คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: ลาวไปโลด??? (1)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 19 เมษายน 2554 00:00:35 น.

วันอังคารที่ 19 เมษายนนี้...ถือเป็นวันที่มีความเคลื่อนไหวบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งน่าให้ความสน ใจ และน่าติดตามเอามากๆ ทีเดียว นั่นก็คือ เป็นวันที่ สำนักงานคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong  River Commission) หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า MRC จะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ อันประกอบไปด้วย ประเทศลาว-ไทยเวียดนาม และกัมพูชา เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของลาว ณ บริเวณพื้นที่แขวงเมืองไซยะบุรี หรือที่เรียกๆ กันว่า เขื่อนไซยะบุรี มูลค่าประมาณ 1,700-1,800 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าจำนวนถึง 1,260 เมกะวัตต์ อันจะนำมาซึ่งรายได้จำนวนไม่น้อยให้กับประเทศลาว ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกขับเคลื่อนไปสู่ความก้าวหน้า ทันสมัย ความมั่งคั่ง หรือการดิ้นรนเพื่อให้พ้นไปจากความยากจนล้าหลังให้จงได้...

ด้วยเหตุที่จำนวนประชากรไม่น้อยกว่า 5.8 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 6.9 ล้านคน ยังจัดอยู่ในระดับผู้ที่มีรายได้น้อย ตามมาตรฐานการวัดกันด้วยเงินๆ ทองๆ แถมลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ ภายใต้พื้นที่ประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร ยังไม่มีพรมแดนทางออกติดทะเล พอที่จะทำมาค้าขายใดๆ ได้ถนัดถนี่ การงัดเอาทรัพยากรนานาชนิด มาใช้เป็นพลัง เป็นวัตถุดิบ ในการขับเคลื่อนประเทศ จึงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะในยุคที่โลกทั้งโลก กำลังวิ่งถลาเข้าสู่เส้นทางทุนนิยมอย่างเต็มสูบ ไม่เว้นแม้แต่อดีตเจ้าพ่อคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซีย จีน และเวียดนาม ซึ่งเคยมีส่วนช่วยประคับประคองการปฏิวัติสังคมนิยม ของพรรคคอมมิวนิสต์ลาวมาโดยตลอด ต่างหันไปละเมอเพ้อพกกับทุนนิยมเป็นแถวๆ ประเทศเล็กๆ อย่างลาว ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากต้องวิ่งไล่กวดทุนนิยม ชนิดเหนื่อยหอบ เสียงแหบ เสียงแห้ง ก่อนจะมีโอกาสได้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 3จี อยู่ในทุกวันนี้...

การเปิดโอกาสให้ใครต่อใคร เข้าไปต้มยำ ทำแกง แผ่นดิน ทรัพยากร และแม้กระทั่งวิถีชีวิตดั้งเดิม อันเคยเต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และความพอเพียง ตามแบบฉบับชาวลาว หรือชาวสังคมนิยมยุคอดีตก็แล้วแต่ กลายเป็น ความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ภาพของการยกพื้นที่รอบๆ กรุงเวียงจันทน์ ให้บริษัทธุรกิจจีน เข้าไปปรับปรุงพัฒนาให้เป็นศูนย์การค้า เป็นสนามกีฬา เป็นแหล่งอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เพื่อรองรับความเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์เมื่อไม่นานมานี้ เคยทำให้ชาวกรุงเวียงจันทน์บางรายที่ตื่นเช้าขึ้นมา ถึงกับคิดว่าตัวเองถูกอพยพโยกย้ายไปอยู่ใน ไชน่าทาวน์ ซะแล้ว หรือแม้กระทั่งชาวลาว ที่อยู่ในชนบทห่างไกลเมืองหลวงเอามากๆ อย่างชาวเมืองบ่อเต็น เขตชายแดนตอนเหนือของประเทศก็ตาม จากรายงานหน้าต่างประเทศ หนัง สือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้นำเอาภาพเหตุการณ์อันน่าสลดหดหู่ของชาวลาวจำนวนไม่น้อย ซึ่งถูกขับไล่ไสส่งออกจากพื้นที่ดั้งเดิม เพื่อเปิดทางให้กับโครงการรถไฟหัวกระสุนระหว่าง บ่อเต็น-เวียงจันทน์ มูลค่า 7,000 ล้านเหรียญ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีน และรัฐบาลลาว รวมไปถึงการสร้างบ่อนการพนัน โรงแรม บริเวณชายแดน มาเผยแพร่เอาไว้อย่างน่าเวทนาเอามากๆ...

อย่างไรก็ตาม...แม้ว่าการขับไล่ ไสส่ง ราษฎร เพื่อเปิดทางให้กับการลงทุน การพัฒนา จะทำให้ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลาว แทบไม่ได้ต่างไปจากกัมพูชา ซึ่งเคยเป็นสังคมนิยมด้วยกันมาในอดีต แต่ในขณะที่กัมพูชามีน้ำมัน มีทางออกสู่ทะเล มาช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้า ความมั่งคั่งให้ประเทศตัวเอง ลาวก็มีบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการดิ้นรนให้พ้นไปจากความยากจน อันเป็นสิ่งที่ผู้นำลาวดูจะค่อนข้างรังเกียจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นับจากเริ่มมีการปรับทิศทางประเทศไปสู่ความเป็นทุนนิยมมากขึ้นทุกที และสิ่งที่ว่านั้นคงไม่ใช่อะไรอื่น นอกซะจาก เขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ออกขายให้กับนานาประเทศในย่านนี้นั่นเอง จากรายได้ประเทศในตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ก็ด้วยการใช้พื้นที่แต่ละส่วนในประเทศตัวเอง สร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้านี่แหละ ที่ถือได้ว่ากลายเป็นรายได้อันดับหนึ่งของประเทศมาโดยตลอด จนทำให้ผู้นำลาวบางรายถึงกับประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศเอาไว้ว่า ลาวจะต้องมีสถานะเป็น แบตเตอรี่แห่งเอเชีย ให้จงได้...

จำนวนเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในลาว ทั้งที่ลงมือก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้ว รวมทั้งที่เซ็นสัญญาเตรียมลงมือก่อสร้าง หรือกำลังดำเนินการก่อสร้าง ว่ากันว่า...มีอยู่มากถึง 65 เขื่อน สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 18,897.5 เมกะวัตต์ หรืออาจจะถึง 20,000 เมกะวัตต์ เรียกว่า แออัด ขนัดแน่น กองสุมระเกะระกะ อยู่ในพื้นที่เพียงแค่ 2 แสนกว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่ด้วยเหตุที่ประเทศซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า กว้างขวางกว่า ล้วนแล้วแต่กระหายใคร่อยากพลังงานไฟฟ้าด้วยกันทั้งสิ้น อันเนื่องมาจากความรวดเร็วรุนแรงแห่งการพัฒนา หรือการวิ่งไล่กวดกันบนเส้นทางทุนนิยมไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ลูกค้าอันดับหนึ่ง ที่รับซื้อไฟฟ้าจากลาวถึง 7,000 เมกะวัตต์ ในทุกวันนี้ เวียดนามลูกค้าอันดับสอง ซึ่งรับซื้อไฟฟ้าจากลาวประมาณ 4,800 เมกะวัตต์ ตลอดไปจนกัมพูชาอีก 1,000 เมกะวัตต์ ฯลฯ...

สำหรับพี่ไทยของเรานั้น นอกจากจะ อยาก ไม่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ แล้ว หลายครั้งหลายครายังหนักไปในทาง หยาบ เอามากๆ อีกด้วย ในขณะที่เวียดนามนั้น...แม้ว่า อยาก แต่ก็ดูจะมีความละเอียด รอบคอบอยู่พอสมควร คือถึงแม้ว่าตัวเองจะต้องการพลังงาน ต้องการกระแสไฟฟ้า เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาบนเส้นทางทุนนิยมแบบเต็มสูบ แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ยังยอมประกาศยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศตัวเองไปถึง 7 โครงการ อันเนื่องมาจากเกรงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนจะหันไปหาทางออกแบบผิดๆ ถูกๆ โดยหันไปหาโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์จากรัสเซีย หรือไม่ เพียงใดก็ตาม แต่ยังไม่ถึงขั้นคิดทำอะไรแบบหยาบๆ อย่างพี่ไทยของเรา ที่ด้วยความต้องการอยากได้พลังงานไฟฟ้าให้มากๆ เข้าไว้ การวางแผนขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวในช่วงปี 2558 ให้เพิ่มขึ้นไปถึง 13,000 เมกะวัตต์ จึงดลบันดาลให้เกิดแรงกระตุ้นต่อรัฐบาลลาว ซึ่งอยากจะได้เม็ดเงินรายได้เข้าประเทศเยอะๆ อยู่แล้ว เห็นดี เห็นงาม ต่อการคิดจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้งแถบ จำนวนถึง 11 โครงการ หรือ 11 เขื่อนด้วยกัน โดยมีเขื่อนที่เรียกชื่อว่า เขื่อนไซยะบุรี นี่แหละเป็นแห่งแรก...แต่ภายใต้ความ อยาก และความ หยาบ เช่นนี้ จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ และผลกระทบ ในแบบไหน อย่างไร คงต้องไปว่าต่อกันพรุ่งนี้ดูอีกที...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก เฮอร์แมน ดาลี...เป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้จากสภาพความยากจนและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่ยังดำรงอยู่ ยิ่งเมื่อระบบเศรษฐกิจขยายตัว ยิ่งจะทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดถูกดึงดูดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และจะถึงขีดจำกัดสุดท้ายร้อยละร้อย...

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง