ปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาฝ่ายเดียวที่เข้าสู่การพิจารณาโดยคณะกรรมการมรดกโลก ภายใต้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) กำลังเป็นชนวนความขัดแย้งที่ร้าวลึกกลายเป็นเผชิญหน้าที่ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา จนล่อแหลมอาจนำไปสู่สงครามได้ในอนาคต
หากเกิดปัญหาถึงขั้นใช้กำลังระหว่างไทยกับกัมพูชาจากปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารโดยกัมพูชาฝ่ายเดียวความผิดส่วนหนึ่งต้องโทษยูเนสโก ที่ปล่อยให้คณะกรรมการมรดก โลก พยายามเอนเอียงเล่นเกมตามความต้องการของฝ่ายกัมพูชา ทั้งๆ ที่ผิดหลักปฏิบัติและข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน เพราะลำพังตัวปราสาทพระวิหารซึ่งแม้จะเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก แต่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบตัวปราสาทเป็นดินแดนของไทย ซึ่งตามหลักเกณฑ์การกำหนดความเป็นมรดกโลกนั้นจะต้องมีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ทั้งสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ
ที่สำคัญหลักการสำคัญที่สุดของยูเนสโกก็คือ สร้างเสริมสันติให้เกิดขึ้นในโลก แต่สิ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกกำลังกระทำอยู่กลับเป็นการทำลายสันติภาพและสร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาจนอาจนำไปสู่สงคราม
ขณะเดียวกันแม้ปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาฝ่ายเดียวจะเป็นกรณีพิพาททางประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศที่ยืดเยื้อมานานหลายปี แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ก็คือ การขาดความกระตือรือร้นและการไม่ทันเกมปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายรุกทั้งทางด้านการทหาร การทูตมาตลอด จนสามารถล็อบบี้กรรมการมรดกโลกเสียงส่วนใหญ่ให้คล้อยตามความต้องการของกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยเดินเกมตามหลังอยู่ตลอดเวลา
ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้มีเข็มมุ่งที่จริงจังในปัญหานี้ตั้งแต่แรก ทำให้การวางแผนเดินเกมล่าช้าจนต้องมาแก้ปัญหาแบบฉุกละหุกแบบไฟลนก้น การมอบหมายแบ่งงานผู้รับผิดชอบอาจจะขาดความชัดเจน และใช้คนไม่ถูกกับงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบหมายให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนไปร่วมประชุมเจรจากับคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิลในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย ทั้งๆ ที่ นายสุวิทย์ ดูจะอ่อนเชิงในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ขณะที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ดูเหมือนจะมีบทบาทในเรื่องนี้น้อยไปหน่อย
หากเปรียบเทียบกับฝ่ายกัมพูชาแล้วผู้นำทุกหน่วยงานต่างหนุนช่วยซึ่งกันและกันเป็นหนึ่งเดียวและวางแผนเดินเกมอย่างจริงจัง โดยเป็นการเดินเกมแบบเป็นทีมสอดประสานกันตั้งแต่ระดับนโยบายคือ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ รวมทั้งผู้นำฝ่ายทหารที่ทั้งกดดันฝ่ายไทยและสร้างภาพในเวทีโลกด้วยการส่งกำลังมาประชิดและยั่วยุไทยอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่การล็อบบี้พาทูตชาติต่างๆ ลงไปดูพื้นที่รอบเขาพระวิหารด้วยตัวเอง
ข้อน่าสังเกตก็คือ ในยามที่ชาติบ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเสี่ยงที่จะถูกปล้นอธิปไตย แต่พรรคเพื่อไทยนอกจากจะไม่ออกมาแสดงบทบาทปกป้องอธิปไตยของชาติแล้ว กลับแสดงท่าทีปกป้องฝ่ายกัมพูชา โดยล่าสุด เสด็จพี่พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่จะฟ้องร้องกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไปยื่นหนังสือประท้วงการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกที่สำนักงานยูเนสโกประจำประเทศไทย
ความจริงบทบาทของพรรคเพื่อไทยที่ปกป้องกัมพูชาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ผ่านมา นักโทษชายแม้ว กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ก็วางแผนชักศึกเข้าบ้านสมคบกับ สมเอ็จฮุนเซ็นบ่อนทำลายรัฐบาลไทย อีกทั้งแถลงการณ์ร่วมรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาฝ่ายเดียวก็เกิดขึ้นในยุครัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณ
จากปัญหาเข้าพระวิหารที่เกิดขึ้นด้านหนึ่งคงจะเป็นบทเรียนสำหรับรัฐบาลที่จะต้องทบทวนข้อบกพร่องของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ควรแปรวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการรณรงค์สร้าง ความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยทั้งชาติแสดงพลังให้โลกได้รับรู้เพื่อต่อสู้กับศัตรูภายนอกและปกป้องอธิปไตยของบ้านเมืองอย่างถึงที่สุด ซึ่งกรณีเขาพระวิหารนี้หากรัฐบาลสามารถหล่อหลอมคนทั้งประเทศและต่อสู้จนประสบความสำเร็จจะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลพุ่งกระฉูดในทางกลับกันหากรัฐบาลหน่อมแน้มล้มเหลวจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำที่ฉุดความเชื่อมั่นในรัฐบาลทรุดฮวบลงทันที

