที่ทั้งโลก ร่วมมือกันแก้ปัญหาโลกร้อน ท่ามกลางเสียงด่าระงมจากชาวโลก

ความผิดปกติของสภาวะอากาศไม่ว่า ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับกิจกรรมของเราทุกคนทั้งสิ้น การที่ทรัมป์ ออกมาทำเนียนว่าการที่อากาศหนาวจัดผิดปกติไม่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแสดงให้เห็นถึงความไม่มีภาวะผู้นำอย่างร้ายแรง และเพิกเฉยต่อประชาชนในประเทศตนเอง แต่เชื่อว่าลุงแกคงไม่ให้ความสำคัญกับความเป็นความตายของ ประชาชนมากเท่าตัวแกเองหรอก เพราะนาทีนี้ ลุงทรัมป์กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับหนังสือบางเล่ม ที่มีคนเขียนแฉ "สันดาน" ทรัมป์ในทำเนียบขาว เล่นเอาลุงดิ้นเร่าๆ ออกมาด่าทอคนเขียนไม่เว้นแต่ละวัน พลางยกตัวเองว่าเก่งที่สุดฉลาดที่สุดในสามโลก คนอเมริกันและชาวโลกจะคาดหวังอะไรกับผู้นำเส็งเคร็งเช่นนี้ได้ นอกจาก "ทำใจ"

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง