ข่าวอินโฟเควสท์
00:21 รัฐบาลฮ่องกง-กลุ่มผู้ประท้วงเสร็จสิ้นการเจรจาครั้งแรกโดยปราศจากข้อตกลง   การเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลฮ่องกงและกลุ…
23:08 ยูโรสแตทเผยยอดขาดดุลรัฐบาลยูโรโซนปี 2556 ลดลงเหลือ 2.9%, อียูแตะ 3.2%   สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแสท เปิดเผยว่า รัฐบาลของทั้งยูโรโซ…
22:40 นายกฯจีนชี้เศรษฐกิจประเทศยังขยายตัวในกรอบที่เหมาะสม   นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีนเปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงขยา…
22:11 ตลาดหุ้นนิวยอร์กเปิดบวก รับผลประกอบการแอปเปิ้ลสดใส   ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นในช่วงเปิดตลาดวันนี้ เนื่องจากผลประกอบการที่ดีเกินคาดของแอปเปิ้…
21:39 สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย.ปรับตัวขึ้น 2.4% แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี   สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขา…

ระบบธนาคารพาณิชย์และการชำระเงินของรัสเซีย

ข่าวเศรษฐกิจ RYT9 -- พุธที่ 18 กรกฎาคม 2544 11:28:38 น.
1.  ระบบการธนาคาร

1.1  นิยามระบบธนาคาร ระบบธุรกิจการธนาคารของรัสเซียอยู่ภายใต้กฎหมายจำนวนหลายฉบับ อาทิ

- Russian Law No. 17/FZ 'On Banks and Banking' (The Banking Law),
3 Feb., 1996.
- Federal Law No. 394-1 'On the Central Bank', 2 Dec., 1990.
- Russian Law No. 144-FZ 'On the Restructing of Credit Organization'.

ระบบการธนาคารพาณิชย์ของรัสเซียมีการพัฒนาที่รวดเร็วมากภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา โดยเฉพาะ

ในช่วงปี 1995 - 1996 เป็นช่วงที่ระบบธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีการเติบโตอย่างสูงสุด อย่างไรก็ตาม จากภาวะหนี้สินต่างประเทศและการปรับโครง

สร้างหนี้ ตลอดจนภาระหนี้จากพันธบัตรรัฐบาล (GKOs) ซึ่งภายหลังจากที่รัสเซียประสบวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1998 ระบบการธนาคาร

ของรัสเซียได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและต้องประสบปัญหามาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันองค์กรหลังที่มีหน้าที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ของรัสเซียคือธนาคารกลาง (Russian Central Bank) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระภาย

ใต้การควบคุมของฝ่ายนิติบัญญัติ (ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร) คือ สภา Duma ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและการลาออกของผู้ว่าการธนาคารกลาง

จากมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญรัสเซียบัญญัติให้ธนาคารกลางมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบลำดับแรกในการป้องกันและรักษาเสถียรภาพของเงินรูเบิล

รัสเซีย ธนาคารกลางสามารถดำเนินกิจกรรมด้านการธนาคารได้ทั่วทั้งสหพันธ์รัฐรัสเซีย และสามารถออกกฎระเบียบข้อบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ทุก

ธนาคาร นอกจากนั้น ธนาคารกลางยังมีหน้าที่กำกับดูแลด้านการธนาคารโดยเป็นผู้ออกใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์, การ

กำหนดเงินทุนในหนังสือบริคณห์สนธิสำหรับการก่อตั้งธนาคาร, กำหนดเงินทุนชำระเต็มและเงินทุนสำรองของธนาคาร, พิจารณาให้ความเห็นชอบในการ

แต่งตั้งผู้จัดการอาวุโสของธนาคาร(ทั้งธนาคารรัสเซียและธนาคารสาขาของต่างชาติ)

ปัจจุบันสหพันธรัฐรัสเซียมีธนาคารจำนวน 1,271 ธนาคาร1 ซึ่งประกอบด้วยธนาคารของรัฐ, ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ และธนาคาร

พาณิชย์ต่าง ๆ โดย ณ วันที่ 1 มกราคม 2001 ธนาคารลำดับที่ 1 ของรัสเซีย ได้แก่ ธนาคารออมทรัพย์ Sberbank Russia (Moscow) ซึ่งมี

สินทรัพย์สุทธิ 528,592,836 พันรูเบิล ธนาคารมีเครือข่ายสาขารวมทั้งมีส่วนแบ่งในธุรกิจการธนาคารมากที่สุดด้วย สำหรับธนาคารลำดับสุดท้าย ได้แก่

ธนาคาร ERNI (เมือง Khasavurt) มีสินทรัพย์รวมเพียง 144,000 รูเบิล

1.2  ใบอนุญาต ธนาคารทุกแห่งในสหพันธรัฐรัสเซียจะดำเนินการได้จะต้องได้รับใบอนุญาต (License) จากธนาคารกลางก่อนจึงจะ

สามารถดำเนินกิจการได้ ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์สามารถขอรับใบอนุญาตได้จากธนาคารกลางในรูปแบบดังนี้.-

ก.  ใบอนุญาตสำหรับการดำเนินการเปิดบัญชีเป็นเงินรูเบิล
ข.  ใบอนุญาตสำหรับการดำเนินการเปิดบัญชีเงินรูเบิลและเงินสกุลต่างประเทศ
ค.  ใบอนุญาตสำหรับการดำเนินธุรกิจเงินรูเบิลเพื่อการลงทุนเอกชน

ง.  ใบอนุญาตสำหรับดำเนินธุรกิจเงินรูเบิลและเงินสกุลต่างประเทศเพื่อการลงทุนของ

เอกชน

อย่างไรก็ตามธนาคารพาณิชย์สามารถขอรับใบอนุญาตเป็นการทั่วไปได้ซึ่งสามารถครอบคลุมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ได้

1.3  การดำเนินการเพื่อปรับปรุงมาตรฐานธนาคาร

จากการที่ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี1998 ซึ่งมีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ โดยธนาคารชั้น

นำขนาดใหญ่หลายธนาคารต้องประสบภาวะล้มละลายหรือไม่ได้มาตรฐานตามระบบมาตรฐานธนาคารของสากลซึ่งจำต้องเลิกการดำเนินธุรกิจไปสำหรับ

ธนาคารขนาดกลางและธนาคารในท้องถิ่นซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการลงทุนจำนวนมากในพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bills) จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

จากวิกฤตเศรษฐกิจและการพักชำระหนี้ของรัฐบาล (Default on GKOs) ดังกล่าว

ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ของธนาคารที่กิจการล้มและธนาคารที่อยู่ระหว่าง

ดำเนินคดีล้มละลายในศาลสำหรับธนาคารที่ไม่ประสบปัญหามากนักก็ได้จัดตั้งสถาบันฟื้นฟูกิจการธนาคาร (Agency on Restructuring Credit

Institutions - ARKO) เพื่อให้ดูแลรับผิดชอบฟื้นฟูกิจการธนาคารที่ยังพอจะดำเนินธุรกิจไปได้ต่อไป

1.4  ธนาคารซึ่งดำเนินการโดยต่างชาติ

ตามมาตรา  55   ของประมวลกฎหมายแพ่งสหพันธรัฐรัสเซียได้มีบทบัญญัติอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติสามารถก่อตั้งธนาคารสาขา

(Branch Office) ในรัสเซียได้  นอกจากนั้น มาตรา 17

1 ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลาง ณ วันที่ 9 เมษายน 2001, Kommersant No. 83, 17 May 2001.

และ 18 ของ The Banking Law ก็ได้อนุญาตให้ธนาคารต่างชาติเข้าไปลงทุนในธนาคารของรัสเซียได้ด้วย แต่การลงทุนดังกล่าวจะ

ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและการควบคุม อาทิ รัฐบาลจะกำหนดโควต้าสำหรับปริมาณเงินทุนที่ต่างชาติจะเข้าไปร่วมลงทุนในระบบธนาคารรัสเซียไว้เป็น

จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อปริมาณเงินลงทุนเต็มถึงจำนวนที่กำหนดโควต้า ธนาคารจะหยุดการออกใบอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติซึ่งจะไม่สามารถเข้าไปลงทุน

ได้อีก เป็นต้น
1.5  การสิ้นสุดของธุรกิจการธนาคารพาณิชย์

เมื่อธนาคารพาณิชย์หยุดดำเนินธุรกิจ ธนาคารกลางจะเป็นผู้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการของธนาคารพาณิชย์ก่อนธนาคารจึงจะ

สามารถหยุดการดำเนินธุรกิจ/กิจการได้ ซึ่งเมื่อใบอนุญาตได้ถูกเพิกถอนแล้ว ธนาคารพาณิชย์อาจดำเนินการร้องขอต่อศาลเพื่อพิจารณาทางเลือก 2

ทาง คือ
ก.  หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว
ข.  ขอดำเนินคดีล้มละลาย
1.6  ขอบข่ายการดำเนินกิจการของธนาคาร
ก.  ธนาคารกลาง
- กำหนด กฎ ระเบียบ เกี่ยวกับการหมุนเวียนของการเงิน
- กำหนดนโยบายด้านการเงินและสินเชื่อ
- ดำเนินธุรกิจด้านการธนาคารพาณิชย์
- ดูแลผลประโยชน์ของผู้ฝากเงิน
- กำกับและดูแลธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน
- ดำเนินการด้านเศรษฐกิจกับต่างประเทศ
- รักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเบิลรัสเซีย
- ดูแลผลประโยชน์ของธนาคารกลางรัสเซียในต่างประเทศ, ธนาคารระหว่าง
ประเทศและสถาบันการเงินอื่น ๆ
- ดำเนินการในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ข.  ธนาคารพาณิชย์
- ระดมเงินฝากและให้กู้เงิน
- ดำเนินการรับ/จ่ายเงิน และดำเนินธุรกิจการธนาคาร
- ดูแลบัญชีลูกค้าและธนาคารลูกค้า
- ดำเนินการลงทุนทางด้านการเงิน

- ดำเนินการทางด้านเอกสารการเงิน (เช็ค บัตรเครดิต ใบสั่งจ่ายเงินภาษี และภาระหนี้สินอื่นๆ)

- ใช้สิทธิในการเก็บสินค้า ให้การค้าธุรกิจบริการ รับประกันความเสี่ยง
- ดำเนินธุรกิจการค้าเงิน
- ดำเนินธุรกิจการค้าโลหะมีค่า อัญมณี ทั้งในและต่างประเทศ
- เก็บรักษาเอกสาร และวัสดุมีค่าในห้องมั่นคง
- ให้บริการแนะนำปรึกษา ดำเนินธุรกิจลิสซิ่ง
- ดำเนินธุรกิจอื่น ๆ และดำเนินการโอนเงินตามข้อตกลงกับธนาคารกลาง
2.  วิธีการชำระเงินค่าสินค้าในสหพันธรัฐรัสเซีย

2.1  ตามกฎหมายการชำระเงินในอาณาเขตของสหพันธรัฐรัสเซียอาจดำเนินการได้ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งเป็นไปตามความตกลง

ระหว่างคู่สัญญาซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลทั่วไป การชำระเงินอาจเป็นเทอมของการชำระเงินล่วงหน้า (Advance) การชำระเงินระยะสั้น (Short

Term) และการชำระเงินในระยะยาว (Long Term) การชำระเงินที่สำคัญอาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ คือ

(1)  Document Letter of Credit  ซึ่งเป็นรูปแบบการชำระเงินที่มีความแน่นอนที่สุดวิธีหนึ่งที่มีความมั่นใจทั้งฝ่ายผู้ส่งออก

และฝ่ายผู้นำเข้าสินค้า กล่าวคือ

ผู้ส่งออก:  มั่นใจว่าจะได้รับชำระค่าสินค้าแน่นอนตามกำหนดเวลาเมื่อมีการส่งมอบสินค้าตามข้อตกลงแล้ว

ผู้เข้า:    มั่นใจว่าเมื่อชำระเงินแล้วจะได้รับสินค้าถูกต้องแน่นอนตามสัญญาการชำระเงินโดยวิธี L/C ในรัสเซียแบ่ง

ได้เป็น 2 ประเภท คือ
ก.  Covered Letter of Credit (Deposited) and Non-covered Letter of Credit
(Guaranteed)
ข.  Revocable and Irrevocable Letter of Credit

นอกจากนั้น การชำระเงินในรูปแบบอื่นในกลุ่มนี้ อาทิ Money Order (Payment Order) และ Letters of Change

เป็นต้น

(2)  Document Collection เป็นรูปแบบการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการโดยมีเงื่อนไขให้ผู้รับสินค้าชำระเงินต่อธนาคาร

ของตนก่อนรับมอบเอกสารสินค้า (Shipment Documents) ที่ผู้ส่งสินค้าจัดส่งมาให้ การชำระค่าสินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ D/P (Document Against

Payment), D/A (Document Against Acceptance) เป็นต้น

(3)  Bank Transfers เป็นรูปแบบการชำระเงินโดยคำสั่งของธนาคารหนึ่งไปยังธนาคารอีกแห่งหนึ่ง การโอนเงินชำระอาจ

ดำเนินการด้วยวิธีไปรษณีย์ เทเลกซ์ หรือวิธีการโทรคมนาคมสื่อสารอื่น ปัจจุบันวิธีการที่ปฏิบัติทั่วไปรวมถึงบางธนาคารในรัสเซีย คือ การโอนเงินโดยวิธี

SWIFT (Society of Worldwide Interlink Financial Telecommunications) ซึ่งเป็นวิธีการโอนเงินที่รวดเร็วไปยังประเทศต่าง ๆ

ได้ทั่วโลกนับเป็นวิธีการที่ใช้แพร่หลยสำหรับการค้าระหว่างประเทศ/การนำเข้า-ส่งออกและการโอนเงินระหว่างประเทศ

(4)  Bank Cheques เป็นวิธีการชำระเงินซึ่งธนาคารต่างชาติสั่งจ่ายให้ธนาคารรัสเซีย ซึ่งธนาคารรัสเซียจะจ่ายเงินให้ลูกค้า

ต่อเมื่อมีจำนวนเงินที่เพียงพอ หรือในทำนองกลับกัน

(5)  Cash เป็นการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสด ในอดีตที่ผ่านมามีการชำระเงินค่าสินค้าด้วยเงินสดสำหรับการสั่งซื้อสินค้าใน

ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันจากการเข้มงวดของรัฐบาลรัสเซีย ในการควบคุมนำเงินออกนอกประเทศเป็นผลให้การชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดลด

ลง อย่างไรก็ตาม นอกจากการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดผู้ค้ารัสเซียยังมีการชำระค่าสินค้าด้วยวิธีการอื่น อาทิ การชำระเงินผ่านธนาคารในต่างประเทศ

การชำระผ่านสถาบันการเงิน  Offshore  เช่น  ที่ในเลบานอน ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแคริเบียน (Bahanas, Cayman Island), ไซปรัส,

ลักแซมเบอร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้น มีการชำระเงินโดยการโพยก๊วน และวิธีการที่ไม่เปิดเผยอื่นอีก เป็นต้น

2.2  การดำเนินธุรกรรมด้านการชำระเงินสกุลต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์รัสเซียอยู่ภาย

ใต้การควบคุมของธนาคารกลาง ซึ่งจะอนุญาตให้ธนาคารดำเนินการได้เฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การดำเนินการธุรกิจ

ดังกล่าว เช่น  การรับเปิดบัญชีเงินสกุลต่างประเทศ การชำระเงินเพื่อการส่งออก/นำเข้า การซื้อและขายเงินสกุลต่างประเทศ การให้สินเชื่อและการ

ดำเนินธุรกิจอื่นๆ เป็นต้น ปัจจุบันจากธนาคารจำนวนกว่า 1,200 ราย ของรัสเซียมีเพียงประมาณ 170 ธนาคารเท่านั้นที่สามารถดำเนินการดังกล่าว

ได้ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2001) ซึ่งประเด็นนี้ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังเนื่องจากธนาคารมิใช่จะมีอำนาจดำเนินธุรกรรมต่างประเทศได้ทุก

ธนาคาร
3.  ความมั่นคงของระบบธนาคารพาณิชย์ของรัสเซีย

3.1  ภูมิหลัง  เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1998 ธนาคารกลางและรัฐบาลรัสเซียได้ประกาศให้ค่าเงินรูเบิลมีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกล

ไกตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปล่อยให้ค่าเงินรูเบิลลอยตัวอันเป็นเหตุให้ค่าเงินรูเบิลเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ลดลงไป

ร้อยละ 35 - 50 นอกจากนั้น รัสเซียยังได้ประกาศฝ่ายเดียวพักชำระหนี้เงินตราต่างประเทศของธนาคารและเอกชนที่มีต่อต่างชาติออกไปอีก 90 วัน

ซึ่งส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจทุกภาคในประเทศและต่างประเทศ ทั้งระดับมหภาคและจุลภาค อาทิ ผลกระทบต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก

โดยรวมกระทบประเทศเจ้าหนี้และผู้ลงทุนต่างชาติ กระทบต่อตลาดหุ้น และการค้าระหว่างประเทศ และกระทบถึงธนาคารพาณิชย์ของรัสเซียด้วย

จากการประกาศให้ค่าเงินรูเบิลลอยตัวมีผลให้ค่าเงินรูเบิลต่อเหรียญสหรัฐฯได้อ่อนตัวลงเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลาง

ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในการประกาศค่าเงินลอยตัวของรัสเซียดังกล่าว ธนาคารยังได้ประกาศพักชำระหนี้เงินตราต่างประเทศของธนาคาร

และเอกชนเพื่อการขยายเวลาชำระหนี้และแก้ไขปัญหาเงินตราต่างประเทศที่เหือดแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาวะการณ์ดังกล่าวกลายเป็นคลื่นสะท้อนไปสู่

ประชาชนให้เสียขวัญและสร้างความตื่นตระหนักให้ประชาชนเพิ่มขึ้นอีก

ประชาชนรัสเซียซึ่งไม่มีความเชื่อมั่นในเงินรูเบิลจึงพยายามจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือพยายามโอนเงินออกไป

ต่างประเทศ ประชาชนได้หลั่งไหลไปถอนเงินจากธนาคารทั้งเงินบัญชีรูเบิลเพื่อรีบนำไปจับจ่ายซื้อหาสินค้าเนื่องจากค่าเงินได้ลดลงอย่างรวดเร็วและ

ก่อนราคาสินค้าจะขยับตัวสูงขึ้น รวมถึงการนำเงินรูเบิลไปแลกซื้อเงินสกุลต่างประเทศโดยเฉพาะเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปเก็บ ตลอดจนการเบิกถอน

บัญชีเงินเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปเก็บไว้เอง หลังจากนั้นได้มีข่าวความไม่มีเสถียรภาพของธนาคารชั้นนำหลายแห่งจึงได้ซ้ำเติม สถานการณ์ของธนาคาร

ยิ่งขึ้นไปอีกจากภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารซึ่งขาดสภาพคล่องจึงไม่อาจจ่ายเงินแก่ลูกค้าผู้มาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเป็นจำนวนมากพร้อม

กันได้ ประกอบกับทางธนาคารประสบปัญหาการเงิน จึงมีการปฏิเสธการให้ถอนเงินหรือผลัดผ่อนเวลาออกไป ยิ่งสร้างความปั่นป่วนแก่ประชาชนและเกิด

วิกฤตการณ์ทางธนาคารที่รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

จากภาวะหนี้สินของธนาคารและวิกฤตการณ์ทางการเงินของรัสเซียในครั้งนี้ส่งผลต่อธนาคารของรัสเซียโดยตรง (ซึ่งขณะนั้นมีมาก

กว่า 1,500 ธนาคาร) นอกจากนั้น รักษาการรัฐบาลในเวลานั้นจึงได้แถลงว่ารัฐจะเข้าแทรกแซงธนาคารโดยจะเข้าช่วยเหลือบางธนาคารที่พอจะ

ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ส่วนธนาคารใดที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ก็จะปล่อยให้ต้องล้มไป ซึ่งมีธนาคารชั้นนำขนาดใหญ่ใน 20 ลำดับแรกของรัสเซีย

อยู่ในข่ายดังกล่าวด้วย รัฐบาลได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการประกันเงินฝากของประชาชน ด้วยการโอนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ประเภทบุคคล

ธรรมดามากที่สุด มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด อันเป็นมาตรการเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาธนาคารพาณิชย์ที่ประสบปัญหาในเวลานั้น

จากภาวะวิกฤตการณ์ดังกล่าวทั้งธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ของรัสเซียจึงได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ  เพื่อแก้ไขปัญหา

และความอยู่รอดของธนาคาร  ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวรัสเซียอยู่ในภาวะที่ยังมีความขัดแย้งทางการเมืองสูงและอยู่ในระหว่างการจัดตั้งคณะ

รัฐบาลใหม่ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นภาระที่หนักมากของทั้งธนาคารกลางรัสเซียและรัฐบาลที่จะต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนที่ภาวะความมั่นใจในระบบ

การเงินการคลังทั้งระบบจะหมดไป และธุรกิจการธนาคารจะหยุดชะงักลง ซึ่งจะก่อให้เกิดการล่มสลายของการธนาคารทั้งระบบ และเป็นผลกระทบต่อ

ประเทศที่มีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจการค้า การเงิน การลงทุนกับรัสเซีย ตลอดจนก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปด้วย

3.2  วิกฤตเศรษฐกิจการเงินในปี 1998 ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบการธนาคารของรัสเซียมีจำนวนมากมายถึง 1,500

ธนาคาร ซึ่งยังคงมีความด้อยประสิทธิภาพ มีความจำกัดในการบริหาร และไม่ได้มาตรฐานสากล ขาดวินัยและมีการทุจริต ประกอบกับมีหนี้สินเงินทั้งใน

ประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล จึงได้รับผลของวิกฤตการณ์และส่งผลต่อระบบการธนาคารของรัสเซียอย่างรุนแรง รัฐบาลขณะนั้นนอกจากมี

ภาระในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในภาพรวมแล้ว ยังจะต้องแก้ไขปัญหาธนาคารพาณิชย์ของเอกชนที่ประสบปัญหาดังกล่าวอีก

แต่การแก้ไขปัญหาระบบธนาคารของรัสเซียเป็นภาระกิจที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนอกจากจะแก้ไขปัญหาตามหลักเศรษฐศาสตร์การเงินแล้ว

รัฐบาลยังประสบปัญหากับนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ/การเมืองสูง ผู้เกี่ยวข้องกับการธนาคาร (Oligarchs) และเป็น

ผู้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐบาล (Kremlin) ในขณะนั้นด้วย

ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจและความล้มเหลวของระบบธนาคารรัสเซียนับแต่ปี 1998 เป็นต้นมา  เป็นผลให้ระบบการเงิน

การธนาคารของรัสเซียไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์  ซึ่งรัฐบาลก็ได้พยาบาลดำเนินการเพื่อฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินมาโดยลำดับ

3.3  ในปี 2000 นับเป็นปีที่ระบบการธนาคารของรัสเซียเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากสภาวะเศรษฐ- กิจโลกที่มีส่วนเอื้อ อาทิ ราคาน้ำมันดิบ

ในตลาดโลกมีราคาพุ่งสูงขึ้น, เจ้าหนี้ต่างประเทศของรัสเซียไม่ได้เร่งรัดการชำระหนี้ รวมทั้งได้มีความพยายามในการทำความตกลงและดำเนินการต่าง

ๆ อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง, ธนาคารกลางได้พยายามฟื้นฟูแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของสถาบันการเงินและปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ได้มีส่วนในการ

แก้ไขปัญหาของตนเองด้วย ซึ่งในส่วนของธนาคารที่มีขนาดใหญ่และไม่อาจแก้ไขปัญหาหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ก็ให้เลิกกิจการไป ซึ่งก็ก่อให้เกิดที่ว่าง

สำหรับสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการจัดการที่ดีสามารถเข้าตลาดและดำเนินธุรกิจแทนที่อย่างมีประสิทธิภาพได้

ในปี 2000 ระบบธนาคารมีการดำเนินการไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี ธนาคารกลางได้มีการเบิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ

ธนาคารไปเพียง 36 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับระยะที่ผ่านมา
จำนวนธนาคารรัสเซียที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ปี         จำนวน
1996       266
1997       332
1998       221
1999       127
2000        36
ที่มา : Central Bank

อย่างไรก็ตาม ในภาคธุรกิจการธนาคารของรัสเซียปัจจุบันยังคงมีสภาวะด้อยทางด้านเงินทุนและขาดการพัฒนาระบบธนาคาร โดยเฉพาะ

เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจทั้งระบบของรัสเซียซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 1 ของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มฟื้นตัว

และระบบการธนาคารจะมีการปรับปรุงแต่ในภาคของการลงทุนด้านการธนาคารในรัสเซียของธนาคารจากต่างประเทศกลับมีขนาดลดลง กล่าวคือ

จากข้อมูลไตรมาสที่ 4 ของปี 2000 ธนาคารต่างชาติในรัสเซียได้ลดวงเงินธุรกิจลงจาก 45 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เหลือเพียง 39.7 พันล้าน

เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแม้สาเหตุหลักประการหนึ่งจะเป็นเรื่องการอ่อนตัวลงของค่าเงิน EURO ที่เทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ แต่สาเหตุที่สำคัญอีกประการ

ก็ยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจของรัสเซีย

นอกจากนั้นธนาคารต่างชาติยังได้ลดขนาดกิจกรรมทางธุรกิจในรัสเซียลงเป็นจำนวนถึงเกือบร้อยละ 50 (เทียบกับบราซิลลดลงร้อยละ 25,

อินโดนีเซียร้อยละ 23 และเอเซียโดยรวมร้อยละ 16) อาทิ ธุรกิจด้านสินเชื่อการกู้ยืม, การค้ำประกันเงินกู้, การออก L/C, ธุรกิจตลาดการเงิน

และการลงทุนระหว่างธนาคาร เป็นต้น ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจต่างชาติรายสำคัญ เช่น ธนาคารจากญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และราชอาณาจักรบริเตนใหญ่

ได้ลดขนาดธุรกิจลง โดยเฉพาะธนาคาจากอังกฤษลดธุรกิจร้อยละ 602 ในขณะที่ธนาคารจากสหรัฐฯ ลดขนาดธุรกิจลงถึงร้อยละ 80 สำหรับธนาคาร

จากเยอรมันนีและอิตาลีซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในยุโรปยังคงรักษาขนาดของธุรกิจธนาคารไว้

4.  สรุปและความเห็น

4.1 ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในปี 1998 เป็นต้นมา ระบบธนาคารพาณิชย์ของรัสเซีย กล่าวได้ว่าประสบปัญหาอย่างรุนแรงที่สุด

ระบบการเงินซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ฝากขาดความมั่นใจในระบบสถาบัน

การเงิน ภาวะหนี้สินต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารต่างประเทศไม่เห็นผลของการประกอบธุรกิจในรัสเซีย เป็นผลให้ระบบการเงินการ

ธนาคารของรัสเซียขาดเสถียรภาพ ยังผลต่อระบบธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงความมั่นใจในการค้าระหว่างประเทศและการส่งออกสินค้า

ไทยไปยังรัสเซียด้วย

4.2  รัฐบาลรัสเซียในระยะเวลาที่ผ่านมาได้พยายามปรับระบบทางการเงินมีการฟื้นฟูสถาบันการเงิน การเสนอการปรับโครงสร้างหนี้และ

การรักษาเสถียรภาพเงินรูเบิล มาตรการดังกล่าวนับว่าประสบผลในทางบวกในระดับหนึ่งดังเช่นภาวะเศรษฐกิจในปี 2000 ที่ผ่านมา


2 ธนาคาร Barchlays of London ได้ประสบภาวะขาดทุน 493 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากวิกฤตในปี 1998 และได้ถอนธุรกิจออกจากรัสเซียไปแล้ว

ในการนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการของไทยซึ่งยังคงมีความกังวลหรือไม่มีความมั่นใจในระบบการเงินการธนาคารของรัสเซียอันมี

ผลต่อการค้าการส่งออกไปรัสเซีย สำนักงานฯ ได้ชี้แจงข้อมูลดังนี้.-

ก. ธนาคารรัสเซียปัจจุบันมีจำนวนกว่าหนึ่งพันธนาคาร ซึ่งต่างมีระดับของสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือลดหลั่นกันลงไป ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูล

สำหรับผู้ประกอบการไทยสำหรับใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจทางธุรกิจ จึงได้แนบข้อมูลการจัดแบ่งลำดับชั้นความน่าเชื่อถือของธนาคารรัสเซีย3 ดังนี้.-

1). การจัดอันดับตามสภาพความเป็นจริงของธนาคาร (Ranked by Reality)
2). การจัดอันดับ 50 ธนาคารแรกตามผลกำไร (Top 50 Banks by Profit)

ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยอาจพิจารณาใช้ประโยชน์ในความเหมาะสมของการชำระเงินสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปรัสเซียในประเภทต่าง ๆ

โดยพิจารณาข้อมูลประกอบจากรายชื่อในการจัดลำดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร ทั้งธนาคารรัสเซียและธนาคารต่างชาติตามเอกสารที่กล่าวข้างต้น

ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยในการพิจารณาเรื่องการชำระเงินหรือการพิจารณาในส่วนของการให้เครดิตได้ในระดับหนึ่ง

ข. นอกจากพิจารณาข้อมูลในส่วนของความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวข้างต้น    ผู้ประกอบการของไทยอาจพิจารณา "บริการ

การประกันการส่งออก" ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ซึ่งให้บริการประกันการส่งออกแบบ SEBI (Small

Export Bill Insurance) ซึ่งการประกันการส่งออกดังกล่าวผู้ส่งออกจะได้รับการคุ้มครองจากความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ จากการที่ธนาคารผู้เปิด

L/C ไม่ชำระเงินหรือล้มละลาย ผู้ซื้อล้มละลาย ผู้ซื้อปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ซื้อปฏิเสธการรับสินค้า รวมทั้งคุ้มครองความเสี่ยงจากเหตุการณ์สงคราม

หรือความไม่สงบทางการเมืองด้วย

สำหรับการคุ้มครองในการประกันการส่งออกนี้ ธนาคารฯ จะให้ความคุ้มครองมีมูลค่าถึงร้อยละ 70-90 ของความเสียหาย

ซึ่งหากเกิดมีความเสียหายขึ้นมา ธสน. จะชดใช้ค่าสินค้าให้ในอัตราดังกล่าว ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในด้านค่าธรรมเนียมและค่าเบี้ยประกันก็เป็นจำนวนไม่มาก

กล่าวคือ อัตราประมาณเพียงร้อยละ 0.16 - 0.95 ของมูลค่า L/C หรือมูลค่าที่รับแจ้ง เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการเสริมที่จะช่วยผู้ประกอบการไทย

ให้มั่นใจและเป็นการประกันความเสียในการส่งออกสินค้าไทยไปรัสเซียที่เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่ง

(ที่มา : สำนักพัฒนาตลาดต่างประเทศ ส่วนตลาดยุโรปตะวันออก กระทรวงพาณิชย์)

3 ที่มา : Rating Information Center, Business Review, Volume 9 No. 2, March 2001

รายชื่อธนาคารพาณิชย์ของรัสเซีย (ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 17 สิงหาคม 1998)
Russia's Biggest Banks (assets above 1 bln rubles), July 1

No.       NAMES               ASSETS              No.       NAMES                         ASSETS

1.        SBERBANK            190,593.0           36.       DIAMANT                       2,828.5

2.        INKOMBANK            35,252.7           37.       PROMRADTEKHBANK               2,822.5

3.        SBS-AGRO             26,808.7           38.       ZENIT*                        2,750.6

4.        UNEXIMBANK           23,080.8           39.       EVROFINANS                    2,501.8

5.        ROSSLLSKY KREDIT     18,957.6           40.       UNIKOMBANK*                   2,455.9

6.        MENATEP              18,949.5           41.       SOVFINTREID                   2,424.8

7.        MEZHPROMBANK         17,473.9           42.       BNP-DRESDNER                  2,281.9

8.        VNESHTORGBANK*       17,338.6           43.       SOCIETE GENERAL VOSTOK*       2,237.1

9.        GAZPROMABANK         13,344.3           44.       YUNIBEST                      2,064.3

10.       MFK*                 10,468.7           45.       KOPF                          1,941.2

11.       NRB                   9,624.4           46.       PROBIZNESBANK                 1,886.7

12.       MMB*                  9,486.3           47.       ABN-AMRO BANK                 1,879.1

13.       MOSBIZNESBANK         9,194.0           48.       AGROPROMBANK                  1,869.8

14.       IMPERIAL              9,011.4           49.       MOSSTROIEKONOMBANK            1,868.3

15.       MOST-BANK             8,813.1           50.       MDM-BANK*                     1,824.9

16.       AVTOBANK              8,923.1           51.       PETROVSKY                     1,820.4

17.       ALFA BANK             7,293.3           52.       KONVERSBANK                   1,784.7

18.       CITI BANK             6,608.0           53.       NEFTEKHIMBANK                 1,743.5

19.       PROMSTROI BANK        6,432.9           54.       INFORBANK                     1,599.5

RUSSIA

20.       TOKO BANK             6,331.7           55.       RN BANK OF NEW YORK           1,566.0

21.       TORI BANK*            6,140.7           56.       ROSESTBANK                    1,451.0

22.       ING BARINGS*          6,010.0           57.       KUZBASSPROMBANK               1,435.6

23.       BANK OF MOSCOW        5,887.3           58.       VESTLB VOSTOK                 1,431.7

24.       VOZROZHDENIYE         5,759.7           59.       INTERTEKBANK**                1,417.0

25.       SOBINBANK             5,184.8           60.       DIALOG BANK                   1,402.8

26.       PROMSTROIBANK         4,884.2           61.       BALT-UNEXIM BANK              1,247.8

(ST.P)

27.       MEZHKOMBANK           4,570.3           62.       RAIFFEISENBANK AUSTRIA        1,320.2

28.       GUTA-BANK             4,306.4           63.       METALLINVESTBANK              1,185.6

29.       MIB*                  4,143.3           64.       ZAPSIBKOMBANK                 1,145.0

30.       CREDIT-LYONNAISE      3,408.1           65.       BANK AUSTRIA (MOSCOW)*        1,125.5

31.       CSFB                  3,372.8           66.       GLOBEKS                       1,107.9

32.       CHASE MANHATTAN       3,242.8           67.       PETROKOMMERSTBANK             1,098.0

INT.

33.       BASHKREDITBANK        3,065.2           68.       RNKB                          1,096.7

34.       AK-BARS               2,980.9           69.       NIZHEGORODPROMTROIKA          1,003.4

35.       CHELINBANK*           2,942.5
--วารสาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 13/2544 วันที่ 15 กรกฎาคม 2544--
-อน-
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง