'โด้VSเนย์มาร์'บิ๊กแมทช์แชมเปี้ยนส์ลีก หงส์ผ่ากลาง!'เฮนโด้'คืนทัพบุกฝอยทอง

ข่าวกีฬา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:29 น.

การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ประจำคืนวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้ มีการดวลแข้งกัน 2 คู่ ในเวลา 02.45 น. "ราชัน ชุดขาว" เรอัล มาดริด แชมป์เก่าแห่งสเปน ซึ่งเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ทำศึกบิ๊กแมทช์กับ "หอคอยฝังเพชร" ปารีส-แซงต์ แชร์กแมง ทีมดังฝรั่งเศส ที่ซานดิอาโก เบอร์นาบิว

เจ้าถิ่นไม่มี ดานี่ คาร์บาฮาล แบ๊กขวาตัวจริงที่ติดโทษแบน ทำให้ นาโช่ จะได้ยืนตัวจริงแทน ที่เหลือไม่มีปัญหา ราฟาเอล วาราน เล่นเซ็นเตอร์แบ๊กคู่กับ เซร์คิโอ รามอส โดยมี โทนี่ โครส คุมจังหวะเกม ลูก้า โมดริช ลากเลื้อย และคาเซมิโร่ คอยตัดเกม ส่วนแกนรุก คริสติอาโน่ โรนัลโด้ เล่นร่วมกับ คาริม เบนเซม่า และแกเร็ธ เบล

ทางด้าน เปแอสเช ต้องปรับทัพเกมรุกเนื่องจาก เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าตัวกลั่นเจ้าของสถิติยิงสูงสุดของสโมสร บาดเจ็บสะโพกอดเล่น ทำให้ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ถูกดันไปยืนหน้าตัวเป้า โดยมี เนย์มาร์ ดาวเตะ 200 ล้านปอนด์เป็นจอมทัพ ซึ่ง อูไน อเมรี่ กุนซือพร้อมส่ง อังเคล ดิ มาเรีย กับ ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า อดีตนักเตะของเรอัล มาดริด ลงเยือนรังเก่าด้วย

ขณะที่ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์ 5 สมัย จะบุกไปเยือนเอสตาดิโอ โด ดราเกา ของ "พญามังกร" เอฟซี ปอร์โต้ แชมป์ 2 สมัย ถือเป็นการโคจรมาเจอกันของสองทีมที่ได้แชมป์ต่อเนื่องกันคือ ปอร์โต้ ปี 2004 และลิเวอร์พูล ปี 2005

เจ้าถิ่นไม่มี อีวาน มาร์กาโน่ ปราการหลังที่ฟิตไม่พอ และฟาเบียโน่ ที่เจ็บยาว รวมถึง เฟลิเป้ มอนเตยโร่ ที่ติดโทษแบน โดยห้องเครื่องชุดนี้มี แซร์โจ้ โอลิเวยร่า กับ เอคตอร์ เอร์ราร่า เดินเกม ส่วนกองหน้า ฟรานซิสโก้ "ติควินโญ่" โซอาเรส กับ มุสซ่า มาเรก้า น่าจะได้สตาร์ทตัวจริง เนื่องจาก แวงซองต์ อบูบาการ์ ดาวยิงสูงสุดของทีม ที่ยังฟิตไม่เต็มถัง น่าจะสตาร์ท ที่ม้านั่งสำรองไปก่อน

ฝั่ง "หงส์แดง" ไม่มี เอ็มเร่ ชาน มิดฟิลด์คนสำคัญที่ลงเล่นต่อเนื่องมากว่า 11 นัด ที่ติดโทษแบน ทำให้ต้องปรับทัพส่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ได้พักจากนัดชนะ เซาแธมป์ตัน ลงเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง เช่นเดียวกับตำแหน่งแบ๊กขวา เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้เล่นต่อไปเพราะ โจ โกเมซ กับ นาธาเนี่ยล ไคลน์ ยังไม่พร้อมลงเล่น ส่วนแนวรุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นความหวังในการถล่มประตูร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

สำหรับ ปอร์โต้ ฟอร์มกำลังดุดันชนะในถิ่น 9 จาก 10 เกมหลังสุด และนับตั้งแต่แพ้ อาร์เบ ไลป์ซิก ในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยแพ้ใครในเวลาอีกเลย ยกเว้นการพ่ายจุดโทษให้กับ สปอร์ติ้ง ในเกมตัดเชือกฟุตบอลถ้วย เมื่อเดือนก่อน ส่วนสถิติการเจอกัน 4 นัด ลิเวอร์พูล เหนือกว่าด้วยการชนะ 2 เสมอ 2 ยิงได้ 7 เสียให้ ปอร์โต้ ไปแค่ 2 ลูกเท่านั้น

ADVERTISEMENT