ข่าวอินโฟเควสท์
06:48 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ หลังจีนส่งสัญญาณยังไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ   ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่า…
06:29 ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: วิตกศก.สหรัฐ,จีน ฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง 107.06 จุด   ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (22 ก.ย.) เนื่องจากนัก…
23:56 กองทหารยูเครน-กลุ่มกบฎเริ่มจัดทำพื้นที่กันชนปลอดอาวุธ แม้ยังมีการปะทะกัน   นายอันเดร ไลเซนโก โฆษกสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติของยูเครน เปิดเผ…
23:37 “ปูติน" เผยรัสเซียต้องการให้ยูเครนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ   ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย กล่าวว่า ธนาคารของรัสเซียควรที่จะยังค…
23:14 อียู-รัสเซีย-ยูเครนเล็งจัดประชุมว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงาน 26 ก.ย.นี้   สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันนี้ว่า การประชุมระดับ…

สรุปข่าวเศรษฐกิจประจำวัน วันที่ 23 มีนาคม 2548

ข่าวเศรษฐกิจ RYT9 -- พุธที่ 23 มีนาคม 2548 14:18:21 น.
ข่าวเศรษฐกิจในประเทศ

1.  รัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้น 3 บาทต่อลิตร  รมว.พลังงาน เปิดเผยภาย

หลังการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิเช่น รมว.คลัง รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ และ รมว.

คมนาคม ว่า ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอีก 3 บาทต่อลิตร หลังจากที่ได้ตรึงราคามาตั้งแต่วันที่

10 ม.ค.47 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 18.19 บาทต่อลิตร จากเดิมอยู่ที่ 15.19 บาทต่อลิตร ลดภาระ

การชดเชยของกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงเหลือเพียง 3.62 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ (23 มี.ค.) เป็นต้น

ไป เพื่อให้ราคาน้ำมันในประเทศไม่ต่างจากราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัว

สูงขึ้นไม่เกิน 50 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล ก็จะไม่ปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก โดยจะคงไว้ที่ราคานี้ไปจนถึงสิ้นปี

แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกก็จะต้องพิจารณาปรับราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบวานนี้ (22 มี.ค.)

อยู่ที่บาร์เรลละ 47.65 ดอลลาร์ สรอ. ซึ่งตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาเฉลี่ย

ในเดือน ม.ค.อยู่ที่ 37.92 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล เดือน ก.พ.อยู่ที่ 39.81 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล สูง

กว่าเดือน ก.พ.ปีก่อนประมาณ 40%  (ผู้จัดการรายวัน, โลกวันนี้)

2.  คาดว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวลดลง 0.5-0.75%  ปลัด ก.คลัง

เปิดเผยว่า ก.คลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินผล

กระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลว่า จะทำให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.5-

0.75% หรือทำให้จีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 5-5.25% ในปี 48 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 6% และกระทบต่ออัตราเงิน

เฟ้อ 0.5% หรือจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปีจาก 3% อยู่ที่ 3.5-4% โดยขึ้นอยู่กับมาตรการในการควบ

คุมราคาสินค้าด้วย  นอกจากนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเพิ่มราคา

น้ำมันดีเซล อยู่ในประมาณการเศรษฐกิจอยู่แล้ว จากเดิมที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือน เม.ย. ทำให้ ธปท.ไม่มี

ความจำเป็นต้องทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ (ผู้จัดการรายวัน, โพสต์ทูเดย์)

3. คาดว่าปัญหาภัยแล้งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่า 37,320 ล.บาท   ผอ.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจการประเมินผลกระทบต่อระบบ

เศรษฐกิจจากสถานการณ์ภัยแล้งในปี 48 ว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งสิ้น 37,32047 ล.บาท หรือร้อยละ

0.37 ของจีดีพี  โดยจะเกิดผลกระทบต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการค้า ภาคสถาบันการเงิน และ

ภาคการขนส่ง ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบจากภัยแล้งจะสิ้นสุดหลังเดือน ก.ค.48 และเชื่อว่าเมกะโปรเจ็กส์และการ

กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ได้ในไตรมาส 3-4 ของปี (โลกวันนี้)
4. ก.คมนาคมเตรียมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบด้านการขนส่งจากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน

ดีเซล    รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางบรรเทาปัญหา

ผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและกำหนดนโยบายในภาพรวม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องให้มีการ

ปรับค่าโดยสารขึ้นบ้างตามต้นทุน โดยเฉพาะในส่วนของรถร่วม บขส. และ ขสมก. ส่วนจะมากน้อยแค่ไหน ต้นทุน

เป็นอย่างไร ภาครัฐคงต้องเข้าไปร่วมรับภาระกับเอกชนด้วย ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร จะ

ทำให้ภาคการขนส่งทุกโหมดทั้งการขนคนและขนสินค้ามีต้นทุนค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 2,317 ล.บาทต่อปี (ผู้จัดการ

รายวัน)
ข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ

1. ธ.กลาง สรอ.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอีกร้อยละ 0.25 ต่อปีทำให้อัตราดอกเบี้ยใน

ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 2.75 ต่อปี รายงานจากวอชิงตัน เมื่อ 22 มี.ค.48 ธ.กลาง สรอ.หรือ Fed ประกาศขึ้น

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอีกร้อยละ 0.25 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.48 ที่ผ่านมา ทำให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ

2.75 นับเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 7 นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.47 เพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อจากราคาบ้าน สินค้า

และพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น หลังจากเศรษฐกิจ สรอ.เริ่มขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา

โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4 ในไตรมาสสุดท้ายปี 47 และขยายตัวมากกว่าร้อยละ 4 ในไตรมาสแรกปีนี้ อย่าง

ไรก็ดี นายอลัน กรีนสแปน ประธาน Fed ได้แถลงต่อรัฐสภาของ สรอ.ว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในอัตราที่

ค่อนข้างต่ำ และ Fed ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เป็นกลางซึ่งเป็นระดับที่ไม่ขัดขวางการเติบโตทาง

เศรษฐกิจและไม่เอื้อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางของ Fed อยู่ระหว่าง

ร้อยละ 3 ถึง 5 ต่อปี นักวิเคราะห์บางคนคาดว่า Fed จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีนี้ เพื่อประเมิน

ตัวเลขทางเศรษฐกิจก่อนที่จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.0 ต่อปีในช่วง

สิ้นปี (รอยเตอร์)

2. ดัชนีราคาผู้ผลิตของสรอ. ในเดือนก.พ.เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4  รายงานจากวอชิงตันเมื่อวันที่ 22

มี.ค. 48 ก.แรงงานสรอ.เปิดเผยว่า ในเดือนก.พ. 48 ดัชนีราคาผู้ผลิตซึ่งเป็นมาตรวัดราคาของภาคเกษตร

โรงงาน และโรงกลั่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.4 และราคาอาหารเพิ่มขึ้น

ร้อยละ 0.8 อย่างไรก็ตามดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (core PPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น

เพียงร้อยละ 0.1 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของวอลสตรีท และระงับความกลัวจากภาวะเงินเฟ้อเมื่อเดือนม.ค.ที่

เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 0.8 อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว core PPI เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.8 มากที่สุด

นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 38 ในขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตโดยรวมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 4.7 เนื่องจากต้นทุนราคา

น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley มีความเห็นว่าดัชนีราคาขายส่งเป็นสัญญานบ่งชี้ที่

เด่นชัดว่าจะเกิดแรงกดดันในเรื่องเงินเฟ้อของประเทศต่อไป ทำให้ ธ.กลางสรอ.ตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย

นโยบายอีกร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 2.75 เมื่อวานนี้เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ(รอยเตอร์)

3. อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.พ.48 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบต่อเดือน รายงาน

จากลอนดอน เมื่อ 22 มี.ค.48 สำนักงานสถิติอังกฤษ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.พ.48

เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบต่อเดือน ขณะที่เทียบต่อปียังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน ธ.ค.47 ที่ร้อยละ 1.6

และยังต่ำกว่าระดับที่ ธ.กลางอังกฤษกำหนดเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 2.0 ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เห็นว่าตัวเลขเงินเฟ้อใน

เดือน ก.พ.ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธ.กลางอังกฤษจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เพื่อรับมือ

กับภาวะเงินเฟ้อในช่วง 2 ปีข้างหน้าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางคนคาดว่า น่าจะมีการปรับขึ้นอัตรา

ดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ในเดือน ส.ค.นี้ นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังทำให้ค่าเงินปอนด์ลดลงในขณะที่อัตรา

ดอกเบี้ยในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสูงขึ้น เนื่องจากผู้ค้าเงินคาดว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดได้ทำให้แรงกดดันในการขึ้น

อัตราดอกเบี้ยผ่อนคลายลงแล้ว ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาจากภาคคมนาคมขนส่ง เนื่องจากต้น

ทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจการบินต้องปรับเพิ่มค่าโดยสารในประเทศและเส้นทางในยุโรป ในขณะที่ภาคครัว

เรือน ค่าแก๊สและค่าไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเมื่อปี 40 เป็นต้นมา (รอยเตอร์)

4. จีดีพีของเกาหลีใต้ในไตรมาส 4 ปี 47 เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้  รายงานจากกรุงโซล

ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.48  สนง.สถิติของ ธ.กลางเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทาง

เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในไตรมาส 4 ปี 47 ขยายตัวร้อยละ 0.9 ต่ำกว่าผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่คาด

การณ์ไว้ร้อยละ 1.1 แต่ก็เป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการเติบโตร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 4 ปี 46  ในขณะที่

การเติบโตรายไตรมาสยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี  ส่วนการบริโภคภายในประเทศมีการเติบโตดีขึ้นและจะส่งผล

ให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้สมดุลมากขึ้น แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าการบริโภคภายในประเทศมีการฟื้น

ตัวอย่างเต็มที่แล้ว   ทางด้าน สนง.นโยบายเศรษฐกิจ ก.คลังของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในช่วงไตร

มาสแรก ปี 48 จะขยายตัวร้อยละ 4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 4 ปี 47 โดยมีแรงสนับสนุนจากการ

บริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าจีดีพีในปี 47 ขยายตัวร้อยละ

4.6 จากร้อยละ 3.1 ในปี 46    (รอยเตอร์)

ข้อมูลเศรษฐกิจ                                                            23 มี.ค. 48        22 มี.ค. 48         30 ม.ค. 47         แหล่งข้อมูล

อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคาร (Bht/1US$)                                                  38.642             39.263             ธปท.

อัตราซื้อถัวเฉลี่ยตั๋วเงิน/อัตราขายถัวเฉลี่ยของ ธพ. (Bht/1US$)                                     38.4459/38.7365    39.0915/39.3765        ธปท.

อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่าง ธพ. ขนาดใหญ่ระยะ 7 วัน (ร้อยละ)                                            2.25          1.1875 - 1.2800       รอยเตอร์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (จุด)/มูลค่าซื้อ/ขาย (พันล้านบาท)                                              699.53/15.30       698.90/29.26          ตลท.

ราคาทองคำแท่ง (ซื้อ/ขายบาทละ)                                            7,850/7,950        7,900/8,000        7,400/7,500      สมาคมค้าทองคำ

ราคาน้ำมันดิบดูไบ (US$/บาเรล)                                                46.81              47.58              28.18         ปตท./รอยเตอร์

ราคาน้ำมันเบนซิน 95/ดีเซล (บาท)                                          22.09*/18.19**     22.09*/15.19        16.99/14.59          ปตท.

*   ปรับเพิ่ม ลิตรละ 40 สตางค์  เมื่อ 11 มี.ค. 48
* *ปรับเพิ่ม ลิตรละ 3 บาท  เมื่อ 23 มี.ค. 48
--ธนาคารแห่งประเทศ--
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง