มาร์คขอบคุณ ปชช.และจนท.ทุกคนที่ ร่วมลุ้นกรณีปราสาทพระวิหาร ชี้อีก 1ปี

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553 21:36:11 น.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวถึง กรณีปัญหาปราสาทพระวิหารที่คณะกรรมการมรดกโลก เลื่อนการพิจารณาออกไป 1 ปี ว่าตนขอขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกคนที่แสดงออกถึงความรัก ความหวงแหนอธิปไตยของประเทศ ที่แสดงออกด้วยความเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบต่อจากการมีมติของคณะกรรมการฯ ตนขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เดินทางไปเพราะทุกคนทำงานหนัก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เป็นที่ชัดเจนว่า กัมพูชามีความมุ่งมั่นในการที่จะเดินหน้าในเรื่องของการที่จะจัดส่งแผนบนริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ของบริเวณปราสาทพระวิหารต่อมรดกโลก ขณะเดียวก็ชัดเจนขึ้นจากเอกสารของเขาเอง ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถที่จะใช้แผนที่ที่เป็นแผนที่ ที่มีปัญหามาโดยตลอด จนกว่าจะมีการจัดการในเรื่องจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งตัว MOU  ปี  2543 จะเป็นตัวจำกัดไม่ให้ทางกัมพูชาไปดำเนินการใช้แผนที่ ที่มีปัญหาไปอ้างอิงในการบริหารจัดการ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีความกังวลและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกระบวนการที่มักจะมีการวบรัด เช่นการส่งเอกสานกะทันหันไปจนถึงการมองข้ามความละเอียดอ่อน ในประเด็นเรื่องอธิปไตย และครั้งนี้ไทยเองได้แสดงออกอย่างชัดเจนทั้งในส่วนของรัฐบาลและประชาชน ตนคิดว่าทั้งหมด เป็นผลให้คณะกรรมการฯเลื่อนการตัดสินใจไป1ปี

“ผมเรียนว่าใน 1 ปีนี้เราสามารถที่จะเอาเอกสารที่ทางกัมพูชายื่นเข้ามามาศึกษาโดยละเอียด เพื่อที่จะมีความเห็นครบถ้วนรอบด้านต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยจะไม่เหมือนที่ผ่านๆมาว่า ในที่สุดก็ต้องไปต่อสู้อภิปรายกันโดยไม่มีเวลาที่จะเข้าไปดูในรายละเอียด แต่ครั้งนี้เรามีเวลา 1 ปี จากวันนี้ไป 1 ปีถึงการประชุมครั้งหน้าทุกหน่วยงานก็จะต้องพร้อมที่จะศึกษาข้อเสนอต่างของกัมพูชา ซึ่งเราไม่เคยมีโอกาสแบบนี้มาก่อน ก็ต้องทำให้ดีที่สุด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อตัวบันทึกข้อตกลง( MOU ) ปี 2543เป็นเครื่องสำคัญที่ทำให้กับพูชายอมรับว่าการจัดทำหลักเขตแดนยังไม่เสร็จ ก็จำเป็นที่จะต้องยึดถือตัวนี้ ตนทราบดีว่าบางคนอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากตน แล้ว เรียกร้องให้การยกเลิก จึงอยากให้เห็นเอกสารทจากทางกัมพูชาเอง และแนวการพิจารณาต่างๆน่าจะชัดเจน เพราะขณะนี้ MOU เป็นประโยชน์ต่อไทยอยู่ ในการที่จะป้องกันมาให้มีการรวบรัดในเรื่องของการมาบอกว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเขาสามารถบริหารจัดการได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามMOU

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าตามเจตนารมณ์ของ MOU นั้น การเข้ามาในพื้นที่ ที่ยังไม่สามารถที่จะกำหนดหลักเขตแดนได้ เป็นสิ่งที่ MOU บอกว่าไม่ให้ทำ ก็ต้องไปดำเนินการให้ตรงนี้มีความเข้มงวดกวดขันมากขึ้น เพราะฉะนั้นการตรวจสอบในเรื่องการมาตั้งชุมชน หรือมีคนเข้ามาอยู่ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการ โดยเบื้องต้นทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะได้ย้ำในเรื่องนี้เป็นขั้นแรกในการส่งสัญญาณให้ชัดว่า ไทยต้องการเห็นการเคารพเจตนารมณ์ของ MOU ส่วนในเรื่องการผลักดันชุมนชต่างๆนั้น ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องเข้าไปดูแล

เมื่อถามว่า กรณีที่มีการตัดถนนเข้าในพื้นที่ที่เป็นปัญหา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องถือว่า ตามMOUปี 2543 การกระทำการใดๆที่ไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาก็มีหนังสือประท้วงไปตลอด ซึ่งก็สั่งกระทรวงการต่างประเทศไปว่า ต้องประสานงานในพื้นที่ในเข้มงวดมากขึ้น

“อย่างน้อยที่สุดเดิมที่เรากังวลว่า ถ้าคราวนี้เขาผลักดันผ่านไปได้ก็จะมีตัวปัญหาคณะกรรมกมารหลายชาติเข้ามายุ่งวุ่นวายในพื้นที่และมติต่างๆในเวลานี้ไม่มีอะไรรองรับเลย เนืองจากเอกาสารทั้งหมดที่กัมพูชาเสนอยังไม่มีการพิจารณา ถือว่าเป็นส่งไปถึงตัวสำนักงานหรือฝ่ายเลขาเท่านั้นฯ ดังนั้นตรงนี้จะเป็นตัวช่วย เรามีเวลา 1 ปีในการดูข้อเสนอของเขา และระหว่างนี้จะสามารถบริหารจัดการพื้นทีได้ง่ายขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจกับ 1 ปีที่มีอยู่ว่าจะสามารถสู้ในเรืองต่างๆกับทางกัมพูชาได้แน่นอน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องทำกันเต็มที่เพราะตนคิดว่าเบื้องต้นสิ่งหนึ่งที่กรรมการหลายคนรับทราบคือ การผลีผลามที่จะไปดำเนินการในเรื่องนี้ในขณะที่หลักเขตแดนไม่ชัด สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือจากสถานที่ ที่มีคนไทยเที่ยวได้ แต่กลับมีการปะทะกันเกิดขึ้น เขาก็รับทราบชัดเจนขึ้น และที่ผ่านมาเราก็ทักท้วงไป เป็นหนังสือและการพูดคุยไม่เป็นทางการในช่วงการประชุมที่ผ่านมา ให้เขารับทราบถึงสภาพปัญหาจริงในพื้นที่ และความตรึงเครียดด้วย และการที่มีข้อตกลงที่ทางกัมพูชาก็ยอมรับว่ามันไม่สามารถที่จะมาปรับเปลี่ยนสภาพะพื้นที่ตรงนี้ได้จนกว่าจะมีการดำเนินการเสร็จสิ้นตามขั้นตอนของMOU ตรงนี้เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นที่เราจะต้องผลักดันทำความเข้าใจ

เมื่อถามว่า ในเรื่องเขตแดนเองก็ยังมีปัญหา เพราะคณะกรรมการปักปันเขตแดน(JBC)ยังไม่ได้รับทราบเรื่องผลการประชุม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตรงนี้เป็นกระบวนการของเรา เรามีกระบวนการของรัฐธรรมนูญ สภาฯ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ส่วนจำเป็นต้องประสานทางสภาฯเพื่อให้พิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วขึ้น หรือไม่นั้น ตนมองว่าต้องดูตามความเหมาะสม

เมื่อถามว่า แนวทางในการคุยกันทั้ง 2 ประเทศเพื่อที่จะบริหารจัดการร่วมกันมีทางเป็นไปไดหรือไม่นั้นนายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ก่อนจะมีเรื่องมรดกโลก ก็เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชน 2 ประเทศสามารถไปเที่ยวได้ และทั้ง 2 ฝ่ายก็ดูแลได้ ตัวปราสาทกับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องก็เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่เอง และไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเรื่องอธิปไตยของใคร และถ้าเกิดเดินตามนั้นได้จะเป็นผลดี และเมื่อมีเรื่องมรดกโลก ตนเข้าใจว่าทางกัมพูชาพยายามที่จะผลักดันตรงนี้เพื่ออ้างความชอบธรรม และดึงเอาชาติต่างๆเข้ามาเพื่อจัดการตรงนี้ทั้งหมด ขณะนี้เห็นได้ชัดว่ายังไม่สามารถผลักดันให้คืบหน้าได้

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ ที่มีหลายประเทศสำคัญอยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุนกัมพูชาในเรืองดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนคิดว่าจากการที่มีมติของคณะกรรมการมรดกโลกออกมาเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เรายังสามารถโน้มน้าวให้เขาเห็นข้อเท็จจริงจากมุมมองของฝ่ายไทย และทางประธานและคณะกรรมการก็มองเห็นว่าไม่วสามารถเดินทางตามแนวทางที่เขาคิด หรือ กำหนดล่วงหน้ามาได้

เมื่อถามว่าที่มีข่าวว่าจะผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้หมายความเช่นนั้น ไม่ได้พูดอย่างนั้น พูดแต่ว่า  เราน่าที่จะทบทวนและให้กัมพูชาไปทบทวนว่าสิ่งที่เขาพยายามผลักดันนั้นจะเป็นปัญหาที่วุ่นวายมากและเขาต้องยอมรับและตระหนักถึงข้อจำกัดของวิธีการที่เขาทำอยู่ และอยากให้ทุกคนอยู่กับความเป็นจริง

เมื่อถามว่าจะถือโอกาสหารือหรือคุยกับ สมเด็จฮุนเซน  นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาหรือไม่ นายอภสิทธ์ กล่าวว่าที่ผ่านมาก็พบปะกันก็พูดจากันดี เดิมทีมีการพูดกันชัดว่าควรหลีกเหลี่ยง การปะทะ และควรที่จะแยกแยะปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ออกมาจากความสัมพันธ์ในภาพรวม แต่หลังจากมีเหตุ หรือ ปัญหาอื่นแทรกเข้ามาทำให้มีผลกระทบในการดำเนินความสัมพันธ์ต่างๆ เฉพาะที่คุยในเรื่องกรมลุ่มแม่น้ำโขงก็เป็นไปด้วยดี  เดือนก.ย.ก็ต้องพบกับท่านที่รัสเซีย

เมื่อถามว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เข้าพบได้ฝากอะไรไปบ้างนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าได้ย้ำไปว่า ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ต้องไปย้ำแนวทางว่า ต้องให้เป็นตามเจตนารมณ์MOU ปี2543 โดยเฉพาะปัญหา ที่มีการเอาชุมชุนหรือคนลุกล้ำเข้ามา กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นหน่วยแรกก่อนที่เดินไป เพื่อแก้ปัญหานี้  ส่วนการคุยกับสมเด็จฮุนเซน คงต้องรอดูทางกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง