แสมสาร, รับน้อง, ประกันสังคม, ไข้หวัดใหญ่ 2009, ม็อบเสื้อแดง

บทความ เรื่อง ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ยิ้ม  ส่งความสุขคนไทยก่อนปีใหม่ ฝึกเยาวชนมองดวงจันทร์อย่างมีความหมาย   ....จากจันทร์ยิ้มสู่ห้องเรียนดวงดาว

www.ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2008 16:58:15 น.

         กรุงเทพฯ--4 ธ.ค.--สสวท.

ส่วนประชาสัมพันธ์ สสวท.

         คนไทยทั่วประเทศมีความสุขที่ได้เห็น “จันทร์ยิ้ม” ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาหัวค่ำของวันที่ 1 ธันวาคม 2551 คำถูกต้องที่ใช้เรียกปรากฏการณ์นี้คือ “การร่วมทิศของดวงจันทร์กับดาวเคราะห์” หรือ ชาวบ้านเรียกว่า “ดาวเคียงเดือน” ดวงจันทร์ข้างขึ้น 4 ค่ำ อยู่ไปทางเดียวกันกับดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดี จนทำให้เห็นดวงจันทร์เป็นริมฝีปากของคนกำลังยิ้ม โดยมีดาวศุกร์เป็นตาซ้ายที่สว่างกว่าดาวพฤหัสบดีที่เป็นตาขวา
         อาจารย์นิพนธ์ ทรายเพชร ราชบัณฑิตทางด้านดาราศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อธิบายว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ดวงจันทร์ ดาวศุกร์ และดาวพฤหัสบดี ต่างอยู่ห่างไปทางตะวันออกของดวงอาทิตย์เกือบเท่ากัน โดยดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ อยู่ห่างไปทางตะวันออกของดวงอาทิตย์ 42-44 องศาหาก
         สังเกตดวงจันทร์นานๆ จะเห็นริ้วรอยตรงส่วนมืด เพราะโลกสะท้อนแสงอาทิตย์ไปยังดวงจันทร์ แล้วดวงจันทร์สะท้อนแสงกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า แสงโลก (Earth shine)หากถ่ายรูปดวงจันทร์ข้างขึ้นน้อยๆ หรือดวงจันทร์ข้างแรมมากๆ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นแสงโลกบนดวงจันทร์อย่างชัดเจน
         ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออกรอบละ 1 เดือน ดวงจันทร์จึงมีโอกาสผ่านใกล้ดาวเคราะห์แต่ละดวง เดือนละครั้ง บางโอกาสจะเห็นดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ได้ด้วย
         ส่วนดาวศุกร์ปรากฏเป็นดาวประจำเมืองอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีในระยะนี้ แต่ในวันที่ 23 เมษายน 2552 เวลา 5.10 น. ดาวศุกร์จะเป็นดาวรุ่ง อยู่ใกล้ดาวอังคาร และดวงจันทร์ เสี้ยวข้างแรมแก่ๆ อยู่ด้านล่าง ดูเป็นรูปคนยิ้ม เหมือนกันทางทิศตะวันออก โดยตาซ้ายยังเป็นดาวศุกร์ และตาขวาเป็นดาวอังคาร ในขณะที่ดาวพฤหัสบดีสว่างอยู่สูงกว่า
         “วันที่ 23 เมษายน 2552 เวลา 5.10 น. หากมองไปทางทิศตะวันออก จึงจะได้เห็นจันทร์ยิ้มที่มีดาวศุกร์กับดาวอังคารเป็นเหมือนดวงตาสองข้าง”
         ตามมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ประกาศใช้โดยกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องของดวงดาว จัดอยู่ใน “สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ” ซึ่งใน“มาตรฐานการเรียนรู้ ว 7.1” มุ่งให้นักเรียนเข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะและกาแล็กซี ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะและผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
         อาจารย์เบ็ญจวรรณ ศรีเจริญ ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สสวท. กล่าวว่า ปรากฏการณ์ “จันทร์ยิ้ม” เป็นปรากฏการณ์ที่สดใสและเป็นที่สนใจแก่ทุกคนที่มองท้องฟ้า ดังนั้นครูวิทยาศาสตร์น่าจะใช้โอกาสนี้ ให้”จันทร์ยิ้ม” เป็นแหล่งเรียนรู้จากท้องฟ้า เพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ของดวงดาวต่างๆในท้องฟ้า โดยเฉพาะดาวเคราะห์ (ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี) ดวงจันทร์ เนื่องด้วยดาวแต่ละดวงจะมีอัตราการเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกต่างกัน โดยดวงจันทร์เท่านั้นที่เคลื่อนที่รอบโลก ในขณะที่ดาวเคราะห์เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ โอกาสที่จะเคลื่อนที่มาพบกัน หรือร่วมทิศ จึงเป็นปรากฏการณ์นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ดังเช่น ”จันทร์ยิ้ม”
         อาจารย์เบ็ญจวรรณอธิบายว่า “จากการมองจันทร์เสี้ยว เราจะเห็นแสงสว่างของจันทร์เสี้ยวที่เป็นแสงอาทิตย์ซึ่งดวงจันทร์สะท้อนมายังโลกโดยตรง ตาเราจะเห็นส่วนมืดลางๆ เพราะเป็นแสงกลางวันของโลกที่สะท้อนไปยังดวงจันทร์ และดวงจันทร์สะท้อนกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง ครูวิทยาศาสตร์สามารถนำไปอธิบายเรื่องการสะท้อนแสง ได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นการสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดโดยตรง เช่น จากดวงอาทิตย์ ก็จะทำให้เราที่ยืนอยู่บนโลกเห็นเป็นแสงสว่าง สดใส ถ้าเป็นการสะท้อนแสง ที่ไม่ใช่จากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง แต่เป็นการสะท้อนแสงลำดับที่สอง หรือลำดับที่สาม เราก็จะเห็นแสงมัวหรือมืด ไม่ชัดเจน”
         ดร. เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา ของ สสวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปรากฏการณ์จันทร์ยิ้มสามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในเรื่องข้างขึ้น-ข้างแรมและปรากฏการณ์การขึ้นตกของดวงดาว ในช่วงชั้นที่ 2 ระดับชั้น ป.5-ป.6 ได้ โดยอาจเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการบอกวันทางจันทรคติและลักษณะของดวงจันทร์ในแต่ละวัน เช่น ตั้งคำถามกับนักเรียนว่าในวันที่เกิดปรากฏการณ์จันทร์ยิ้มเป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรม หรือ เป็นวันข้างขึ้นกี่ค่ำหรือข้างแรมกี่ค่ำ นักเรียนจะทราบได้อย่างไร และอาจถามต่อไปว่าหากมาดูดวงจันทร์ในวันถัดไป ตรงสถานที่และเวลาเดิม จะเห็นดวงจันทร์มีตำแหน่งและลักษณะ
เหมือนกับวันที่มีจันทร์ยิ้มหรือไม่ อย่างไร หากนักเรียนพบว่าดวงจันทร์มีตำแหน่งและลักษณะที่เปลี่ยนไป ทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
         ในเรื่องปรากฏการณ์ขึ้น-ตกของดวงจันทร์ ผู้สอนอาจถามนักเรียนว่า เหตุใดเราจึงเห็นดวงจันทร์บนท้องฟ้าได้เพียงแค่ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น เห็นปรากฏการณ์จันทร์ยิ้มได้ถึงเวลาประมาณ 21.00 น. ดวงจันทร์ก็ตกลับขอบฟ้าไป การขึ้น-ตกของดวงจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ผู้สอนอาจให้นักเรียนได้ลองสร้างแบบจำลองในลักษณะต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ เช่น ลูกปิงปอง ไฟฉาย และลูกโลก เพื่อจำลองและอธิบายปรากฏการณ์ทั้งตามความคิดของผู้เรียนและเปรียบเทียบกับแนวคิดที่ครูนำเสนอ ซึ่งตัวอย่างของการจัดกิจกรรมผู้สอนสามารถศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้จากเอกสารคู่มือครูและแบบเรียนของ สสวท. หรือทางเว็บไซต์ www.ipst.ac.th
         ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์มักจะทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจเสมอ เนื่องจากถือว่าเป็นโอกาสพิเศษที่นาน ๆ ถึงจะได้พบเห็น หากมีการสังเกตและค้นคว้าเพื่อที่จะเรียนรู้ต่อ ก็จะเป็นประโยชน์มาก
         “การที่ผู้คนได้เห็นจันทร์ยิ้ม นับเป็นการสังเกตที่มีประโยชน์ เพราะผู้พบเห็นจะสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของขนาด และตำแหน่งของดวงจันทร์กับดาวอื่น ๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน จะเห็นทั้งตำแหน่ง และขนาดที่ปรากฏต่างกันมากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เป็นข้างขึ้น ซึ่งข้างขึ้นหมายความว่าสว่างขึ้น และถ้าหากสังเกตการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวงจันทร์แล้วจะสามารถสรุปได้ว่าดวงจันทร์เคลื่อนที่รอบโลกไปทางตะวันออก”
         อาจารย์นิพนธ์อธิบายต่อว่า การสังเกตดวงจันทร์ในแต่ละวัน เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ว่ารูปร่างของดวงจันทร์ที่ปรากฏไม่คงที่ ตำแหน่งที่ปรากฏก็ไม่เหมือนเดิม ก็จะช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรมได้ ซึ่งมนุษย์เราได้นำการสังเกตรูปร่างดวงจันทร์แบบนี้มาทำปฏิทินข้างขึ้นข้างแรม หรือเรียกว่า “ปฏิทินทางจันทรคติ” ปู่ย่าตาทวดเราใช้ปฏิทินตามการดูดวงจันทร์นี้มานาน รูปร่างของดวงจันทร์มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสังคมไทยมาเนิ่นนาน เพราะเราใช้ดวงจันทร์กำหนด “วันพระ” ซึ่งมี 4 วันคือ “วันพระใหญ่” 2 วัน ตรงกับ วันขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวง และวันแรม 14 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ซึ่งมองไม่เห็นดวงจันทร์ นับเป็นวันพระใหญ่เหมือนกัน
         ส่วน “วันพระเล็ก” ก็มี 2 วัน ถ้าเห็นดวงจันทร์ครึ่งดวง จะตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ ดวงจันทร์ขึ้นสูงสุดเป็นรูปครึ่งวงกลม หันด้านนูนไปทางตะวันตก นับเป็นวันพระเล็ก วันพระเล็กอีกวันคือแรม 8 ค่ำ เวลาเช้าตรูจะเห็นดวงจันทร์อยู่สูง เป็นรูปครึ่งวงกลม หันด้านนูนไปทางตะวันออก
         ดวงจันทร์มีส่วนทำให้เกิดสุริยุปราคา จันทรุปราคา และมีอิทธิพลทำให้เกิดน้ำทะเลขึ้นลง หรือ “น้ำขึ้น -น้ำลง” ชาวประมงใช้วิธีการสังเกตดวงจันทร์เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านสืบทอดกันมาเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ
         “ช่วงเวลาการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงอาจดูได้จากตำแหน่งดวงจันทร์ คื อถ้าเห็นดวงจันทร์อยู่ที่ขอบฟ้าน้ำมักจะลง ถ้าเห็นดวงจันทร์อยู่สูงมาก น้ำจะขึ้น ถ้าดวงอาทิตย์มาหนุนช่วยก็จะทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ หรือวันที่ใกล้เคียงกับวันพระใหญ่ น้ำทะเลจะขึ้นมาก ลงมาก เพราะดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกันเรียกว่า วันน้ำเกิด แต่ถ้าเป็นวันพระเล็กน้ำขึ้นน้ำลงจะน้อย เรียกว่าวันน้ำตาย”
         ทั้งนี้ อาจารย์นิพนธ์บอกว่า วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ ดวงจันทร์จะอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปีทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าวันพระใหญ่อื่น ๆ และจะเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาประมาณเที่ยงคืน . ...วันนั้นใครที่อยู่ใกล้ทะเลควรลองสังเกตดู

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง
earth shine, www.ipst.ac.th, กรอบ, กระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพ, กลับมา, กล้องโทรทรรศน์, การศึกษา, การสะท้อน, การเคลื่อนที่, การเปลี่ยนแปลง, กิจกรรม, คนไทย, ครู, ความคิด, ความรู้, ความสุข, คำถาม, จันทรคติ, จันทรุปราคา, จำลอง, จิตวิทยา, ชัดเจน, ดวงจันทร์ยิ้ม, ดวงดาวต่างๆ, ดวงอาทิตย์, ดาราศาสตร์, ดาวอังคาร, ดาวเคราะห์, ดาวเคียงเดือน, ดูดวง, ถ่ายรูป, ทะเล, ทำปฏิทิน, ที่อยู่, ท้อง, นักเรียน, น้ำตา, บทความ, บ้าน, ประกาศ, ประชาสัมพันธ์, ประเทศ, ปิงปอง, ปีใหม่, มาดู, มาตรฐาน, มีโอ, รถ, ระบบสุริยะ, รูปคน, ละคร, ลูกโลก, วงกลม, วันพระ, วิชาการ, ว่าว, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สสวท., สักครั้ง, สังคมไทย, สิ่งมีชีวิต, สุริยุปราคา, อวกาศ, อาจารย์, อาชีพ, เด็ก, เพชร, เว็บไซต์