'สืบสานฮีตฮอยหมอลำ' มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอีสาน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2554 00:00:39 น.

"พอแต่เปิดผ้าม่านกั้ง ออกมาส่องจั่งมองเห็นหมอลำแคนแดนอีสาน จังแม่นคักแท้น้อน้อง.."

นี่เป็นเนื้อหาหนึ่งในบทนำของกลอนหมอลำ ที่ศิลปินหมอลำส่วนใหญ่ใช้ในการเริ่มต้นทำการแสดง เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม บ่งบอกให้รู้ว่าการแสดงหมอลำกำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมเสียงแคนที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นภาคอีสาน ที่เชื่อว่าใครหลายๆ คนอาจเคยได้ยินผ่านหูหากได้เดินทางมาเยือนถึงถิ่นอีสาน ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมที่มุ่งหาแต่ความบันเทิงจนทำให้การแสดงหมอลำดั้งเดิมถูกลืมและหายไป

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ เครือข่ายทางวัฒนธรรมทางภาคอีสาน ถือโอกาสในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา จัดงาน "สืบสานฮีตฮอยหมอลำ เฉลิมพระเกียรติฯ 84 พรรษา" ขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อฟื้นฟูหมอลำในอดีต อย่าง หมอลำพื้น หมอลำกลอน และ หมอลำผญา ซึ่งได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปแล้วเมื่อปี 2552 มาเผยแพร่และสืบสานความรู้ดั้งเดิม มาฟื้นฟูให้ยังคงอยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลาน

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้เกิดจากที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ 3 ประเภทหมอลำ จึงคิดว่าเราควรจะมีกิจกรรมนี้เพื่อที่จะฟื้นฟูหมอลำดั้งเดิม อย่างหมอลำพื้น หมอลำกลอน และหมอลำผญา ให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากที่มีหมอลำสมัยใหม่อื่นๆ ที่มาสร้างความสนุกสนานจนความงดงามของภาษา เนื้อหาดั้งเดิมหายไป และผิดเพี้ยนไปจากหมอลำเดิมๆ ก็ได้มาปรึกษากันกับศิลปินหลายท่าน ว่าจะทำอย่างไรให้หมอลำดั้งเดิมกลับมาได้รับความนิยม และสานต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงคิดว่าอนาคตจะจัดกิจกรรมการแสดงหมอลำดั้งเดิมไปทุกพื้นที่ภาคอีสาน และจะจัดประกวดหมอลำเด็ก เยาวชน เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นหลังสนใจและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม

"นอกจากกิจกรรมการแสดงหมอลำดั้งเดิม เรายังร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการทำการศึกษา วิจัย และเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหมอลำจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และประเภทต่างๆ ของหมอลำ ซึ่งจากข้อมูลที่เรามีอย่างครบถ้วน เราอาจจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์หมอลำที่ภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมข้อมูลหมอลำในท้องถิ่นต่างๆ มาให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาค้นคว้าได้ คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อรักษาไม่ให้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอีสานนั้นหายไป" อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกล่าว

ด้านการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมหมอลำอีสาน ผศ.วิชัย ณีรัตน์พันธ์ ที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เก็บฐานข้อมูลด้านวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้ว และกำลังมีพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงการที่จะเอาข้อมูลหมอลำ เอาสิ่งของที่ทำการแสดงพื้นบ้านมาจัดแสดงด้วย ส่วนฐานข้อมูลหมอลำ มีทั้งประวัติความเป็นมาและเสียงของศิลปินหมอลำต่างๆ ทั้งศิลปินที่เสียชีวิตไปแล้วและยังมีชีวิตอยู่ โดยสามารถเข้าไปสืบค้นในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้าน คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงหมอลำ เล่าถึงเสน่ห์ของหมอลำว่า เสน่ห์ไม่ได้อยู่ที่การร้องลำเพราะ แต่อยู่ที่องค์รวมทุกอย่างที่สร้างจนมาเป็นตัวของเราทั้งกาย วาจา ใจ ที่พร้อมและพอดีมารวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อมาแสดงงานศิลปะ ความพร้อมจะสร้างเสน่ห์ให้ตัวเรา ไม่ใช่ให้ผู้ชมมาสร้างให้ ส่วนหมอลำในยุคปัจจุบันหรือที่คุ้นกันคือ หมอลำซิ่ง มองว่ามีก็ส่วนดี-ส่วนเสีย เสียดีคือเขาสามารถเข้ากับสังคมในยุคสมัยใหม่ได้แล้วคนก็ยอมรับ แต่หมอลำดั้งเดิมคนสมัยใหม่กลับไม่ยอมรับ ส่วนข้อเสียคือความดีงามของหมอลำที่มีความสวยงามทั้งด้านภาษา ทำนองไพเราะ มันหายไป เพราะหมอลำซิ่งทำให้ภาพความเป็นหมอลำดั้งเดิมที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง อนาคตจะไม่เหลือวัฒนธรรมดั้งเดิมให้ลูกหลานได้เห็นหากศิลปินไม่ช่วยกันสืบสานไว้

คุณพ่อเคน ดาเหลา ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงหมอลำ บอกถึงจุดเด่นของวัฒนธรรมหมอลำว่า หมอลำจะดีเด่นและโด่งดังต้องดูที่เนื้อหา การวาดกลอนหมอลำและการแสดง บุคลิกหน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร ไม่ใช่ว่าลำได้ลำเอา เราต้องดูคนฟังด้วยว่าเขาชอบฟังไหม หรือเขาขยับหนีเรา ส่วนเนื้อหากลอนลำปัจจุบันมีหลากหลายมากขึ้น อย่างเรื่องราวการเมือง นโยบายประชาธิปไตย เราก็ทำเป็นกลอนเอามาบอกเล่าสู่กันฟัง แต่เมื่อก่อนจะมีเพียงกลอนฮีต 12 ครอง 14 ประเพณีต่างๆ 12 เดือน และการปฏิบัติครองเรือน ก็อยากให้หมอลำรุ่นหลังได้สานต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ อย่าทิ้งหรือเน้นแต่ความบันเทิง

คุณพ่อ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงหมอลำ บอกเล่าถึงหมอลำเรื่องว่า มีลักษณะเหมือนลิเก เป็นการลำเรื่องต่อกลอนเป็นเรื่องๆ ไป อย่างเรื่องพระสุธนมโนราห์ ขุนช้างขุนแผน ท้าวการะเกด ซึ่งปัจจุบันมีเหลือผู้สืบทอดน้อยมาก โดยส่วนตัวไม่ห่วงว่าจะไม่มีผู้ฟัง แต่ห่วงไม่มีผู้ร้อง เพราะนับวันหมอลำจะเหลือน้อยลง เนื่องจากเป็นสิ่งที่เรียนรู้ยาก ผู้เรียนต้องมีพรสวรรค์ ความอดทนฝึกฝนและความพยายาม หากภาครัฐและมหาวิทยาลัยไม่เข้ามาสนับสนุนให้อนุรักษ์ไว้ เชื่อว่าไม่เกิน 50 ปี หมอลำก็จะหมดไปอย่างแน่นอน

ส่วนความเป็นมาของหมอลำผญา คุณแม่ผมหอม สกุลไทย หมอลำผญา อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เล่าว่า การลำผญามีเฉพาะถิ่นในเขตลุ่มน้ำโขง และจะมีเครื่องดนตรีมากกว่าหมอลำดั้งเดิมทั่วไป โดยนอกจากแคน ก็จะมีพิณ กลอน กรับ ฉิ่ง และโหวด เวลาร้องคำผญาก็จะมีการพูดผญาใส่กัน เกี้ยวพาราสีกัน และมีสุภาษิตคำผญา ร้องสอนลูกสอนหลานด้วย อย่างเช่น "ลูกหลานเอ๋ย ยามเจ้ายังน้อยๆ ให้หมั่นเพียรคุณ บัดหากบุญเรามีจะยศสูงเพียงฟ้า แต่หากไปในภายหน้าจะหาเงินได้ล้านหมื่น ผู้ใดความรู้ตื่น จะจนแตกต่ำเขา" เปรียบเทียบว่า ถ้าเราความรู้น้อยก็จะด้อยกว่าผู้ที่มีความรู้มาก ปัจจุบันได้สืบสานต่อโดยเปิดสอนให้เด็กในชุมชน เข้ามาเรียนรู้การลำผญา และมีจัดแสดงในชุมชนด้วย.

บรรยายใต้ภาพ
"หมอลำเอ๋" ศุภนาถ เหรวรรณ
หมอลำพื้น
คุณแม่ผมหอม สกุลไทย
คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน
คุณพ่อเคน ดาเหลา
คุณพ่อ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม
ศิลปินแห่งชาติร่วมสืบสาน
หมอลำยุคใหม่
หมอลำน้อย
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง