คำถามและคำตอบกับ เจค ที. ออสติน, อาบิเกล เบรสลิน (เฮลีย์), จอช ดูฮาเมล (แซม),แซ็ค เอฟรอน (พอล), เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้ (โคมินสกี้), ลีอา มิเชล (เอลิซ),มิเชล ไฟเฟอร์ (อินกริด), ฮิลารี่ ชแวงค์ (แคลร์), แกร์รี่ มาร์แชล (ผู้กำกับ)และ แคทเธอรีน ฟูเกต (ผู้เขียนบทภาพยนตร์)
คำถาม: สวัสดีปีใหม่ทุกคน จอช ในภาพยนตร์คุณมีช่วงเวลาที่ดีเพียงสั้นๆ กับสุนัขในภาพยนตร์ สุนัขดัชชุนของคุณเป็นไงบ้าง?
จอช ดูฮาเมล: มันไม่ค่อยเหมือนสุนัขนะ เหมือนกับต้นไม้ เขาชอบนั่งอยู่ตรงนั้นดัชชุนเป็นสุนัขที่ดีนะ มีตลอฟทำอะไรช้าลงแล้วเดี๋ยวนี้ แต่เขายังร่าเริงและตะกละอยู่
จอช ดูฮาเมล: มีตลอฟ
จอช ดูฮาเมล: มีตลอฟ กับ โซอี้
ฮิลารี่ ชแวงค์: โซอี้เหมือนกับ ‘อะไรนะ? ฉันไม่ได้ถูกเรียกว่าเกรวี่ด้วยซ้ำ?’
จอช ดูฮาเมล: เปล่า ผมตั้งชื่อให้เธอ ภรรยาของผมตั้งชื่ออีกตัวนึง เธอมีจินตนาการสูงกว่าผม
คำถาม: มิเชล ทุกๆ อย่างที่ตัวละครของคุณทำลงไปในภาพยนตร์ อะไรเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?
มิเชล ไฟเฟอร์: ขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็ไม่น่ากลัวหรอกเพราะฉันขี่เองจริงๆ ฉันคิดว่ามันมีหลายอย่างที่มีองค์ประกอบของความท้าทาย
มิเชล ไฟเฟอร์: สภาพอากาศก็ส่วนหนึ่ง ปาปาราซซี่ก็มากันอย่างหนาแน่นและมาอยู่ในฉากด้วย แกร์รี่ต้องคอยบอกแซ็คและฉันให้อยู่ห่างจากกำแพงตลอดเวลา
คำถาม: คุณช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยว่า การรับบทแสดงที่ไม่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษมันเป็นยังไง?
มิเชล ไฟเฟอร์: อันที่จริงฉันแสดงบทแบบนั้นเยอะมาก ฉันชอบบทแบบนั้นมากเลยนะ ฉันคิดว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่ฉันรัก มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันรักที่สุดในการแสดงเลยที่จะสวมบทที่โดดเด่นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันเกิดความสนใจ และได้ลองจินตนาการว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นยังไงที่ต้องอาศัยอยู่ในนิวยอร์คซิตี้ตลอดปีนี้ และไม่เคยไปที่เหล่านี้เลย นั่นแหละคือจุดที่ดึงดูดฉัน
คำถาม: อาบิเกลล คุณเคยมีการพูดคุยกับพ่อแม่ของคุณแบบที่ตัวละครของคุณคุยกับแม่ของเธอเรื่องการโอนอ่อนข้อบังคับมั้ย? หรือพ่อแม่ของคุณเป็นคนสบายๆ ที่คุณจะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ?
อาบิเกล เบรสลิน: ไม่นะ พ่อแม่ฉันเป็นคนสบายๆ เขาปล่อยให้ฉันทำอะไรหลายอย่าง แต่ฉันเคยพูดขึ้นมาวันหนึ่ง ฉันไม่แน่ใจว่าแม่จะให้ไปฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไทม์สแควร์หรือเปล่า แล้วแม่ก็บอกว่า ‘เดาถูกแล้ว แม่ไม่ให้ไป’ ฉันไม่คิดว่ามันจะเกิดแบบนั้นขึ้นเร็วๆ นี้หรอกนะ
คำถาม: ใครเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายเป็นพิเศษในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าในชีวิตมั้ย? คืนนั้นเพียงคืนเดียวต้องมีความกดดันมากอยู่แล้ว
จอช ดูฮาเมล: ผมคิดว่าต้องคาดหวังน้อยๆ เข้าไว้
ฮิลารี่ ชแวงค์: ใช่เลย เวลาฉันเลิกหวังว่าคืนส่งท้ายปีเก่าจะสมบูรณ์แบบ รู้มั้ยเป็นการต้อนรับปีใหม่อย่างดี คือช่วงที่มันเริ่มเข้าท่า ฉันพบเสมอตอนที่เป็นเด็ก ฉันเฝ้ารอเพื่อจะไปเริ่มต้นปีใหม่ แล้วสุดท้ายก็ไปจบลงที่รถแล้วพูดว่า ‘ฮ่าๆ สวัสดีปีใหม่’ ทุกที
จอช ดูฮาเมล: ไม่ก็หลับตอน 4 ทุ่มครึ่ง
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมเคยจูบผู้หญิงที่ผมชอบมาก แล้วเธอก็หันไปจูบคนอื่นอีก 7 คน เลยไม่ใช่คืนที่ดีสักเท่าไหร่
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: คาดหวังน้อยๆ? ก็ถูกนะ และผมคิดว่าการกำหนดแบบนั้นนำไปสู่จินตนาการ จินตนาการนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ใหม่ ฉะนั้นการมีทุกอย่างที่เราต้องการปกติแล้วมันก็ไม่ดีหรอก เพราะสิ่งที่เราต้องการมันยังไม่ดีสำหรับเราซะทีเดียวแต่ก็ไม่หรอก มันก็เป็นเรื่องดีที่ได้ตื่นมาตอนเช้าและพูดว่า ‘วันนี้มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี’ ทำไมเราถึงชอบหรอ? เพราะโลกส่วนใหญ่ไม่มีแบบนั้น ผมโชคดีมาก ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลยผมมีคืนส่งท้ายปีเก่าที่เลวร้ายครั้งหนึ่ง เพราะผมคาดหวังอะไรจากมันไงดูสิ ผมเคยเป็นนักดนตรีแจ๊ส ผมก็เล่นดนตรีกับวง 5 คน ตอนนั้นเป็นวันที่มีทั้งเทือกเขาและถ้ำก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าโลกใบนี้เป็นทรงกลม [หัวเราะ] และเราก็มีวงดนตรีแจ๊สที่รับรู้กันได้เลยว่า มีใครเคยได้ยินชื่อวง Cal Tjader บ้าง?
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: ใช่ คุณรู้จักวง Cal Tjader ที่มีเปียโน, มีความรู้สึก, การเต้นคองก้า, เบส, ทิมเบลส์เป็นวงที่เท่ห์และเจ๋งมาก และเราก็มีการแสดงดนตรีแจ๊สกัน เทศกาลคืนส่งท้ายปีเก่ามีการแสดงดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ และค่าจ้างของเราคือ 50 เหรียญ เราจึงไปยังสถานที่ที่เรียกว่ากรีนวิช รัฐคอนเน็คติคัท เราแสดงดนตรีแจ๊สรอบนิวยอร์คซิตี้บริเวณรอบเมืองหลวง และผู้คนรู้วิธีการเต้น 2 คนแบบที่พูดถึงกันที่นิวยอร์ค รู้ใช่มั้ยเต้น 2 คนหมายถึงอะไร? นั่นแหละฉะนั้นเราเดินทางไปที่กรีนวิช รัฐคอนเน็คติคัท เราไปถึงแล้วเราก็แสดงดนตรีแจ๊ส มีการเต้นรำจังหวะแมมโบ้ด้วย มันเป็น The Trolley Song ที่มีการเรียบเรียงได้ค่อนข้างเจ๋ง และอัลเฟรดผู้เล่นเปียโนก็พูดว่า ‘พวกเขาเหมือนภาพสีน้ำมันที่จ้องมองเราเลย’ เราก็รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ที่แคนซัส โตโต้ อีกต่อไป ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่ฮาร์เล็ม
ผมเลยพูดว่า ‘เราทำไงกันดี? ผมกำลังเล่นเพลงของเราได้ที่เลยนะ’ ไม่มีใครเต้นแท็ป ไม่มีเลย พวกเขาได้แต่จ้องมาที่เราจนกระทั่งสุดท้ายอัลเฟรดพูดว่า ‘เอาล่ะ จงเอาไม้กวาดออกมา คนเล่นทิมเบลก็เลยเอาไม้กวาดออกมา เราเริ่มเล่นเลพง Lawrence Welk ทุกคนก็เต้นรำกัน แต่สุดท้ายแล้วในช่วงเย็นตอนที่พวกเขาเล่นสนุกเกอร์กัน พวกเขาก็เข้าแถวเต้นคองก้า ซึ่งเป็นอะไรที่ล้าสมัยที่สุดแต่เป็นที่นิยม พวกเขาจะเต้นอะไรก็ได้หมดผู้คนมักจะไม่อยู่ในความประพฤติที่ดีโดยเฉพาะช่วงปีใหม่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกผิดหวัง
คำถาม: แกร์รี่ เราอยากถามคุณเรื่องความท้าทายในการสร้างหลากหลายเรื่องราวที่มีนักแสดงหลายคนที่มีความต้องการและตารางการทำงานที่ต่างกันหน่อย?
แกร์รี่ มาร์แชล: นี่เป็นครั้งแรกที่นักแสดงเหล่านี้มาพบกัน เพราะพวกเขาไม่ได้แสดงฉากเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่น่าตกใจมากคือพวกเขาสามารถแสดงทุกอย่างได้ค่อนข้างดีอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นใครก็ตามที่มาเข้าฉากเราก็ถ่ายทำและก็ติดตามเรื่องราวของพวกเขา ผมเคยร่วมงานกับบางคนมาก่อนและบางคนก็ร่วมงานเป็นครั้งแรก เราสื่อสารและเข้ากันได้ดี ผมว่าสิ่งสำคัญที่ผมต้องทำคือการกอดพวกเขา ไม่ใช่เพราะผมมีความน่าดึงดูดมากหรอกนะ แต่พวกเขาหนาวจนแข็งต่างหาก เรากอดกันบ่อยมาก นั่นล่ะเป็นสิ่งสำคัญเลย
เจค ที. ออสติน: ทุกคนวิเศษมาก คนแรกเลยคือโรเบิร์ต เดอ นีโร เพราะเขาเป็นนักแสดงในดวงใจ เป็นคนที่เราพยายามทำตามแบบเขา ผมว่าเขาเป็นคนที่เราอยากจะเป็น เรียกว่าเดินตามรอยเท้าเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นสำหรับผมมันคือเรื่องเหลือเชื่อเลย
คำถาม: นักแสดงช่วยพูดอะไรสัก 2-3 คำถึงนักแสดงที่คุณแสดงด้วยได้มั้ย? มีเรื่องที่ดีหรือไม่ดีในการทำงานร่วมกับพวกเขาบ้าง?
เจค ที. ออสติน: อาบิเกล เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก คุณเป็นผู้หญิงน่ารักมากนะรู้มั้ย
เจค ที. ออสติน: ไม่มีอะไรน่าอึดอัดเลย ไม่มีอะไรผิดปกติ มันเป็นบรรยากาศที่ดีเยี่ยม เนื้อเรื่องของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก เป็นเด็กที่อยู่ในวัยของพวกเรา ลูกพี่ลูกน้องของผมก็อยู่ในหนังด้วย อันที่จริงมันเหมือนงานปาร์ตี้เลย
ฮิลารี่ ชแวงค์: ฉันมีเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง ฉันได้แสดร่วมกับโรเบิร์ต เดอ นีโร ซึ่งสำหรับฉันแล้วเขาคือคนที่ฉันอยากแสดงด้วยก่อนที่ฉันจะตาย เขาเป็นคนแรกที่ฉันต้องแสดงด้วยก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง ฉันเลยต้องตรวจสอบมันและฉันต้องแสดงฉากดราม่าเป็นส่วนใหญ่ด้วย อย่างที่คุณรู้ว่าฉันต้องตายในหนังอยู่แล้วเป็นปกติ ฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูเครดิตเลย
และการได้ร่วมงานกับแกร์รี่ มาร์แชลในหนังคอมเมดี้ พวกเขาใช้เวลาทำงาน 3 สัปดาห์แล้วฉันถึงเข้ามาแสดง ฉันคิดว่า ‘ตายแล้ว อะไรกันเนี่ย บรรยากาศเป็นยังไงกัน? ฉันจะเป็นเพียงคนเดียวที่แตกต่างจากคนอื่นหรอ?’
ฉันต้องไปเข้าฉากและหลังจากนั้นครึ่งวัน ฉันไปเข้าฉากแล้วฮาลลี่ เบอร์รี่กับโรเบิร์ตก็เข้ามาที่ห้อง พวกเขาต้องแสดงกันในช่วงเช้าทั้งหมด พวกเขามีบทของเขาที่ต้องแสดงส่วนฉันก็เหมือนคนนอกของที่นี่ ฉันไม่รู้จักทีมงานหรืออะไรเลย ฉันเข้ามาและก็พยายามสัมผัสความรู้สึกของบรรยากาศให้ได้ก่อนที่จะทำงาน ฉันเดินเข้ามาแล้วโรเบิร์ตก็อยู่บนเตียง เขานอนอยู่แล้วฉันก็ได้ยินการวางแผนของเขา เราได้ยินทุกอย่างเกี่ยวกับโรเบิร์ต เดอ นีโรที่เขาวางแผน นี่เป็นหนังคอมเมดี้แต่ตัวละครของเขาต้องป่วย ฉันก็ไม่ได้อยากไปยุ่งเรื่องของใคร เขานอนอยู่ตรงนั้นพอเขาเห็นฉันเขาก็หลับตาลง ฉันคิดว่า ‘ว้าว เขากำลังบอกฉัน เหมือนเราสื่อกันได้ตอนนั้นเลย เราสื่อถึงกันระหว่างฉันกับแผนการของเดอ นีโร’ แล้วฉันก็เริ่มเกิดมีรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดนึง ต่อมาฉันรู้ว่าเขาตั้งใจพูดว่า ‘อะแฮ่ม มีใครกินกาแฟตรงนั้นหรือเปล่า?’
แล้วฉันก็คิดว่า ‘โอ้พระเจ้า เขาหลับอยู่นี่’ จริงๆ แล้วเขาอยู่บนเตียงตลอดวันเลยใช่มั้ย?
ฮิลารี่ ชแวงค์: เขางีบอยู่! ดูสิถ้าฉันหลับทั้งวันก็เหมือนฉันงีบเหมือนกันสิ แต่ฉันคิดอะไรอยู่คุณรู้ใช่มั้ย! นั่นล่ะ แต่การมีโอกาสได้ร่วมงานกับเขาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันมากเลย
คำถาม: ลีอา ตาคุณแล้ว
ลีอา มิเชล: ฉันต้องแสดงร่วมกับแอชตัน ฉันต้องติดอยู่ในลิฟต์กับเขา 2 อาทิตย์ เป็นอะไรที่เยี่ยมไปเลย
ลีอา มิเชล: และเขาก็เป็นคนตลก ฉัน ‘ถูกดูถูก’ อยู่ 2-3 ครั้ง แต่เขาเป็นคนที่ฉลาดมากและคุยได้ทุกเรื่องในโลกนี้ ซึ่งฉันไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เขาพูดประมาณครึ่งหนึ่ง ฉันเลยต้องกลับบ้านแล้วหากูเกิลทุกอย่าง พยายามค้นคว้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกของเราเพื่อวันต่อไปจะได้มีเรื่องคุย
ลีอา มิเชล: เขาเปิดประตูทั้งๆ ที่สวมผ้าขนหนู เขาน่าจะสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยทั้งตัวและค่อยเปิดมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัว จริงมั้ย? นั่นแหละที่เขาทำ
ลีอา มิเชล: จริงด้วย
ลีอา มิเชล: ก็เป็นการดูถูกที่ดี
แกร์รี่ มาร์แชล: แล้วแอชตันก็ตัวสูงมาก สูงกว่าลีอา มีหลายช่วงมากที่บางฉากต้องเสริมความสูงเข้าไป เราอาจสังเกตได้ พวกเราร่วมงานกันได้เป็นอย่างดีทั้ง 3 คนเลย
แกร์รี่ มาร์แชล: มิเชลกับแซ็คพวกเขาเข้าฉากร่วมกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในเรื่อง Hairspray แล้วตอนนี้ก็ได้ร่วมงานกันอีกครั้ง
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ ผมเจอมิเชลเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วตอนแสดงเรื่อง Hairspray และสะดุดตาเธอมากเลยตั้งแต่วันแรก แต่ตอนนั้นผมยังเด็กและขี้อายมาก แค่วนเวียนอยู่รอบเธอ ผมพยายามพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะคุยอะไรกับเธอ แล้วทุกอย่างก็พังหมดเลยอย่างเช่น ‘คุณอยากซักซ้อมฉากมั้ย?’ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง ผมอายมาก แล้วผมก็ได้คุยโทรศัพท์กับเธอเกี่ยวกับบทนี้ ผมจำได้เลยเธอบอกว่า ‘ฉันว่าเราน่าจะแสดงไปอีกขั้นนะ เราน่าจะแสดงจริง จูบจริงในฉากแล้วกัน’ แล้วผมก็ตอบ ‘เอาด้วยสิ! แสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย ใส่ชื่อผมเลย เซ็นสัญญาเลย มาแสดงกันเลย’ แล้วมันก็ออกมาวิเศษมาก มันเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ได้ร่วมงานกับมิเชลในทุกๆ ครั้ง และการแสดงครั้งที่ 2 ร่วมกับเธอทุกครั้งก็วิเศษมาก
มิเชล ไฟเฟอร์: ฉันคิดว่าผู้หญิงทั่วโลกต้องอิจฉาฉัน เพราะฉันได้จูบในหนังกับแซ็ค เอฟรอน เป็นอะไรที่วิเศษสำหรับฉันในช่วงตอนปลายอายุ 53 มาก ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่รู้สึกอะไรนะ ฉันนั่งคิดว่า ‘เอาล่ะ มันต้องมีบางอย่างที่เลวร้ายหรือน่าอึดอัดในการแสดงร่วมกับแซ็คแน่’ แต่ก็ไม่มีอะไรฉันเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ และเหล่านักแสดงที่น่าตราตรึงใจก็มารวมตัวกัน แต่พอลยังไม่ได้คัดเลือกตัวนักแสดง จากนั้นฉันได้ยินมาว่าแซ็คอาจจะมาแสดง เขาโทรหาฉันและฉันกำลังอยู่ระหว่างคลาส ฉันกรี๊ดและส่งเสียงร้องท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด แล้วเราก็เริ่มคุยกัน
มิเชล ไฟเฟอร์: มันเหมือนกับการระเบิด เราสนุกสสนานกันมาก แถมเขามีส่วนร่วมและมีความสามารถมาก ฉันรักพอลและทรงผมตลกๆ ที่เขาตัดมา เราไม่ได้คุยกันมากมายจนกระทั่งเรามาแสดงร่วมกัน ฉันคิดว่าเขารู้สึกผิดหวังนิดๆ เวลาที่เปิดประตูรถเทรลเลอร์ของฉันแล้วมีอินกริดนั่งอยู่ สีหน้าเขาดูผิดหวัง ฉันรู้สึกแย่มากๆ แต่ฉันคิดว่าความน่ารักที่สุดของเขาน่าจะเป็นที่เขาไม่เคยเปิดเผยตัวของเขาเอง และเขายังไม่ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังแค่ไหน
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าหลงใหลที่สุดในหนังคือเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งแคทเธอรีน ฟูเกตเขียนบทและเราคัดเลือกตัวนักแสดงที่เราคิดว่าเป็นคู่พระคู่นางมาเล่น
จอช ดูฮาเมล: อย่างแรกเลยผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้แสดงในหนังเรื่องนี้ และเหมือนที่ฮิลารี่บอก เวลาที่มีคนจำนวนมากอยู่ในหนังแบบนี้ เราก็อยากมีส่วนร่วมและแสดงผลงานของเราให้เหมาะสม รู้สึกสบายใจ และมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่ทำได้
แต่ผมว่าถ้าผมต้องตอบคำถามนั้น ผมจะตอบว่าเป็น เยิร์ดลีย์ สมิธ ผมคิดอยู่นะว่า ‘นี่คือลิซ่า ซิมป์สัน’ และเธอก็รับบทเป็นภรรยาของบาทหลวง และเธอกำลังแสดงเป็น มีอยู่ 2-3 เทคที่เธอดูร่าเริงมาก ผมถ่ายทอดเรื่องราวของเธอเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ที่ผมพบเธอเมื่อปีก่อน และเธอก็เริ่มแสดงบทที่ดูเหมือนเธอรู้สึกร้อนแรงและเบื่อหน่าย ผมชอบคิดว่า ‘ผมจะแสดงเป็นลิซ่า ซิมป์สันที่ทั้งร้อนแรงและน่าเบื่อหน่ายด้วยเรื่องนี้แหละ’ แล้วมันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างกับเรื่องนั้น
จอช ดูฮาเมล: แต่ผมได้ร่วมงานกับฌอน โอ’ไบรอัน และ แลร์รี่ มิลเลร์ และ เยิร์ดลีย์ ผมไม่คิดว่าเขาได้คำชมมากพอ เพราะยังมีตัวละครทที่อยู่รายล้อมในเรื่องดีๆ อีกตั้งมากมาย แลร์รี่ มิลเลอร์ เป็นดาราที่ผมเห็นผลงานและจะดูเขาตลอดไป เขาจึงเป็นเพื่อนที่ร่วมงานด้วยแล้วสนุก ผมชอบเขามากเลย
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ แลร์รี่ มิลเลอร์เริ่มจากหนังเรื่อง Pretty Woman กับผม และร่วมงานกับผมตั้งแต่นั้นมา
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: สำหรับลูกบอล ปกติแล้วสำหรับแกร์รี่จะมีการโน้มน้าวใจเป็นพิเศษหรือผลตอบแทนในการทำงานบางอย่างให้แกร์รี่ และคราวนี้ผลตอบแทนคือเราไม่ต้องไปนิวยอร์คและไปอยู่บนลูกบอล เราต้องแสดงในฉากกรีนสกรีน ผมบอกว่า ‘นั่นก็ดีนะ เพราะมันเป็นเดือนมีนาคม และเรามีพายุหิมะลูกสำคัญตั้ง 3 ลูก’ ‘มันต้องหนาวสั่นนิดนึงล่ะ’ เขาบอก
จากนั้นที่แน่นอนเลยคือมีโทรศัพท์เข้ามา เขาบอกว่า ‘เดาซิ เรากำลังจะไปนิวยอร์คกัน คุณจะได้อยู่บนลูกบอลในเดือนมีนาคม’ ผมตอบ ‘ก็ได้’ ตอนนี้ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องมึนกับการเลียสแตมป์ซองจดหมายแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ผมได้อยู่บนลูกบอลเหนือจากพื้น 40 ชั้นตอนเวลาตี 2 ครึ่ง … อุณหภูมิเท่าไหร่นะ ประมาณ 10? พร้อมด้วยลมที่เหน็บหนาวเป็นองค์ประกอบ มันกลายเป็น 0 องศา และต้องทำให้ดูสบายๆ เหมือนที่ผมแสดง แถมไปห้องน้ำไม่ได้เพราะเราติดอยู่บนนั้น 3-4 ชั่วโมง มันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก
แต่นั่นคือจุดที่เราจะเข้าถึงตัวละครได้ นั่นเป็นสิ่งที่สร้างตัวละครของเราขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งอื่นเลย มันไม่ใช่การวิเคราะห์ มันเป็นความอดทนกับมันโดยส่วนใหญ่ ซึ่งมันก็สนุกมาก จนผมเฝ้ารอเสียงสวรรค์ที่บอกว่า ‘คัท กลับบ้านได้แล้ว’ แต่ลูกบอลที่สูง 40 ฟีตหรอ? มันก็คือประสบการณ์อย่างหนึ่ง
คำถาม: ลีอา นี่เป็นอีกบทหนึ่งที่ให้คุณได้แสดงเส้นเสียงออกมา คุณตั้งใจกับบทบาทที่คุณจะได้ร้องเพลงหรือเปล่า?
ลีอา มิเชล: ใช่ จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ตั้งใจจะแสดงหนังที่ฉันได้ร้องเพลง ฉันร้องเพลงมาเยอะแล้วในการแสดงของฉัน จนฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันน่าจะมองหาอะไรที่ไม่มีเรื่องร้องเพลงมาเกี่ยวข้อง แต่พอฉันอ่านบทภาพยนตร์ เพลงพวกนี้ก็อยู่ในบทไปแล้ว พวกเขาไม่ได้เสริมมาให้ฉัน และฉันรู้สึกว่ามันเป็นบทที่เหมาะกับฉันที่จะแสดงในหนังเรื่องแรก เหมือนเป็นการแปลงการแสดงจาก Glee มาสู่บางอย่าง
ฉะนั้นฉันคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ฉันสนุกมากเลย ฉันจะได้เป็นแบ็คอัพให้บอง โจวี่ ที่เจ๋งสุดๆ และฉันคิดว่าจากนี้ฉันน่าจะเริ่มลองหาสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการร้องเพลง อาจให้เสียงของฉันได้พักบ้าง แต่พออะไรที่เหมาะสมแบบนี้เข้ามาแล้วทำให้รู้สึกว่ามันใช่ มันก็ไม่ทันได้ใช้สมองคิดเลย
แกร์รี่ มาร์แชล: ผมพูดได้ว่าลีอากับผมต่างมาจาก The Bronx นิวยอร์ค ฟังเสียงปรบมือก็ไม่มี แต่แรกเริ่มเธอไม่ได้ร้องเพลงตอนจบของหนัง ‘Auld Lang Syne’ นะ มันไม่ได้อยู่ในต้นฉบับ...
จอช ดูฮาเมล: ผมต่างหากเป็นคนเริ่มร้อง
แกร์รี่ มาร์แชล: ใช่ คุณต้องได้ร้อง แต่เราคุยกันแล้วผมก็บอกว่า ‘ผมคิดว่าสาวบรองซ์น่าจะเข้าได้ถึงนะ และเธอก็ร้องเพลง ‘Auld Lang Syne’ ซึ่งผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนังเลย
ลีอา มิเชล: ขอบคุณแกร์รี่
คำถาม: แกร์รี่ คุณเริ่มคิดถึงการจัดตารางของทุกคนให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ หรือเปล่า? แล้วมีตารางของใครที่แน่นมากจนคุณต้องโยกย้ายสิ่งต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ตัวพวกเขามาแสดงแบบที่คุณต้องการหรือเปล่า?
แกร์รี่ มาร์แชล: เราไว้วางใจอะไรพวกเขาไม่ได้ พวกเขาทำงานกันทุกคนเลยไม่มีใครว่าง เราจึงต้องสร้างตารางขึ้นมาใหม่ทั้งหมดว่าตอนไหนที่พวกเขาว่างและไม่ว่าง และบางครั้งที่มีบางคนไม่ว่างขึ้นมาในนระหว่างวันที่เรากำลังถ่ายทำพวกเขาอยู่ พวกเขาก็มาแสดงได้แค่ครึ่งวัน มีฉากหนึ่งในห้องครัวที่โซเฟีย เวอร์การ่าติดงานอื่นและเธอต้องออกไประหว่างถ่ายทำ ผมก็บอกว่า ‘ผมมาจากงานด้านทีวี เรารู้ว่าจะจัดการทุกอย่างยังไง’
ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่ามีฉากหนึ่งที่เธอพากย์เสียงผ่านวอล์คกี้ ซึ่งถูกเขียนไว้ในเรื่อง ฉากนั้นถูกเขียนขึ้นอย่างงดงามโดยแคทเธอรีน แต่เราไม่มีตัวละครผู้หญิง ผมหัวมาเธอก็ไปแล้ว สิ่งที่ช่วยพวกเราได้คือผมต้องปรับเปลี่ยน นักแสดงทุกคนที่มีพรสวรรค์ต้องปรับเปลี่ยน และนั่นคือวิธีที่เราผ่านมาได้
ส่วนใหญ่แล้วผมคิดว่ามีสิ่งเดียวที่พวกเขาร้องขอ บางครั้งทุกคนก็จะขอเสื้อโคทกับหมวกเพราะพวกเขาหนาวจนแทบแข็ง
คำถาม: สำหรับนักแสดงหญิง คุณชอบทำอะไรเป็นพิเศษในคืนส่งท้ายปีเก่า? คุณมีการวางแผนพิเศษในปีนี้หรือเปล่า?
ลีอา มิเชล: ฉันทำแบบเดิมในทุกๆ ปีของคืนส่งท้ายปีเก่า ฉันทำมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ฉันมาจากนิวยอร์ค ฉันเคยไปไทม์สแควร์ครั้งหนึ่งและก็จะไม่ไปอีกเลย แต่ชาวนิวยอร์คมีจุดสนใจพิเศษที่ Central Park ที่พวกเขาจะวิ่งเพื่อเงิน 5 พันเหรียญในช่วงนาทีที่เข็มถึงเลข 12 ฉันเคยวิ่งครั้งหนึ่งแล้วก็เป็นอีกเรื่องที่จะไม่ทำอีกแล้ว แต่มันรู้สึกดีมากที่เห็นพวกเขาวิ่งกัน มันเป็นบรรยากาศที่ดีและเป็นที่ๆ น่าไป นั่นคือที่ๆ ฉันจะไปและไปตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว
ฮิลารี่ ชแวงค์: ขณะที่ลีอาและคนเหล่านั้นกำลังวิ่ง ฉันก็กำลังกินพายและดื่มแชมเปญให้กำลังใจพวกเขาอยุ่
ลีอา มิเชล: และแชมเปญ นั่นล่ะคือเหตุผลที่ฉันไม่วิ่งอีกแล้ว เพราะทั้งสองสิ่งนั้นเข้ากันไม่ได้สักเท่าไหร่
ฮิลารี่ ชแวงค์: เหมือนที่ฉันบอกตอนแรก ฉันหยุดตามหาสุดยอดสถานที่ๆ จะไปและพบว่าสถานที่ๆ ดีที่สุดคือการอยู่กับคนที่เรารัก กับเพื่อนสนิทที่อยู่ล้อมรอบโต๊ะอาหารเย็นหรืออาหารมื้ออร่อย คุยกันถึงปีที่ผ่านมาและปีที่กำลังจะมาถึง สิ่งที่เราอยากเปลี่ยแปลงในชีวิต ได้ยินเรื่องราวของพวกเขา และสิ่งที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนโลก นั่นคือสิ่งที่เราทำกัน และฉันไม่เคยทำไปจนถึงตอนเที่ยงคืนเลย
มิเชล ไฟเฟอร์: ฉันก็ไม่เคยทำตอนเที่ยงคืนเหมือนกัน ฉันฉลองปีใหม่ตอน 3 ทุ่มตามเวลาทางชายฝั่งตะวันตก ฉันดูลูกบอลตกลงมานุดนอนกับแชมเปญ และอาจมีพายหรืออะไรก็ได้ที่อยู่รอบตัว ฉันเลิกคาดหวังอะไรที่ดูไม่สมจริงในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่ามาหลายปีแล้ว
มิเชล ไฟเฟอร์: แซ็คขู่ว่าจะพาฉันออกไปข้างนอกในคืนส่งท้ายปีเก่า ฉันต้องปรึกษากับสามีของฉันก่อน
แซ็ค เอฟรอน: งานเลี้ยงต่างๆ ดูเหมือนจะสนุกยิ่งขึ้นในทุกปี มันต้องสนุกแน่ ผมจะพาคุณไปดูว่าเราทำกันยังไง มิเชล
คำถาม: สำหรับบทบาทที่คุณแสดง มีเรื่องไหนที่ตรงกับชีวิตของคุณแล้วคุณดึงมันออกมาแสดงหรือเปล่า?
มิเชล ไฟเฟอร์: รู้มั้ยตอนที่ฉันอ่านบทนี้ ฉันพูดว่า ‘ตัวละครนี้เป็นใคร?’ ฉันว่าฉันคุยกับแกร์รี่ ฉันพูดว่า ‘แกร์รี่ ดูนี่หน่อย ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นิวยอร์คมานาน 30 ปีและเธอไม่เคยออกไปที่อื่นเลยหรอ?’ แล้วฉันก็พบว่าจริงๆ แล้วฉันเหมือนเธอมากส่วนเขาไม่ตรง แต่มันเกิดขึ้นค่อนข้างตรงกับความจริง ฉันไม่รู้ว่าฉันเหมือนตัวละครนี้มากแค่ไหนจนกระทั่งหลายปีที่ผ่านมา แต่ใช่เลย
และอันที่จริงฉันก็พบข้อสรุปเมื่อไม่นานนี้ เรานั่งคุยกันมี พอล ซึ่งเป็นตัวละครของแซ็คและมี อินกริด ซึ่งเป็นตัวละครของฉัน ฉันคิดว่า ‘โอ้ ตายแล้ว รู้มั้ยฉันไม่ได้ไปไหนเลย’ ฉะนั้นฉันคิดว่ามันมีความเป็นตัวฉันในส่วนใหญ่อยู่ และฉันค่อนข้างเป็นคนรักสันโดษด้วย
แซ็ค เอฟรอน: ผมคิดว่ามันสนุกมากที่ได้แสดงหนังร่วมกับมิเชล เพราะโดยปกติแล้วผมจะเป็นคนควบคุมเธอทั้งหมดทุกอย่างเลย
ผมชอบตัวละครของผมตรงไหนหรอ? อย่างแรกคือเขาค่อนข้างเป็นคนงี่เง่านะผมว่า เขาค่อนข้างสนใจแต่ตัวเองด้วย
แซ็ค เอฟรอน: ใช่ หลงตัวเอง ไม่รู้สิ ผมคิดว่าผมกำลังหาเรื่อง แต่มันสนุกจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในมิตรภาพของพวกเขาคือเขาพบว่ามันมีอะไรที่มากกว่างานฉลองในคืนส่งท้ายปีเก่า
มิเชล ไฟเฟอร์: คุณเป็นพวกรักความสนุกสนานเหมือนพอลจริง ฉันไม่เรียกว่าคุณเป็นคนหลงตัวเองหรอก
แกร์รี่ มาร์แชล: ขอผมคุยด้วยแล้วบอกว่าแซ็คกับผมอายุต่างกัน จึงมีหลายครั้งที่เราตัดบทที่เขียนและคำบางคำที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นภาษาของตัวเขาออกไป ผมจะขอให้เขาพูดแบบที่เขาอยากพูด ผมคิดว่านั่นช่วยได้ในหลายฉากเลย มีฉากหนึ่งที่เขาพูดว่า ‘นาย’ อยู่ 7 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่เขาพูดจริงๆ แบบภาษาของเขาเอง คำๆ เดิมแต่ในแบบภาษาของเขา
ฮิลารี่ ชแวงค์: แคทเธอรีน [ฟูเกต] กับฉันสังเกตการสร้างโปรเจ็กต์อื่นที่เรากำลังทำอยู่ แคทเธอรีนพูดว่า ‘ฉันเพิ่งเขียนเรื่อง New Year’s Eve เสร็จและบทของ แคลร์ มอร์แกน ที่ฉันเขียนให้คุณ ฉันเห็นเงาคุณอยู่ในนั้น’ และมันเป็นเกียรติที่มีนักเขียนบทมาพูดแบบนั้น เราเห็นคุณเวลาที่กำลังเขียนบทนี้ มันเป็นความประทับใจมากที่ถูกมองในแบบนั้น
และตอนที่ฉันอ่านบทฉันก็ตกหลุมรักกับแคลร์และไอเดียของความรู้สึกที่เหมือนกับเราแบกโลกไว้บนบ่า เราจินตนาการภาพคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไม่มีลูกบอลตกไม่ออกใช่มั้ย? มันไม่มีคืนส่งท้ายปีเก่าที่ไม่มีลูกบอลตกหรอก แต่มีไอเดียของผู้หญิงคนนี้ที่ทำงานอย่างหนักและมีความรับผิดชอบ ฉันหมายถึงฉันรู้สึกว่าเข้าถึงบทได้มากเลย ฉันเป็นคนทำอะไรค่อนข้างจริงจัง
แต่ฉันก็รักบทพูดของฉันด้วย เพราะที่แน่ๆ คือมันมีความเป็นสากล ฉันจินตนาการไม่ออกว่าคนๆ นึงที่ไม่เคยคิดถึงปีที่เพิ่งผ่านพ้นไป และคิดในแง่ดีถึงปีถัดไป และการมีโอกาสอีกครั้ง โอกาสครั้งที่ 2 ที่จะได้เป็นคนที่ดีขึ้น ได้รักอีกและได้ให้อภัยมันเป็นอย่างไร และที่สำคัญนั่นคือชีวิตที่อยู่ในกะลาของตัวละครนั้นตัวเดียว ฉันต้องขอขอบคุณที่แคทเธอรีนคิดถึงฉันสำหรับบทนี้ และฉันต้องขอบคุณแกร์รี่มากๆ ที่เขาพูดว่า ‘อ๋อ ฮิลารี่หรอ? ได้เลย’
แกร์รี่ มาร์แชล: ในหนังส่วนใหญ่เธอไม่ได้ทำแบบนั้น แต่เธอได้ทำในเรื่องนี้ แคทเธอรีนเขียนบทที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา และบทสนทนาก็เขียนมาอย่างสละสลวย ผมจำได้ว่าฮิลารี่กับผมเคยร่วมงานกัน และเราพูดถึงบทสนทนากัน ผมบอกว่า ‘ฮิลารี่ นี่คือสิ่งที่คุณทำเป็นอาชีพ ฉะนั้นคุณเดินหน้าลุยเลย; ผมจะยืนอยู่ตรงนี้กับลูดาคริส เราจะปรับปรุงเครื่องแบบของเขา เขาจะดูเหมือนตำรวจ’ และเธอก็ต้องแสดงถึง 3 เทคด้วยกัน ผมตะโกน ‘คัท’ นั่นเป็นบทของผม แต่เธอกับแคทเธอรีนก็ทำไปแล้ว
คำถาม: แคทเธอรีน มีตัวละครไหนที่คุณรู้สึกว่าเหมือนคุณมากมั้ย? คุณเหมือนใครในหนังเรื่องนี้?
แคทเธอรีน ฟูเกต: ฉันเหมือนใครหรอ? อย่างแรกเลยฉันอยากขอโทษลีอา มิเชล เพราะฉันเขียนบทนั้นมาให้เธอเพราะฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Glee ฉะนั้นมันเป็นความผิดของฉันเองที่เธอต้องร้องเพลงอีกครั้งในหนังเรื่องแรกของเธอ ขอโทษจริงๆ
และคำตอบสำหรับคำถามของคุณเกี่ยวกับเรื่อง New Year’s Eve ฉันต้องถูกจับเพราะขับรถเร็วและถูกโยนเข้าห้องขัง ฉะนั้นถ้านับแล้วก็ไม่ใช่คืนส่งท้ายปีเก่าที่ดี มันไม่ใช่รูปแบบของฉัน
และเช่นเดียวกับฮิลารี่ เธอกับฉันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในเรื่องที่ฉันสนใจเรื่องระดับของจิตใจ ฉะนั้นฉันรู้ว่าคำพูดที่ฉันมอบให้เธออยู่ในหลักความเชื่อของเธอ และฉันภูมิใจที่ทำให้คนมองฮิลารี่ได้ชัดเจนเหมือนที่มองแคลร์ เพราะนั่นแหละตัวเธอเลย
แต่สำหรับตัวละครทั้งหมด ทุกครั้งที่ฉันเขียนเรื่องอะไรก็ตาม โดยเฉพาะเรื่อง Army Wives หรือ Valentine’s Day ที่มีเหล่านักแสดงมารวมตัวกัน ฉันจะพยายามมองภาพรวมทั้งหมดว่ามีประเด็นสำคัญอะไร? มันเป็นเรื่องของความหวัง การยอมเสี่ยง การให้อภัยตัวเอง การเริ่มต้นใหม่ที่สดใสและเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้น จากนั้นฉันก็ดูที่ตัวละครทั้งหมดและรู้สึกดูว่าคนกลุ่มนี้จะยังสื่อสารเดิมของเราออกไปได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ตัวละครทุกตัวจึงมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับใครสักคนในชีวิตฉันหรือตัวฉัน มันยากที่จะพูดว่าตัวละครนั้นคือตัวฉัน เพราะตัวละครทุกตัวคือคนที่ฉันรู้จัก
เช่นป้าของฉันคืออินกริด เธออายุ 50 ปี และมีช่วงเวลาที่เลวร้ายตอนครบรอบวันเกิด 50 ปีของเธอ ฉันถามว่า ‘อะไรสร้างปัญหากวนใจให้ป้ามากมาย?’ เธอตอบว่า ‘เพราะป้าไม่เคยยอมเสี่ยงอะไรเลยในชีวิต ป้าเข้าใจตอนอายุ 50 ปีว่าป้าไม่เคยเสี่ยงเลย’ และฉันก็คิดว่า ‘ตอนนี้นั่นล่ะคือตัวละครตัวหนึ่ง แล้วเราจะแสดงออกมาอย่างไร? เธอก็สร้างปณิธานขึ้นมา เธอบอกกับฉันว่า ‘ป้าไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นจริงได้เลย แล้วมันก็เป็นเรื่องเดิมกับที่เขียนปีแล้วปีเล่า’
นั่นคือสิ่งที่จุดประกายไอเดีย ผู้หญิงวัย 50 ปีที่ต้องยอมเสี่ยงครั้งแรกจะเป็นอย่างไร? และแน่นอนว่าฉันถูกจับเรื่องขับรถเร็ว
คำถาม: แกร์รี่ สำหรับนักแสดงทั้งหมดในภาพยนตร์และตารางการทำงานของพวกเขาที่ต่างกัน คุณสามารถสร้างหนังให้ทันเวลาและอยู่ในงบประมาณได้หรือเปล่า?
แกร์รี่ มาร์แชล: จริงๆ แล้วผมสร้างต่ำกว่างบประมาณ ผมคิดว่าพวกเขาจะบอกว่า ‘ทำได้เยี่ยม’ พวกเขาถามว่า ‘คุณสร้างต่ำกว่างบหรอ? เรามีเงินนะ ไปถ่ายเพิ่มมาเดี๋ยวนี้เลย’ เราเลยต้องถ่ายอะไรเพิ่มขึ้น แต่คำถามหรอ? เราสร้างต่ำกว่างบได้ยังไง? เพราะเรามีคนเก่งที่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร และพวกเขาก็ให้เราได้ พวกเขาทุกคนจึงรู้ว่าผมต้องทำงานต่อไป ผมไม่อยากทำให้ทุกคนช็อคแต่รู้ใช่มั้ยว่า New Year’s Eve ใช้สถานที่ตอนกลางคืน เราถ่ายทำในช่วงกลางคืนตี 3-4 พวกเราทุกคนทำงานเวลาต่างๆ และในความจริงคือพวกเขาไม่เคยบ่นเลยและมาทำงาน
ผมจำได้ฉากหนึ่งผมพูดว่า ‘ฉากนี้ถ่ายยากนะฮิลารี่ เพราะผมไม่รู้ว่าจะมองเห็นหน้าคุณได้ยังไง เพราะเรากำลังทำอีกอย่างหนึ่ง เรากำลังดึงคุณไว้อยู่’ แล้วเธอก็บอก ‘ไม่ต้องห่วง ฉันจะมองหากล้องเอง ฉันรู้ว่าต้องแสดงแบบไหน’ แล้วเธอก็ทำได้ มันเป็นความพยายามแบบเป็นทีมอยู่เสมอและมันก็ได้ผลดีซะด้วย
คำถาม: เฮ็คเตอร์ คุณช่วยแสดงความเห็นหน่อยได้มั้ยว่าการได้เป็นฮีโร่แห่งค่ำคืนรู้สึกอย่างไร? คุณเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นมั้ย?
เฮ็คเตอร์ เอลิซอนโด้: ครับ แต่ไม่ได้ตั้งใจน่ะ ผมบังเอิญเป็นฮีโร่ 2-3 ครั้งแต่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้วางแผนมาก่อน พอดีมันมีโอกาส มันรู้สึกดีมาก ผมมีคนมีความสามารถเป็นกองทัพ มันดีมากเลย และผมมีโอกาสได้พูดภาษารัสเซียอีกครั้ง จริงๆ แล้วเป็นภาษายูเครน ผมเลยให้สัญญาณกับฝ่ายผลิตภาพยนตร์ มันเป็นคำพูดยากมากคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต คนๆ นี้เป็นมนุษย์ที่อยู่ในร่างผู้หญิง เธอจึงรู้สึกปลื้มใจมากที่จะได้ยินการประกาศชื่อของเธอ
คำถาม: แกร์รี่ คุณเคยสร้างหนังเรื่อง Valentine’s Day มาแล้วตอนนี้เป็นเรื่อง New Year’s Eve คุณจะสร้างหนังที่เกี่ยวกับเทศกาลทั้งหมดเลยมั้ยถ้าทำได้?
แกร์รี่ มาร์แชล: ไม่หรอก ไม่ว่าแคทเธอรีนจะเขียนเรื่องอะไร ผมมักจะพูดว่ามันต้องสนุกแน่ ผมต้องการเส้นทางที่ง่ายที่สุดในชั่วขณะ เพราะพวกเขาพูดว่ามันเป็นการคัดเลือกนักแสดงทั้งหมด และผมคิดว่ามันมีคำหนึ่งที่เป็นคำภาษาฝรั่งเศสผสมภาษาอังกฤษที่เรียกว่า port canteau มันหมายถึงเนื้อเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ผสมผสานกันและโยงมาถึงบทสรุปบางอย่าง และมันถูกผู้ส้รางภาพยนตร์ชาวยุโรปหลายคนสร้างขึ้นมาแล้วหลายปี Love Actually เป็นหนังสมัยใหม่ที่สร้างแบบนั้น ฉะนั้นแทนที่จะพูดว่า ‘พวกเขาสร้างหนังที่มีดาราเยอะ’ ผมชอบพูดว่าหนัง port canteau มีการแสดงโดยนักแสดงเหล่านี้
คำถาม: เราอยากถามคุณเกี่ยวกับเรื่องกระดาษสี คุณจำเรื่องตลกๆ ของการแสดงกับกระดาษสีเยอะๆ ได้บ้างมั้ย?
แซ็ค เอฟรอน: จำได้ นักแสดงทุกคนซ้อมบทละคร พวกเขาแสดง 3 ฉากในหนังเรื่องเดียว มีฉากหนึ่งที่เราซ้อมในคืนก่อนที่ห้องนอนของเรา จากนั้นก็มีฉากที่เราต้องแสดงจริงๆ ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วฉากนั้นที่เราหวังก็เกิดขึ้นทีหลัง
และผมจำได้ว่าผมอยู่ที่ห้องของโรงแรมในคืนก่อน แล้วคิดว่าผมจะจูบมิเชลยังไง มันวิเศษมาก ถึงยังไงผมก็ผู้ชายนะ มันรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ดูงดงาม จากนั้นเศษกระดาษสีก็เริ่มโปรยลงมาแล้วลมก็พัดขึ้น หนังสือพิมพ์ก็เริ่มถูกพัดขึ้น มันมีแหล่งกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ แล้วผมก็ออกไปทำหน้าที่ของผมในวันนั้น และทันทีที่ถึงช่วงเวลาสำคัญของผม กระดาษสีชิ้นใหญ่ก็ลอยเข้ามาในปากของผม และผมคิดว่าผมเพิ่งดึงมันออกมานะ
คำถาม: คิดว่าเราควรให้แกร์รี่ มาร์แชลกล่าวทิ้งท้าย Auld Lang Syne, New Year’s Eve
แกร์รี่ มาร์แชล: ท่ามกลางกระดาษสีที่เห็น พอเราทำอะไรได้ดีกะจตกเป็นเป้าหมายในการแกล้ง อย่างผมคิดขึ้นมาได้ว่าฮิลารี่ทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างใน เราจึงโปรยกองกระดาษสีทั้งหมดลงมาที่ศีรษะของเธอ 2-3 รอบ เราแกล้งกันแบบนั้นแหละ
ผมคิดว่าความวิเศษที่สุดในการสร้างภาพยนตร์ คือเรายังคงสร้างเรื่องราวที่ผมมั่นใจว่าแม้แต่มนุษย์ถ้ำก็เคยนึกถึง แต่เราสร้างด้วยถ้อยคำที่สละสลวยซึ่งเขียนขึ้นโดยแคทเธอรีนที่เรารู้เชื่อเสียงนั้นดี แต่สิ่งที่เราเข้าใจอย่างมากเลยคือเทคโนโลยีของมัน
ซึ่งเราเห็นในภาพยนตร์ว่าจอน บอง โจวี่เป็นนักร้องชื่อดังร้องเพลงที่ไทม์สแควร์ต่อหน้า โห เรามีนักแสดงสมทบประมาณ 3,000 คน และเราต้องถ่ายนักแสดงสมทบนับล้านที่อยู่ที่นั่น เขาอยู่บนเวทีที่ไทม์สแควร์เหมือนในหนังจริงๆ แล้วก็มีกระดาษสีโปรยลงมา ลีอา มิเชลก็อยู่บนเวทีเดียวกันในตอนท้ายของเรื่อง เราสร้างมันขึ้นมาในสตูดิโอเล็กๆ สักแห่งที่บรูคลิน มีคนมาโปรยกระดาษสีใส่หัวเธอหลายคน และถ้าเราดูในหนัง มันจะดูเหมือนพวกเขาอยู่ที่เดียวกันเลย
ผมเลยมีความสุขมากกับสุดยอดนักแสดงทั้งหมดและฝ่ายเทคนิคของผมอย่างตากล้อง ชัค มินสกี้ หนังแนว port canteau แบบนี้ลำดับภาพยากมาก และไมเคิล โทรนิคก็ลำดับภาพได้ดี เรามีทีมงานที่ผมคิดว่าทำให้งบประมาณเป็นไปได้และทุกคนก็สบายใจ ทีมงานเดียวกันับที่ผมเคยร่วมงานมาอย่างยาวนานทั้งผู้ควบคุมบทภาพยนตร์ และคนอื่นๆ ฉะนั้นมันทำให้นักแสดงรู้สึกสบายใจ พวกเขาพูดว่าทีมงานไม่มีการทะเลาะกัน ฉะนั้นทุกอย่างที่นี่ต้องสำเร็จ
