คอลัมน์: แตกใบอ่อน: แค่รณรงค์คงไม่พอ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2561 00:00:56 น.
มะลิลา

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับวันคุ้มครองโลก "Earth Day" เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้มีการกำหนดหัวข้อรณรงค์เหมือนกันทั่วโลก คือ "End Plastic Pollution" หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า "หยุดมลพิษจากพลาสติก" ซึ่งสาเหตุที่นำประเด็น "ขยะพลาสติก" มาเป็นประเด็นหลักของการรณรงค์ปีนี้ ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาปริมาณ "ขยะพลาสติก" ทั่วโลกที่รุนแรงจนกลายมาเป็น "วิกฤติ" สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

เพราะไม่เพียงแต่จะมีขยะพลาสติกอยู่กลาดเกลื่อนอยู่ตามพื้นดิน ตามถนน หรือตรอก ซอก ซอยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งในที่ประชุม "เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม" ครั้งล่าสุด ระบุว่ามีการตรวจสอบพบขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลกมากถึง 150 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นปีละ 8 ล้านตัน

โดยคาดว่า ภายในปี 2592 จะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทรเสียอีก!

จากข้อมูลของ "โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ" หรือ UNEP  ระบุว่า แต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกรวมกันมากถึง 5 แสนล้านใบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นพลาสติกแบบ "ใช้ครั้งเดียวทิ้ง" จึงทำให้แต่ละปีมีปริมาณขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดไหลลงสู่ทะเลถึงกว่า 13 ล้านตัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทะเลและสัตว์ทะเล

และประเทศไทยก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุดในโลก

ขณะที่ "กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม" ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด หรือปีละ 2 ล้านตัน โดยจำนวนนี้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยเพียงปีละ 0.5 ล้านตัน ดังนั้นหากนำตัวเลขปริมาณขยะในปี 2559 ที่ "กรมควบคุมมลพิษ" เพิ่งประกาศไป ซึ่งพบว่ามีอยู่ประมาณ 27.4 ล้านตัน ก็จะเท่ากับว่าเฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว เรามี "ขยะพลาสติก" เพิ่มขึ้นอีกถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน

ส่วนในเรื่องการจัดการขยะ กรมควบคุมมลพิษ บอกว่า ระดับเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมีการจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพเพียงแค่ประมาณ 23 แห่ง จากที่มีเทศบาลกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเทศบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการขยะได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการสะท้อนถึงเค้าลางความ "หายนะ" จากปัญหาขยะและขยะพลาสติกที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า หากวันนี้ไม่ทำอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่า การรณรงค์ให้คนไทยเรียนรู้การมี"วินัย" ในการจัดการขยะ และรู้จัก "ปฏิเสธ" ไม่รับถุงพลาสติกเวลาจับจ่ายซื้อของตามตลาด ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อต่างๆ ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ และต้องทำกันอย่างเข้มข้นทีเดียว แต่ขณะเดียวกัน ผมยังมองว่า เพียงลำพังจะมาหวังพึ่งการรณรงค์อย่างเดียว ในวันนี้อาจจะ ต้องถือว่า "ช้า" และไม่ทันการณ์ไปเสียแล้ว เพราะปัญหาขยะพลาสติกมันรุดหน้าไปเร็วมาก กว่าจะรอให้คนเข้าใจ รอให้คนมีจิตสำนึก อาจมีหวังที่ "ขยะ" จะล้นเมืองไปเสียก่อน

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเร่งพิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายเพื่อ "บังคับ" ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติก และการให้ร้านค้าเรียกเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า เป็นต้น

ของบางอย่างมัวแต่มะงุมมะงาหรามันก็ไม่มีประโยชน์นะครับ หากมันจำเป็นต้องเด็ดขาดมันก็ต้องทำ และผมมั่นใจว่า "คนไทย"ส่วนใหญ่จะเข้าใจและสนับสนุน

ปิดท้ายคอลัมน์ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ ขอแสดงความยินดีกับ "มนตรี บุญจรัส" ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ และ "บิ๊กบอส" บริษัทไทยกรีนอะโกร กับรางวัลนักบริหารดีเด่นแห่งปี 2561 สาขาบริหารและพัฒนาธุรกิจการเกษตร จากมูลนิธิเพื่อสังคมไทย ภายใต้โครงการ หนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน

คุณมนตรี ได้ชื่อว่าเป็น  คนหนึ่งในเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ และยังมีผลงานบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เขียนลงในหน้าเกษตร "แนวหน้า" มาอย่างต่อเนื่อง และแว่วมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารพิษตัวใหม่ และน่าจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ยังไงก็ขอให้ลองติดตามข่าวสารดีๆ ก็แล้วกัน

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง