'สุเทพ'กระทืบแถลงการณ์ศอ.รส.โชว์มวลชน ไม่หวั่นโดนตั้งข้อหากบฏ

24 เม.ย.57 เมื่อเวลา 20.15 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวบนเวทีสวนลุมพินีว่า วันนี้ ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 มาแล้ว โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินคดี นายสุเทพ และแกนนำ กปปส. ฐานเป็นกบฏ รวมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการชุมนุม ซึ่งตนเห็นว่า ตั้งแต่ตั้ง ศอ.รส.ขึ้นมา ก็ไม่เห็นว่า...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

สถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ชี้ 7 ปัจจัยทำซีเอสอาร์ในภาวะวิกฤติ แนะใช้ กรอบแนวทางความยั่งยืน 10 หมวด ขับเคลื่อนซีเอสอาร์

ข่าวทั่วไป ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2552 11:42:26 น.
กรุงเทพฯ--22 ม.ค.--มายแบรนด์ เอเจนซี่

นายอนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ (เอสบีดีไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาในการทำซีเอสอาร์  กล่าวถึงภาพรวมและสถานการณ์การทำซีเอสอาร์ในประเทศไทยในช่วงสามปีที่ผ่านมาว่า เป็นช่วงแห่งการบ่มเพาะ  ลองผิดลองถูก  ทำให้การดำเนินงานซีเอสอาร์ขององค์กรส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่กิจกรรม   ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป จะมีปัจจัยหลายประการที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และบริบทจากภายนอกประเทศ คือมาตรฐานและข้อปฏิบัติต่างๆ ทำให้ทุกองค์กรจะต้องมีการทบทวนและ พัฒนาการทำซีเอสอาร์อย่างมีทิศทางมากขึ้น มีการบูรณาการแนวคิดเข้าสู่องค์กร มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ใช้ความรู้และกรอบการทำงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานมากขึ้น

ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ หนุนให้ซีเอสอาร์ยิ่งทวีความสำคัญและมีความเข้มข้นขึ้น

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน  กล่าวว่ายิ่งในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ซีเอสอาร์ ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญ  โดยเป้าหมายในการทำซีเอสอาร์จะมุ่งเน้นไปที่ Performance มากขึ้น  เพื่อให้การทำซีเอสอาร์นั้นเกิดคุณค่ากับองค์กร มากที่สุด คือยังสร้างผลกำไรให้กับองค์กร แต่สร้างผลกระทบและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมน้อยที่สุด หรือไม่สร้างผลกระทบใดๆ เลย   ซึ่งการที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้นั้นองค์กรจะต้องมีแนวปฏิบัติ  มีการพัฒนาเครื่องมือในการทำงาน และมีการกำหนดกรอบแนวทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจน

ก้าวข้ามจุดอ่อน สู่การพัฒนา
การใช้แนวทางความยั่งยืน  10  หมวด ขับเคลื่อนซีเอสอาร์

นายอนันตชัย  กล่าวว่าด้วยเรื่องซีเอสอาร์เป็นเรื่องใหม่ และส่วนใหญ่เติบโตจากการทำกิจกรรม ทำให้ การทำซีเอสอาร์ ขาดทิศทาง ซึ่งจุดอ่อนของการทำซีเอสอาร์ปัจจุบันคือ ขาดกรอบ และแนวทางปฏิบัติ  ทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนา โดยเฉพาะการตอบโจทย์ของมาตรฐานและแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันมีมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ออกมามากกว่า 300  มาตรฐาน ซึ่งองค์กรจะต้องเลือกและตัดสินใจว่าเป้าหมายในการทำซีเอสอาร์ขององค์กรนั้น จะใช้มาตรฐานไหนบ้าง

ทั้งนี้จากการศึกษาและพัฒนา กรอบโครงสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจและมูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา (EDF) ได้ทำการศึกษาวิจัยในปี 2550  และนำไปสู่การกำหนดลักษณะสำคัญของแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ค่านิยม  และแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 10 หมวด นั้น  เห็นว่า สามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนซีเอสอาร์ในองค์กรได้จริง โดยเป็นทั้งกรอบและเครื่องมือ ที่นอกจากจากจะทำให้องค์กรสามารถประเมินตนเอง ทราบระดับการทำงาน เพื่อกำหนดเป้าหมาย  ยังสามารถนำไปสู่การพัฒนางานด้านซีเอสอาร์อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นในข้อกำหนด 10  หมวดนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติต่างๆจากต่างประเทศ อาทิ  ISO 26000,  UN Global Compact, GRI, SRI และเข็มทิศธุรกิจด้วย

แนวทางการปรับแผนการทำซีเอสอาร์
เพื่อสร้างคุณค่าให้องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

นายอนันตชัย กล่าวว่าสิ่งที่องค์กรต้องทำลำดับแรกเลย  คือกลับมาเริ่มต้นทบทวนความคิดของตัวเองใหม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นใช่หรือไม่  ตอบโจทย์บริบทภายในภายนอกได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร   ควรจะปรับปรุงไปในทิศทางใด  ซึ่งถ้าเป็นองค์กรใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำซีเอสอาร์   ด้วยภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ก็ไม่ควรลองผิดลองถูกแล้ว  ควรต้องหาความรู้ก่อน  คือต้องเริ่มที่ Knowledge    ที่ถูกต้องเพื่อวางกรอบแนวทางที่นำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้จริงๆ

สำหรับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่ถูกทิศทาง จะต้องเป็นซีเอสอาร์ที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจหรือกิจการของตัวเอง  เป็นซีเอสอาร์ที่ช่วยทำให้องค์กรมีความยั่งยืน  เป็นซีเอสอาร์ที่ยังมุ่งตรงไปสู่การสร้างผลกำไรสูงสุด  ทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ สร้างเศรษฐกิจให้มั่นคง  แต่สร้างความเสียหายให้สังคมและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด  หรือดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน

สำหรับกรอบการดำเนินซีเอสอาร์เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรนั้น ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แนวทางในการพัฒนา 2 รูปแบบดังนี้

รูปแบบที่ 1  พัฒนาจากกิจกรรมสู่การวางกรอบความยั่งยืน  ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรที่มีการบ่มเพาะแนวคิดซีเอสอาร์จากการทำกิจกรรมสังคมที่หลากหลาย  โดยสามารถเริ่มได้จากการทบทวน ประเมินตนเอง วางกรอบยุทธศาสตร์ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมายการดำเนินกิจการ กับ กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการอยู่   รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทกิจกรรมหลัก เพื่อสร้างความชัดเจนให้กิจกรรมย่อย อันสามารถพิสูจน์ให้ผู้มีส่วนได้เสียเห็นถึงคุณค่าที่องค์กรทำได้

รูปแบบที่ 2   วางกรอบความยั่งยืนตั้งแต่เริ่มต้น  คือเริ่มจากวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมขององค์กร นำสู่นโยบาย กลยุทธ์ และการปฏิบัติทั้งหมดขององค์กร ซึ่งจะต้องมีการจัดทำแผนแม่บทด้านซีเอสอาร์ขององค์กรและแผนปฏิบัติการ เพื่อนำสู่การพัฒนาทั้งองค์กร   ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรที่จะเริ่มต้นทำซีเอสอาร์  โดยภายใต้รูปแบบนี้  จะต้องมีการเริ่มต้นพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน  จากการประเมินตนเอง  สร้างความรู้ ความเข้าใจให้ทุกส่วนงาน

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการทำซีเอสอาร์ ในภาวะวิกฤติ

หัวใจสำคัญที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการทำซีเอสอาร์ ในภาวะวิกฤติ  นายอนันตชัย กล่าวว่า คือ เลือกทำซีเอสอาร์อย่างถูกทาง ใช้ความรู้  เลิกลองผิดลองถูก ซึ่ง มี 7  ปัจจัยหลักที่องค์กรจะต้องนำไปพิจารณาทบทวนคือ

1.   Leadership   ผู้นำองค์กรจะต้องมีความเข้าใจ  ต้องเห็นด้วย  ต้องให้ความสำคัญ  และต้องทำในสิ่งที่ถูกด้วย  หากผู้นำเข้าใจว่าเป็นเพียงงานพีอาร์ก็จบ   ดังนั้นผู้นำจะมีบทบาทมากในการนำและสนับสนุนการพัฒนาแนวคิดซีเอสอาร์สู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

2.   CSR หรือ SD Committee   เพราะซีเอสอาร์ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง  ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายพีอาร์  แต่เป็นหน้าที่ที่ทุกส่วนงานในองค์กรต้องทำ  จึงต้องมีคณะทำงาน ที่ต้องมีผู้นำที่เป็นระดับบริหารขององค์กร ที่สามารถขับเคลื่อน  ผลักดัน  ประสานงานกับทุกภาคส่วนได้  โดยคณะทำงานนี้ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถให้คำแนะนำกับฝ่ายอื่นๆ

3.   Understand External and Internal  Contexts  จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจบริบทภายในและภายนอกองค์กร    ซึ่งบริบทที่เกี่ยวข้องกับซีเอสอาร์ มาตรฐานและแนวปฏิบัติต่างๆนั้นมีจำนวนมาก องค์กรจะต้องเลือกและหาทางเชื่อมโยงให้เข้าองค์กรมากที่สุด  จะได้ไม่เสียเวลาทำแล้วทำอีก หรือใช้เวลานานไปกับการลองผิดลองถูก

4.  Stakeholder collaborations  จะต้องมีการกำหนดผู้มีส่วนได้เสียให้ชัดเจน  มีการวางกรอบความเชื่อมโยง และแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ  เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้เสียให้เกิดขึ้นกับองค์กรให้ได้อย่างแท้จริง

5.   CSR Framework &Tools   จะต้องมีกรอบแนวทางการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืน และมีเครื่องมือในการขับเคลื่อน     ด้วยว่าซีเอสอาร์เป็นเรื่องใหม่  มีการพัฒนาองค์ความรู้อยู่ตลอด  การทำซีเอสอาร์อย่างไม่มีเครื่องมือ ทำให้ผลที่ออกมาเป็นเพียงกิจกรรม  ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นปัญหาเดิมๆ  ซีเอสอาร์ก็จะวนอยู่ ณ จุดเดิม  ทำกันเป็นครั้งๆ  ต้องใช้เงิน

6.  Communication Design   คือการออกแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการขับเคลื่อนภายใน ซึ่งจะไม่ใช่เพียงการทำ Mass Communication  แต่จะต้องทำ Stakeholder Communication ด้วย  ในที่นี้คือต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนภายใน  ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนภายนอก  ก่อให้เกิดการยอมรับ  และเกิดการสนับสนุน

7.   Knowledge management  การจัดการความรู้จากกระบวนการทำซีเอสอาร์ และกระจายความรู้สู่ส่วนงานต่างๆ รวมถึงสามารถพิสูจน์ให้ผู้มีส่วนได้เสียเห็นได้ทุกเมื่อ

สำหรับสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2551    ซึ่งพิมพร ศิริวรรณ ผู้จัดการทั่วไป เปิดเผยว่า สถาบันก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างนายอนันตชัยยูรประถม ซึ่งจุดมุ่งหมายของสถาบัน คือให้บริการให้คำปรึกษา อบรม ตลอดจน ศึกษา วิจัย และพัฒนากรอบเครื่องมือ และออกแบบแผนแม่บท เพื่อสนับสนุนการทำงานซีเอสเอสอาร์ขององค์กรต่างๆ

มายแบรนด์ เอเจนซี่
เบอร์โทรศัพท์ : 028643900
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง