นานาเรื่องเล่าของเจ้ากระต่าย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 1 มกราคม 2554 00:00:55 น.

เสือดุเยื้องย่างผ่านปี 2553 ไปแล้ว สัตว์น่ารักอย่างเจ้ากระต่ายน้อยก็กระโดดเข้ามาทันที ด้วยลักษณะหูยาวๆ ตัวขาวๆ ขนฟู ทำให้สัตว์มงคลตัวใหม่สัญลักษณ์ประจำปีเถาะดูน่ารักน่าเอ็นดู

จนหวังว่าปีนี้คนไทยน่าจะเจอกับเรื่องดีๆ หลังจากต้องเจอทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาภัยธรรมชาติในปีเสือที่เพิ่งผ่านพ้น

บุคลิกสนุกสนานดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยของ กระต่าย ถูกนำมาสร้างเป็นทั้งการ์ตูน นิทาน ตำนาน การละเล่นของเด็กๆ รวมทั้งสำนวนไทยมากมายที่มีความหมายทั้งในแง่บวกและลบ

อีสปสอนใจ

'กระต่ายกับเต่า' เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของเจ้ากระต่ายผู้อวดดีที่ไปบอกเล่ากับใครต่อใครในป่าว่าตัวมันนั้นวิ่งเร็วที่สุด ไม่มีวันที่เจ้าเต่าซื่อบื้อ ต้วมเตี้ยม เชื่องช้าจะสามารถวิ่งตามทันหรือชนะได้ ฝ่ายเจ้าเต่านั้นท้าทายว่าถ้าตนสามารถวิ่งแข่งชนะกระต่ายน้อยได้ กระต่ายน้อยต้องยอมกล่าววาจาขอโทษที่ดูหมิ่นตน กระต่ายน้อยรับคำท้า ทั้งสองจึงวิ่งแข่งกันโดยมีบรรดาสัตว์ใหญ่น้อยในป่าเป็นสักขีพยาน เจ้ากระต่ายน้อยใช้ความเร็วที่เป็นต่อวิ่งแซงคุณเต่าผู้เชื่องช้าจนเกือบที่จะถึงเส้นชัย เห็นคุณเต่ายังเดินต้วมเตี้ยมมาได้ไม่ถึงไหน พลางคิดในใจอย่างหยิ่งยโสว่า นอนพักสักงีบเสียก็คงไม่เป็นไร ตื่นขึ้นมาค่อยวิ่งต่ออีกอึดใจก็ชนะแล้ว ด้วยความประมาทกระต่ายน้อยผู้หยิ่งจองหองจึงเผลอหลับไปนานเท่านาน จนคุณเต่าวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วเจ้ากระต่ายจึงเพิ่งตื่นขึ้นมารับความพ่ายแพ้แสนอับอาย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" และ "ความประมาทเป็นหนทางไปสู่ความพ่ายแพ้"

เราคุ้นเคยกับนิทานเรื่องนี้จนหลายคนเข้าใจผิดว่ากระต่ายกับเต่าเป็นนิทานไทย แท้จริงมีที่มาจากนิทานอีสปซึ่งเป็นนิทานที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลกเลยทีเดียว แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ยังมีระบุในหลักสูตรการเรียนสำหรับเด็กๆ มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อหามีความสนุกสนาน ให้เด็กได้เรียนรู้และสอดแทรกข้อคิดคติสอนใจ นิทานอีสปมีการดำเนินเนื้อเรื่องในแต่ละตอนโดยใช้ตัวละครที่เป็นสัตว์ต่างๆ ในการนำเสนอเป็นที่น่าสนใจและสนุก สนานในการเรียนรู้สำหรับเด็ก และสรุปนิทานแต่ละตอนก่อนจบทุกครั้งด้วยคำว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..."

สำนวนชวนให้คิดกระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดไม่โตมากนัก หูยาว ขนปุย มี 4 ขา มีนิทานที่เล่าถึงศิษย์วัดที่ขโมยกินขากระต่ายไป 3 ขา พอถูกสอบสวนก็ยืนยันว่ากระต่ายมีขาเดียว แต่บางครั้งก็เล่ากันว่าขโมยไปเพียง 1 ขา จึงยืนยันว่ากระต่ายมี 3 ขา ไม่มีหลักฐานยืนยันว่านิทานดังกล่าวทำให้เกิดสำนวนหรือเป็นนิทานที่คิดขึ้นมาเพื่ออธิบายที่มาของสำนวนดังกล่าว หรือนิทานและสำนวนมาพ้องกันโดยบังเอิญก็ได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสำนวนว่า 'กระต่ายขาเดียว' และ 'กระต่ายสามขา' ล้วนหมายถึงยืนกรานไม่ยอมรับ หรือบางครั้งหมายถึงพูดยืนยันอยู่คำเดียว ยืนยันความคิดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

กระต่ายที่ปรากฏอยู่ในสำนวนนี้น่าจะเป็นจากกระต่ายขูดมะพร้าว ซึ่งมีขาหน้าขาเดียว ยืนทรงตัวอยู่ได้ด้วยขาเดียว คำว่า 'ยืน' อาจหมายถึง ยั่งยืน คงที่ บางครั้งจึงใช้เป็นสำนวนว่า 'ยืนกระต่ายขาเดียว' หมายความว่า พูดยืนยันอยู่อย่างเดียวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น

นอกจากเป็นสำนวนแล้ว กระต่ายขาเดียว ยังหมายถึงการละเล่นของเด็กไทยในยุคก่อน หากมีกันไม่กี่คนก็ให้ยืนข้างเดียวแล้ว กระโดดเขย่งเพื่อไล่จับคนอื่นๆ ให้สลับมาเป็นกระต่ายแทน เล่นได้ตามลานโล่งหรือสนามหญ้า ช่วยออกกำลังกายขาและฝึกทรงตัวด้วยขาข้างเดียว มักแบ่งเป็น 2 ทีม จำนวนคนเท่าๆ กัน หรืออาจจะไม่ต้องมีทีมเลยก็ได้

หากมีจำนวนผู้เล่น 6 คนขึ้นไปสามารถแบ่งเป็นสองทีมเท่าๆ กัน แล้วทีมที่เป็นกระต่ายจะส่งกระต่ายมาทีละคนแล้วกระโดดเขย่งไล่แตะตัวอีกทีม หากกระต่ายเหนื่อยก็แตะมือคนในทีมเดียวกันสลับมาเป็นกระต่ายไล่กวดแทน เหตุที่เรียกว่ากระต่ายขาเดียวน่าจะมาจากการเคลื่อนที่ของกระต่ายที่ใช้สองขาหลังดีดตัว กระโดดเตี้ยๆ เพื่อเคลื่อนไปยังตำแหน่งต่างๆ เมื่อเด็กเล่นไล่จับแล้วเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเขย่งๆ ด้วยขาข้างเดียวจึงคล้ายกับการกระโดดของกระต่าย

ความสนุกสนานเฮฮาไม่ได้อยู่ที่การชนะให้ได้ตลอด แต่อยู่ที่การเชียร์ การสลับกันเป็นกระต่ายและสลับกันหนี ทีมไหนหนีได้เก่ง วิ่งหลบหลีกได้นานที่สุด ก็ถือว่าได้เฮฮา หลอกล่อ เมื่อทีมฝ่ายหนีเหลือคนเดียวก็มักจะยอมแพ้ให้แตะโดยง่าย และสลับไปเป็นทีมกระต่ายบ้างเพื่อจะได้ไล่จับ สลับกันไป ซึ่งสนุกกว่าเป็นทีมหนีอยู่อย่างเดียว

ธรรมชาติของกระต่ายมักอาศัยอยู่ตามชายป่า ชายทุ่ง บางครั้งก็ออกมาหากินเวลากลางคืน เมื่อเดือนหงายเราจะเห็นกระต่ายออกมาวิ่งเล่น คนสมัยก่อนจึงจินตนาการว่ากระต่ายหลงแสงจันทร์ แต่กระต่ายเป็นสัตว์เดินดิน ไม่มีความสามารถที่จะโผบินเข้าไปใกล้ดวงจันทร์ได้แม้แต่น้อย ดวงจันทร์จึงเป็นสิ่งสูงส่ง ที่แม้กระต่ายจะชื่นชอบสักเพียงใดก็ไม่มีโอกาสใกล้ชิด กวีโบราณจึงมักเปรียบดวงจันทร์กับผู้หญิงสูงศักดิ์ และเปรียบกระต่ายกับชายต่ำศักดิ์ สำนวนว่า 'กระต่ายหมายจันทร์' จึงหมายถึงชายที่หมายปองหญิงสูงศักดิ์หรือหญิงที่มีฐานะดีกว่า

สำนวนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ปีเถาะก็คือ 'หนวดเต่าเขากระต่าย' คงไม่มีใครเคยเห็นเต่ามีหนวดและกระต่ายมีเขา สำนวนนี้จึงหมายถึงของที่ไม่มี ของที่หาไม่ได้ มักใช้ในกรณีที่หมายถึงของดีของวิเศษกว่าของธรรมดาย่อมหาไม่ได้

ส่วนสำนวน 'กระต่ายตื่นตูม' มีที่มาจากนิทานที่เล่ากันต่อๆ มา เรื่องมีอยู่ว่ากระต่ายนอนหลับอยู่ใต้ต้นตาล ลูกตาลหล่นจากต้นลงมาที่พื้นดินเสียงดังตูม กระต่ายตกใจตื่นและออกวิ่งสุดชีวิต เพราะคิดว่าฟ้าถล่ม คนโบราณจึงนำสำนวนว่า 'กระต่ายตื่นตูม' มาเปรียบเทียบกับคนที่ตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ถ้าเราได้ยินข่าวลือว่าจะเกิดสงครามโลกบ้าง น้ำมันจะหมดโลกบ้าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนหวาดกลัววิตกกังวลเกินเหตุ ตระหนกตกใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เปรียบได้กับพฤติกรรมของกระต่ายในนิทาน สำนวนกระต่ายตื่นตูมนี้จึงใช้ในความหมายเชิงตำหนิคนที่หวาดกลัว วิตกกังวลกับเหตุการณ์หรือเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น

ธรรมชาติของกระต่ายชอบหากินตอนกลางคืน ส่วนกลางวันจะนอนเล่นตามต้นไม้ เพราะเหตุที่กระต่ายชอบหากินตอนกลางคืนนี่เองก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามันชอบแสงจันทร์ เพราะชอบแหงนดูพระจันทร์ จึงเกิดสำนวน 'กระต่ายหมายจันทร์' เปรียบเทียบผู้ชายเหมือนกระต่ายที่มีฐานะต่ำต้อยอยู่บนพื้นดิน หมายปองหญิงซึ่งเปรียบเหมือนพระจันทร์บนท้องฟ้ามีฐานะสูง ไม่มีวันที่ผู้ชายต่ำต้อยจะสมหวังกับผู้หญิงสูงศักดิ์ได้

ตำนานบนดวงจันทร์นอกจากสำนวน 'กระต่ายหมายจันทร์' ก็ยังมีตำนาน 'กระต่ายบนดวงจันทร์' เป็นนิทานปรัมปราเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาว่า ครั้งหนึ่งบนดวงจันทร์ยังมีชายชราอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ ชายชราจ้องมองดูมายังป่าแห่งหนึ่งที่มีสัตว์สามสหายอันประกอบไปด้วย กระต่าย สุนัขจิ้งจอก และลิง อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรตราบนานเท่านาน วันหนึ่งชายชราอยากที่จะนำพาสัตว์ตัวหนึ่งขึ้นมาอยู่บนดวงจันทร์ จึงออกอุบายแปลงเป็นขอทานลงไปหาสัตว์ทั้งสาม พลางบอกว่าตนนั้นมีฐานะยากไร้ ไม่ได้กินอะไรมาเลยกว่าสามวันแล้ว ทั้งอดอยากหิวโหย สัตว์สามสหายได้ยินดังนั้นจึงวิ่งเข้าป่าไปหาอาหารมาให้ขอทานผู้อาภัพอย่างเร่งด่วน ลิงได้ผลไม้มากองใหญ่ สุกแดงน่ากินเป็นอย่างยิ่ง สุนัขจิ้งจอกได้จับปลาสดมาจากปากแม่น้ำสองตัว ส่วนกระต่ายขาวไม่สามารถหา

อาหารมาให้ขอทานผู้ยากไร้ได้ จึงวอนให้ทั้งลิงและสุนัขจิ้งจอกสองเกลอเพื่อนยากช่วยกันก่อไฟขึ้นมากองหนึ่ง

จากนั้นกระต่ายขาวจึงบอกแก่ขอทานเฒ่าว่าตนไม่มีความสามารถใดๆ ที่จะหาอาหารมาให้ท่านได้ ก็จะขอสละร่างนี้วิ่งเข้ากองไฟ เมื่อร่างของข้าพเจ้าถูกไฟเผาจนสุกได้ที่แล้วท่านขอทานจงรับประทานเนื้อของข้าพเจ้าให้หายหิวด้วยเถิด ได้ฟังดังนั้นแล้วขอทานเฒ่าจึงกลับร่างเป็นชายชราหน้าตาอวบอิ่มตามเดิม เลือกกระต่ายขาวผู้เสียสละร่างกายให้เป็นอาหารในค่ำมื้อนั้นขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ตราบปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากมองพระจันทร์ในค่ำคืนที่ท่านเต็มดวงแล้ว จะเห็นเป็นชายชราและกระต่ายขาวตัวหนึ่งวิ่งเล่นอยู่บนดวงจันทร์

จอมกวน Bugs Bunny
กระต่าย ยังเป็นตัวการ์ตูนสุดคลาสสิกระดับโลก เด็กๆ

ทุกคนคงรู้จัก Bugs Bunny            (บั๊กส์ บันนี่) เป็นอย่างดี ประวัติย่อๆ ของเจ้า Bugs Bunny กระ ต่ายจอมกวนตัวนี้เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1940 (เป็นปู่ได้เลยนะเนี่ย) บั๊กส์ บันนี่ เป็นกระต่ายเท่ ชอบแทะแครอตเป็นนิจ ไม่แสดงออกถึงความเป็นกระต่ายป่า มันเป็นกระต่ายที่มีไหวพริบ ชอบใช้สมอง พูดจานุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความหลักแหลม บั๊กส์ บันนี่ ใช้สมองในการหาเล่ห์กลทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะผู้

ที่มาแข่งขันด้วย ปัจจุบันถ้านับอายุจริงๆ บั๊กส์ บันนี่ อายุ 70 ปีแล้ว ประโยคติดปากที่มันชอบพูดก็คือ "What's Up Doc?"

เล่าถึงเรื่องสำนวนและตำนานเกี่ยวกับกระต่ายมาก็หลายเรื่อง ขอเล่าเกี่ยวกับตำนานความเป็นมาของ 'กระต่ายเพลย์บอย' กันบ้าง กระต่าย PlayBoy ถือเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของนิตยสารปลุกใจเสือป่าชื่อก้องโลกชื่อ PlayBoy ซึ่งมีฮิวจ์ เฮฟเนอร์ เป็นเจ้าของ และก่อตั้งเป็นบริษัทขึ้นในปี ค.ศ.1953 สืบเนื่องจากนิตยสาร PlayBoy ได้รับการตอบรับจากแฟนคลับอย่างล้นหลาม ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ซึ่งต้องการทำให้ PlayBoy เป็นนิตยสารที่เป็นที่จดจำของคนทั้งโลกมากที่สุด จึงทำการสร้างเอกลักษณ์ของ PlayBoy ด้วยการสร้างสัญลักษณ์ 'กระต่ายผูกโบไท' ขึ้นมา สื่อความหมายถึงความสดใส น่ารัก และแสนซนของสตรี ซึ่งรูปสัญลักษณ์กระต่ายผูกโบไทของ PlayBoy นี้เอง ปรากฏว่าได้รับความนิยมและโด่งดังไปทั่วโลกตราบปัจจุบัน.

บรรยายใต้ภาพ
การละเล่นกระต่ายขาเดียว
ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์
การ์ตูนอมตะ บั๊กส์ บันนี่
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง