การใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการรักษาพยาบาล

ข่าวทั่วไป ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2549 17:14:54 น.

กรุงเทพฯ--21 ธ.ค.--กรมบัญชีกลาง

กรมบัญชีกลางชี้แจงการเบิกเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิ และบุคคลในครอบครัว  ในระบบจ่ายตรง  พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขประเด็นสิทธิซ้ำซ้อน  เพื่อให้เลือกใช้สิทธิได้

นายปิยพันธุ์  นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง  เปิดเผยว่า  ตามที่กรมบัญชีกลางได้มีการพัฒนาระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลให้แก่ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัด/บำนาญ  และบุคคลในครอบครัวนั้น ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว เมื่อไปรักษาพยาบาลก็ไม่ต้องจ่ายเงินไปก่อน  โดยสถานพยาบาลจะขอเบิกจากกรมบัญชีกลางเอง  ซึ่งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก   สำหรับขั้นตอนและวิธีการนั้นจะต้องบันทึกข้อมูลต่างๆ เข้าในระบบเพื่อเป็นฐานข้อมูลของส่วนราชการ  และเป็นข้อมูลของสถานพยาบาลด้วย ว่ามีผู้ป่วยที่สามารถใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการจากทางราชการจำนวนเท่าใด  และมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินค่ารักษาเท่าใด เพื่อจะได้ขอเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางต่อไป    ซึ่งขั้นตอนการลงทะเบียนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร  เพียงแต่นำบัตรประจำตัวข้าราชการ  บัตรประชาชน  และบัตรผู้ป่วย  ไปติดต่อลงทะเบียนที่สถานพยาบาลที่รักษาอยู่เป็นประจำ  หากเป็นบุคคลในครอบครัวของผู้มีสิทธิ ก็นำสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการเจ้าของสิทธิเป็นหลักฐานในการลงทะเบียนด้วย  โดยข้าราชการเจ้าของสิทธิไม่จำเป็นต้องไปด้วย   ซึ่งกรมบัญชีกลางได้แจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติให้แก่หน่วยงานและสถานพยาบาลทราบไปแล้ว

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า  ในส่วนของสิทธิที่ปรากฏว่ามีการซ้ำซ้อนกันนั้น  ขอเรียนชี้แจงให้ทราบก่อนว่า ตามเจตนารมณ์ของการจัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลตามกฎหมายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือ  อำนวยประโยชน์เมื่อมีการเจ็บป่วย  บรรเทาความเดือดร้อนบางส่วนตามฐานะงบประมาณแผ่นดิน    และเงื่อนไขสำคัญจะต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณ  ที่จะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศแต่ละยุคสมัย  ซึ่งตามมาตรา 9 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดว่า กรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการตามกฎหมาย หรือบุคคลในครอบครัวมีสิทธิหรือได้รับเงิน

ค่ารักษาพยาบาล จากหน่วยงานอื่นแล้ว  ผู้นั้นไม่มีสิทธิรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล    เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาล ที่ได้รับนั้นต่ำกว่า ก็ให้   มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่   ซึ่งเป็นหลักการให้ความช่วยเหลือที่มีเงื่อนไขมิให้ได้รับสิทธิซ้ำซ้อน    และในการเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล   กำหนดไว้ชัดเจนว่า  ต้องไม่มีสิทธิได้รับเงิน   ค่ารักษาพยาบาลจากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของส่วนราชการ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือจากหน่วยงานอื่น    ทั้งนี้ “หน่วยงานอื่น” หมายถึง หน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่เฉพาะหน่วยงานของส่วนราชการ เช่น รัฐวิสาหกิจ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล หน่วยงานธุรกิจของเอกชนโดยทั่วไป  เป็นต้น  ซึ่งข้าราชการผู้ใช้สิทธิจะรับรองข้อเท็จจริงด้วยตนเอง

ดังนั้น   หากข้าราชการมีสิทธิประกันสังคมจากหน่วยงานอื่นแต่มิได้แจ้ง   ผู้ตรวจสอบสิทธิการเบิกจ่าย  ก็ไม่ทราบและไม่ระงับสิทธิการเบิกจ่าย     ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขึ้น ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่า  มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่น  จึงได้ระงับสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาฯ นี้  แต่มิได้หมายความว่าจะหมดสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล  เพียงแต่ต้องไปใช้สิทธิจากหน่วยงานอื่นก่อน  และหากมี   ส่วนขาดที่เบิกไม่ได้จึงนำมาเบิกตามพระราชกฤษฎีกาฯ นี้  จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ดำเนินงานมานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม   เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้มีการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. .... ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในประเด็นของสิทธิซ้ำซ้อน โดยให้ผู้นั้นเลือกว่าจะใช้สิทธิจากหน่วยงานอื่นหรือตามพระราชกฤษฎีกานี้   และกระทรวงการคลังจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจาก   หน่วยงานอื่น   เมื่อผู้มีสิทธิเลือกใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้  ซึ่งการพิจารณากฎหมายดังกล่าวจะต้องหารือร่วมกับสำนักงานประกันสังคม  ซึ่งอาจจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่ทั้งในเรื่องระบบและผู้มีสิทธิ   แต่ในระหว่างที่การแก้ไขพระราชกฤษฎีกาฯ  ยังไม่แล้วเสร็จ   ก็จะนำหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกันมาพิจารณา  และดำเนินการต่อไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น  และจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง