'กำนัน'ประกาศเดินขบวนพรุ่งนี้ ปลุกมวลชนเข้ากรุงวันตัดสิน'ปู'

16 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ปราศรัยที่เวทีสวนลุมพินี หลังจากสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ตอนหนึ่งว่า เรามีภารกิจที่จะทำร่วมกันในช่วงสุดท้ายของการต่อสู้ นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป (17 เม.ย.)...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: เตือนภัยโลกไร้พรมแดน: เปลี่ยนใจมนุษย์ เพื่อโลกรอดพ้นภัยพิบัติ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 14 มีนาคม 2554 00:00:34 น.

ภาพโศกนาฏกรรมสึนามิโหมซัดกระหน่ำเกาะญี่ปุ่น คลื่นยักษ์สูงราว 10 เมตรกวาดเอาบ้านเรือน รถยนต์ เรือและสรรพสิ่งไปด้วยกัน พร้อมกับชะตากรรมอันเลวร้ายของประชาชน นับเป็นภาพข่าวโทรทัศน์ที่ตรึงสายตาคนทั้งโลกเอาไว้ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ยิ่งเห็นภาพแผ่นดินไหวระดับ 8.9 ริกเตอร์ ตึกสูงใหญ่มั่นคงสั่นสะท้านไปมา ข้าวของปลิวกระจาย สีหน้าผู้คนแตกตื่นแล้ว ความรู้สึกหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา

การเตือนภัยครั้งนี้ของระบบธรรมชาติรุนแรงกว่าที่แล้วๆ มา ยิ่งในญี่ปุ่น ดินแดนที่เผชิญแผ่นดินไหว ระบุว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนใหญ่ที่สุดในรอบ 140 ปี เมื่อนำไปประกอบเข้ากับปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดกระชั้นขึ้นในที่ต่างๆ ปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปัญหาภัยแห้งแล้งอย่างรุนแรง น้ำเริ่มแห้งขอดในแม่น้ำหลายสาย ฝนตกแช่เป็นบางจุดทำให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง อันสะ ท้อนถึงความปั่นป่วนของระบบธรรมชาติ และก่อให้เกิดความอลวนเป็นภัยในรูปแบบต่างๆ ต่างเชื่อมโยงเข้ากับคำทำนายของชาวมายาถึงวันโลกาวินาศที่จะเกิดขึ้นในปีใกล้ๆ นี้ รวมไปถึงปัญหาที่นักวิทยา ศาสตร์กล่าวว่า ในปี 2012-2013 แม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนขั้วสลับกัน จะนำไปสู่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด ภูมิอากาศเปลี่ยนแปรไปทั่วโลก และโลกก็จะไปถึงยุคโลกาวินาศ หมายถึงอาจจะเหลือมนุษย์น้อยลงมากจากกว่า 6,000 ล้านคน เพียงแค่กว่าพันล้านคนเท่านั้น

ผมเป็นคนไม่เชื่อคำทำนายชาวมายา แต่รับฟังเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และมองสรรพสิ่งในโลกเป็นกระบวนการพัฒนา เมื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นคราวนี้ มันรู้สึกคล้ายกับว่าเป็นสัญญาณเตือนของธรรมชาติที่บ่ง บอกถึงจุดเปลี่ยน (Turning  Point) ดุลยภาพ นั่นคือเปลี่ยนจากภาวะปกติไปสู่แนวโน้มด้านลบที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงสรุป ให้คนสนิทใกล้ชิดกันว่า นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ต่อจากนี้ไปหาก มีเหตุการณ์ด้านภัยธรรมชาติหรือแผ่นดินไหวถี่ขึ้น ภูเขาไฟระเบิดมากขึ้นและรุนแรงขึ้น กระบวนการพัฒนาด้านลบของโลกกำลังแสดงสัญญาณและเตือนมนุษย์ว่า วาระสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย ชาติอาจมาถึงจริงๆ และเป็นสภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจะต้องตื่นรู้และเตรียมตัวกันครั้งใหญ่

มหันตภัยที่รออยู่เบื้องหน้า คนไทยต้องเตรียมใจว่าอะไรจะเกิดมันก็เกิด เพราะมนุษย์มิใช่หรือที่ทำลายธรรมชาติ ด้วยอหังการว่าเป็นสัตว์ฉลาดที่สุด สามารถใช้ประโยชน์และควบคุมธรรมชาติได้ โดยมิได้มองสรรพสิ่งเป็นองค์รวมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ดังนั้นเมื่อมนุษย์ก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ยึดถือเงินและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นใหญ่ ทุนเป็นใหญ่ จึงถูกส่งไปแปรรูป ทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทั่วโลก จนดุลยภาพของสรรพสิ่งเปลี่ยนไปและส่งผลด้านลบกลับสู่มนุษย์

เจมส์ ลัฟล็อก (James  Lovelock) นักชีวเคมีระดับโลก ผู้ตั้งทฤษฎีไกยา (Gaia  Theory) กล่าวว่า "เป็นฝีมือของเราเองที่สร้างความฉิบหายไร้ระเบียบให้กับดาวเคราะห์ดวงนี้ และบ่อยครั้งด้วยความตั้งใจที่คิดว่าดีอย่างเสรี แต่ไร้ความควบคุม แม้แต่ขณะนี้ ขณะที่เสียงระฆังบ่งบอกถึงความตายที่ใกล้เข้ามาอย่างชัดแจ้ง แต่เราก็ยังพูดกันถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและการแสวงหาพลังงานทดแทน ราวกับว่าสิ่งที่เรากำลังให้คืนกลับโลกที่สุดแสนจะจิ๊บจ๊อย แต่เราคิดว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเรา - ที่โลกแห่งชีวิตหรือไกยาควรที่จะยอมรับ ว่าไปแล้วเราเหมือนเด็กเหลือขอของครอบครัวที่ไร้ความรับผิดชอบใดๆ นอกจากสร้างแต่ปัญหา หรือเอาแต่ทำลายหรือทำร้ายผู้อื่น แล้วคิดว่าเพียงคำขอโทษเท่านั้นก็จบเรื่อง...ขอโทษนะ...นิสัยสันดานผมไม่ดี..." (นายแพทย์ประสาน ต่างใจ, ความรู้ใหม่)ในสังคมไทย เราจะพบว่านายแพทย์ประสาน ต่างใจ ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับเข้ากับจิตวิญญาณ และเขียนเตือนสังคมไทยอยู่เสมอว่า ถ้าหากคนไทยไม่ปรับความคิดใหม่ เราก็ยากที่จะพ้นการลงโทษจากธรรมชาติในอนาคต ดังนั้น ทางรอดจึงขึ้นอยู่กับจิตมนุษย์เข้าถึงสัจจะ จะต้องคำนึงถึงการดำรงชีวิตร่วมกับสรรพสิ่ง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ยังครอบคลุมกว้างถึงวัตถุหรือสิ่งไม่มีชีวิตทั้งปวงอีกด้วย การที่นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ค้นพบแควนตัมเมกานิกส์เป็นความรู้ใหม่ จึงเป็นทางออกของมนุษย์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว มนุษย์ส่วนหนึ่งจะถูกธรรมชาติลงโทษ

ความจริงแล้ว แควนตัมที่เป็นความรู้ใหม่นั้น  ในอดีตพระ พุทธเจ้าหรือพราหมณ์ก็เคยเรียนรู้มาแล้ว ทั้งไอน์สไตน์และนักวิทยา ศาสตร์สมัยใหม่เดินทางไปสู่จุดหมายการค้นหาความจริงบางประ การเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ขณะที่ฝ่ายหนึ่งใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ทันสมัย แต่พระพุทธเจ้าใช้ญาณสมาธิระดับสูง โดยวิธีการแสวงหาความรู้นั้นแตกต่างกันสุดกู่

ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ค้นพบความรู้ใหม่ที่เรียกว่าแควนตัมเมกานิกส์ อะตอม โปรตอน นิวตรอน หรือควาร์ก จำนวนมากมารวมตัวกันเป็นโปรตอน นิวตรอน และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้การคำนวณทางวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งที่น่าจะเล็กที่สุด อันเป็นจุดก่อกำเนิดของอนุภาคและสรรพสิ่งทั้งมวลที่เรียกว่าสตริง (String  Theory) มีรูปร่างเป็นความถี่คล้ายวงเส้นด้ายที่สั่นอยู่ตลอดเวลา ขนาดประมาณ 1 ส่วนใน 100 ล้านล้านล้านล้านส่วนของ 1 มิลลิเมตร อันเป็นส่วนกายละเอียดของสรรพสิ่ง สตริงจะเกิดในภาวะหรือภพภูมิที่มีมากกว่า 4 มิติดังเช่นโลกที่เราเป็นอยู่

แต่เมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องปรมาณู ซึ่งปรากฏในพระอภิธรรมปิฎก คาถาปลินิคัณตุ โดยเปรียบเทียบกับเมล็ดข้าวเปลือก เพื่อบ่งบอกว่ามีสิ่งที่เล็กที่สุดที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังมาตราส่วนต่อไปนี้

เมล็ดข้าวเปลือกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน 1 ส่วนเรียกอูกาหรือตัวเล็น

1 อูกาแบ่งออกอีก 7 ส่วน 1 ส่วนเรียกลิกขา1 ลิกขาแบ่งออกอีก 36 ส่วน 1 ส่วนเรียกรถเรณู1 รถเรณูแบ่งออกอีก 36 ส่วน 1 ส่วนเรียกดัชชารี1 ดัชชารีแบ่งออกอีก 36 ส่วน 1 ส่วนเรียกอณู1 อณูแบ่งออกอีก 36 ส่วน 1 ส่วนเรียกปรมาณูสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอรรถาธิบายต่อมาก็คือ ทุกๆ ปรมาณู (ตรงกับ  Atom) ทางวิทยาศาสตร์จะมีธาตุดิน (ข้นแข็ง) น้ำ (สภาวะดูด ซึม ผนึก เกาะเกี่ยว) ลม (สั่นไหว) และไฟ (ร้อน แผ่รังสี) อยู่ครบถ้วน พร้อมด้วยสี กลิ่น รสและโอชะ (หมายถึงการแตกสลายได้) เรียกว่าอวินิพโภครูป และระหว่างปรมาณูจะถูกคั่นด้วยช่องว่างโปร่งเรียกว่าปริจเฉทรูปหรืออากาศธาตุ และยังมีวิญญาณธาตุ (ตัวรู้ ผู้รู้ หรือสภาวะของผู้รู้)

หลังจากที่ได้ติดตามความรู้ใหม่ของนายแพทย์ประสาน ต่างใจ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้เกี่ยวกับปรมาณูเท่าที่พอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง ผมก็เข้าใจว่า สิ่งที่อาจารย์หมอประสานระบุว่าเป็นจิตหรือจิตจักรวาลอันเป็นตัวรู้หรือผู้รู้นั้น โดยอ้างถึงการค้นพบทางฟิสิกส์ยุคใหม่ (ยุคเก่าความรู้เก่าเป็นฟิสิกส์กายภาพ) ซึ่งเรียกว่า  Quantum  Consciousness (แควนตัมจิตวิญญาณ) นั้น มีสภาวะตัวรู้ที่เล็กละเอียดเพียงหนึ่งเดียว อาจารย์หมอประสานเรียกว่าจิตจักรวาล ซึ่งผู้เขียนตีความว่าตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึง "วิญญาณธาตุ" ที่เป็นอนุปรมาณูที่เล็กกว่าปรมาณู ทรงเรียกว่ากัลละปะ ผิดถูกอย่างไรนี่เป็นข้อเสนอแลกเปลี่ยนของผู้เขียน

ดังนั้น จิตจักรวาลหรือวิญญาณธาตุในพุทธศาสนาจึงเป็นความจริงแท้ที่เล็กๆๆๆ ละเอียดมากเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล หลังเกิดการระเบิดขึ้นของ "วิญญาณธาตุ" ที่เรียกว่า "บิ๊กแบง (Big  Bang)" ขยายใหญ่เป็นจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล และเป็นระบบสุริยะหรือกลุ่มดาวนพเคราะห์ที่มีโลกเป็นศูนย์กลางสิ่งมีชีวิต มนุษย์เป็นตัวแทนการขยายตัวที่สลับซับซ้อนของจิตจักรวาลหรือวิญญาณธาตุ กลายเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งมากมายที่มองเห็นด้วยตาและมองไม่เห็น

ผมขออนุญาตที่จะสรุปความคิดอาจารย์หมอประสานที่ได้อ้างสาระสำคัญและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือทฤษฎีวิทยา ศาสตร์ทั้งเก่าและใหม่ โดยเฉพาะจุดหักเหที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่าแควนตัมเมกานิกส์ อันประกอบด้วยอนุภาคที่เป็นคลื่นความถี่เล็กๆ (Wave  Particle) ที่เป็นฐานสำหรับประกอบเป็นสรรพสิ่งในโลก ซึ่งอาจารย์หมอประสานนำมาเขียนอธิบายจากภาพกว้างใหญ่ ระดับปัญหาระบบสุริยจักรวาล วิกฤติโลกและวิกฤติสังคมมนุษย์ โดยใช้หลักคิดทฤษฎีวิทยาศาสตร์ต่างๆ แต่ละสาขามาใช้อธิบายถึงมายาของวิทยาศาสตร์แบบเก่า ชี้นำพัฒนาการมนุษย ชาติโน้มไปสู่วิบัติภัยครั้งใหญ่แก่มนุษยชาติ จากบทความหลายชิ้น หรือหนังสือชื่อ "ศตวรรษใหม่ โลกไม่ต้องการมนุษย์อีกแล้ว" แนวโน้มหายนภัยครั้งใหญ่จึงเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมาเรื่อยๆ และชัดเจนขึ้นจากปัญหาการแปรปรวนของธรรมชาติในทั่วทุกมุมโลกขณะนี้

ทางรอดของมนุษยชาติจากปัญหาวิกฤติธรรมชาติหรือปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจรวมไปถึงการเปลี่ยนแปรของระบบจักรวาลนั้นเริ่มเปิดเผยขึ้นมาเมื่อไอน์สไตน์พบความรู้ใหม่ ได้แก่ แควนตัม และนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้พัฒนาการค้นพบต่อๆ มาถึงปัจจุบันได้พบแควนตัมจิตวิญญาณ (Quantum  Consciousness) ที่มีลักษณะเป็นสนามแควนตัม (Quantum  Field) โรเบิร์ต เชลเดร็ก พบสนามแห่งรูปฟอร์ม (Morphogenic  Field) ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นแม่แบบพิมพ์เขียวสำหรับวิวัฒนาการของมนุษย์ และต่อมาพบว่านิวเคลียสในอะตอมที่มีโปรตอนและนิวตรอนนั้นยังแยกเป็นอนุภาคย่อยได้อีก เรียกว่าควาร์ก (Quark) หรืออนุภาคแควนตัม และจากอนุภาคแควนตัมนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพบว่ามันมีคุณสมบัติเสมือนตัวรู้ (Consciousness) หรือจิตวิญญาณ จากการทดลองพบว่าอนุภาคแควนตัม 2 ตัวที่อยู่ห่างกันสามารถส่งข้อมูลระหว่างกันด้วยความเร็วมากกว่าแสง ผมคิดว่าตรงกับวิญญาณธาตุในพระพุทธศาสนาหรือจิตจักรวาลที่อาจารย์หมอประสาน ต่างใจ ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงโลกใหม่ในอนาคต

อาจารย์หมอประสาน ต่างใจ สรุปว่า ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับตัวรู้ในอนุภาคแควนตัมจะสร้างสำนึกใหม่ให้มนุษย์กลับไปสู่จิตจักรวาล หรือถ้าหากเกิดภัยพิบัติแก่โลก มนุษยชาติที่เหลือก็จะเกิดสำนึกใหม่ที่สอดคล้องกับจิตจักรวาล การพัฒนาอารยธรรมสูง สุดก็จะเกิดขึ้นในยุคต่อไป ดังนั้น สึนามิที่ญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเป็นสัญ ญาณเตือนภัยให้มนุษย์ตระหนักถึงความจริง และรีบเร่งเปลี่ยนพฤติ กรรมที่เกิดจากความรู้แบบเก่าซึ่งเน้นวัตถุนิยมเป็นใหญ่ เปลี่ยนค่านิยมในการบริโภคเป็นใหญ่ สู่จิตวิญญาณที่เห็นความเชื่อมร้อยของสรรพสิ่งในสิ่งที่เล็กที่สุดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของจักรวาล ได้แก่ อนุภาคแควนตัม นี่คือทางรอดของมนุษยชาติ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง