คอลัมน์: บทความพิเศษ: ความขี้ฉ้อคอรัปชั่นของสังคมไทย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2553 00:00:44 น.
อภิชาต ทองอยู่
tapichart@hotmail.com

"คอรัปชั่น" เป็นผลผลิตของการต่อสู้ระหว่าง ผลประ โยชน์ กับ การจัดการผลประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งหากการบริหารจัดการเพลี่ยงพล้ำไม่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การฉ้อโกงคอรัปชั่น การบริหารจัดการที่จะแก้ ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้นไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่อง กฎหมาย หรือ การบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดแต่อย่างเดียว แม้เรื่องดังกล่าวจะสำคัญก็ตาม แต่การปลูกฝังพัฒนาสำนึกของผู้คนในสังคมให้ตื่นตัวต่อ ความถูกต้อง ประโยชน์สาธารณะ และการสร้าง ฉันทามติที่มีพลัง ต่อการให้สังคมเฝ้าระวังเรื่องนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการจะช่วยทุเลาและยุติปัญหานี้ได้

สภาพการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของผู้คนกับสภาพการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่คอยบ่อนเซาะทำลายความก้าวหน้าของสังคมไทยอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ การขี้ฉ้อคอรัปชั่น  ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อเรื่องของงบประ มาณ หรือแสดงตัวเลขที่สามารถนับจำนวนเม็ดเงินที่สร้างความเสียหายให้เห็นโดยตรงเท่านั้น แต่การขี้ฉ้อคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นได้นำประเทศไปสู่วงจรอุบาทว์เลวร้ายอย่างยากที่จะคาดเดาผลได้ อย่างน้อยที่สุดประสบการณ์ตรงที่สังคมไทยได้เคยสัมผัสคือ มันได้สร้างประเด็นที่นำ ไปสู่ปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อ พัฒนาการทางการเมือง และสร้างความแตกแยกในสังคมอย่างไม่ อาจจะประมาณค่าได้ ขณะเดียวกันการขี้ฉ้อคอรัปชั่นโดยตัวมันเอง นั้นเป็นต้นน้ำหลักที่บ่อนทำลายความเชื่อถือ ความมั่นคงทางเศรษฐ กิจของประเทศอย่างน่าวิตก การเรียกคืนความเชื่อมั่นทางสังคมเศรษฐ กิจจากประชาคมโลกนั้นต้องทุ่มเทหลากหลายมิติ และมีต้นทุนที่สูงมาก

ปัญหาความเข้มแข็งมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่มีปัญหาการขี้ฉ้อคอรัปชั่นในอันดับสูงอย่างสังคมไทยนั้นได้สั่งสมความเสียหายมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น รูปแบบการคอรัปชั่นจะมีความแยบยลเนียน และซับซ้อนมากกว่าเดิม ป.ป.ป. ได้เผยว่าการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในระบบได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศกว่าแสนล้านบาทในแต่ละปี และมีแนวโน้มที่จะทวีความเสียหายมากขึ้น งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ โดย ผศ.ดร.ชินสัคค์ สุวรรณอัจฉริยะ พบว่าการ ดำเนินธุรกิจของไทยนั้นมีอาการน่าเป็นห่วง เพราะต้นทุนทางธุรกรรมสูงขึ้นทุกขณะ บางธุรกิจหรือบางโครงการมี ต้นทุนธุรกรรม สูงเกือบเท่ากับต้นทุนการผลิตเลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้น จ่ายใต้โต๊ะ หักหัวคิว ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในต้นทุนทางธุรกรรมเหล่านี้คืออุป สรรคสำคัญที่ลดทอน ศักยภาพการผลิต และ คุณภาพการแข่งขัน ของเศรษฐกิจไทย มีผลทำให้ระบบสังคมเศรษฐกิจมีสภาพพิกลพิการอย่างที่เป็นอยู่ไปโดยปริยาย

ความเคลื่อนไหว กับ ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาขี้ฉ้อคอรัปชั่นของประเทศ ไทยไม่มีประสิทธิภาพและพลังที่เข้มแข็งพอ สังคมไทยไม่มีฉันทามติและหลักปฏิบัติที่จะสร้างความมั่นคงและการมีอนาคตในการที่จะเยียวยาปัญหานี้ ไม่สามารถดึงผู้คนออกจากระบบอุปถัมภ์ได้ ขณะเดียวกันการเมืองกระแสใหม่นับแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา กลับสร้างปัญหานี้หนักขึ้นอีก โดยอำพรางความเลวร้ายไว้ใต้ภาพของความ ก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองบางพรรคได้สนับ สนุนการจัดสรรประโยชน์เชิงอุปถัมภ์ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับนักเลือกตั้งในท้องถิ่นแต่ละเขตเลือกตั้งไว้อย่างแน่นแฟ้นซับซ้อน ทำให้ปัญหาคอรัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตกกังวล ไม่มีความสำคัญ และดูประหนึ่งว่าไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ คนในถิ่นย่านต่างๆ ตรงข้ามอาจรู้สึกเป็นเรื่องของประโยชน์ร่วมที่ได้รับโดยตรงอย่างเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ การมีส่วนร่วมในการคอรัปชั่นจึงน่าอภิรมย์กว่าการต่อต้านคอรัปชั่น! การขี้ฉ้อคอรัปชั่นตามแนวทางที่แฝงอยู่กับระบบราชการและในปฏิบัติการของนักเลือกตั้งยุคใหม่ ได้แผ่อิทธิพลให้การคอรัปชั่นกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยไปโดยปริยาย การไล่จับคอรัปชั่นต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก เรื่องสุ่มเสี่ยง เรื่องน่าวิตกกังวล!

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาคอรัปชั่นในสังคมไทย ส่วนใหญ่ผลประโยชน์ของเรื่องนี้จะตกอยู่ในแวดวงของกลุ่มคนที่ชอบสร้างภาพตัวเองว่าเป็นคนดี ซึ่งมีไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่ม การทาสีสร้างภาพตัวเองให้ เป็นคนดีมีคุณธรรมนั้นได้สร้างพื้นฐานความไว้วางใจกับสังคมได้แนบ เนียน มีการจัดวางตัวเองให้ปรากฏอยู่ในกลุ่มที่ชอบทำกิจกรรมเรื่องคุณธรรมความดี หรือสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยสร้างหน้าตาทางสังคมได้เนียนทีเดียว ผลที่ตามมาคือ ได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงรัฐและทุนได้ง่ายไม่จำกัด สามารถต่อยอดความเชื่อ ถือไว้วางได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนงบประมาณที่ได้ไปทำกิจกรรมนั้นจะ สร้างผลลัพธ์ได้แค่ไหน สังคมมักไม่สนใจ เป็นคนละเรื่องกัน! การบริหารจัดการที่วนเวียนอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้เป็นการทำร้ายซ้ำเติมสังคม ที่หนักหนาสาหัส ลำดับความขี้ฉ้อของไทยจึงร่วงไปอยู่ในลำดับที่ย่ำ แย่กลุ่มท้ายๆ ในสายตาของชาวโลก คะแนนชี้วัดคอรัปชั่นของไทยนั้นต่ำเรี่ยพื้นแค่ 3.4 เท่านั้น นี่คือภาพสะท้อนการขี้ฉ้อคอรัปชั่นของไทยในประชาคมโลก ขณะที่ผลสำรวจในประเทศพบว่า ประชาชนร้อยละ 90.1 เชื่อว่ามีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุจริตคอรัปชั่น และมีผู้คนร้อยละ 32.1 ไม่เชื่อว่าจะเอาผิดกับการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิด ขึ้นได้ ในส่วนการซื้อขายเสียงของนักการเมืองนักเลือกตั้งนั้น ประชา ชนร้อยละ 77.6 แน่ใจว่ามีการซื้อขายเสียงในการเลือกตั้ง!

ทั้งปรากฏการณ์ทั้งเชิงประจักษ์ ตัวเลขสถิติ ผลลัพธ์ผลกระทบต่างๆ รวมทั้งความคิดเห็นจากสาธารณชนในกระบวนการปัญหานี้ชี้ชัดว่าปัญหาขี้ฉ้อคอรัปชั่นไทยนั้นอาการโคม่าทีเดียว คงต้องร่วมมือกันคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างการทำงานเชิงรุกแนวทางใหม่ ต้องขยับหนีออกจากฝูงเหลือบคุณธรรมทั้งหลาย เพื่อลุยเข้าหาความจริงอย่างกล้าหาญ เร่งสร้างฉันทามติในสังคมขึ้นอย่างเร่งด่วน ไม่งั้นสังคมโดยรวมจะตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า สายเกินไป!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง