วิกฤตชาติแก้ได้ด้วยการศึกษา กับ ภาวิช ทองโรจน์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 29 มิถุนายน 2554 00:00:11 น.

ผ่านร้อนผ่านหนาวกับวงการการศึกษาของไทยมาอย่างโชกโชน จนได้ชื่อว่านักแก้ปัญหาการศึกษาตัวจริง ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และอีกหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ วันนี้ ดร.ภาวิชได้พลิกบทบาทของตัวเองจากข้าราชการกระทรวงและนักวิชาการ มาเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย ที่รับหน้าที่ร่างนโยบายด้านการศึกษา

เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหาการศึกษาในปัจจุบัน ดร.ภาวิช กล่าวว่า "การเข้าถึงระบบการศึกษาของเด็กไทยไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่เป็นเรื่องของคุณภาพการศึกษาที่ต้องเร่งปรับปรุง เพราะปัจจุบันมีเด็กนักเรียนกว่า 10 ล้านคนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาเข้าถึงการศึกษาไทยกลับอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานโลก เห็นได้จากผลสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ของไทย จาก 65 ประเทศสมาชิก ไทยอยู่ในช่วงอันดับที่ 50 ซึ่งอันดับของไทยลดลงมาเรื่อยๆ คะแนนสอบก็ต่ำลง ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ กลับผลัดกับฟินแลนด์และจีนขึ้นเป็นที่หนึ่ง"

"ตัวอย่างปัญหาด้านคุณภาพ ได้แก่เรื่องตำราเรียนผลกระทบจากนโยบายเรียนฟรี ทำให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตตำรา เนื้อหาถูกตัดทอนลง ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนที่ต้องประหยัด ซื้อตำราได้เท่าที่จำเป็นไม่สามารถซื้อได้ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระ ยิ่งหนังสืออ่านประกอบไม่ต้องพูดถึง ทำให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาแหล่งความรู้หายไปจากระบบการศึกษา 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของคุณภาพบุคลากรครู คุณภาพการศึกษาที่ไม่ดีส่งผลให้ผู้ที่มาเรียนเป็นครูไม่ได้คุณภาพตามไปด้วย บวกกับปัจจุบันมีสถาบันผลิตครูมากเกินไป 100 กว่าแห่ง มีจำนวนนักศึกษาครูจบใหม่ทุกปี 15,000 คน แต่มีตำแหน่งรอการบรรจุไม่เกิน 5,000 ตำแหน่งสถานการณ์เช่นนี้เป็นมานานกว่า 10 ปีแล้ว สุดท้ายคนเก่งๆ ก็จะไม่ไปเรียนครู เพราะกลัวจบมาแล้วตกงาน"

ดร.ภาวิช แนะแนวทางแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยว่ามีอยู่ด้วยกัน 7 ด้าน ด้านแรกคือการพัฒนาระดับองค์ความรู้ที่อยู่ในระบบให้ได้มาตรฐานสากล จัดให้มี "โครงการตำราแห่งชาติ" เพื่อรื้อตำราเรียนที่ใช้อยู่ใส่เนื้อหาความรู้ที่ก้าวหน้ามากขึ้น เปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติในทุกระดับจัดตั้งโรงเรียนและสถาบันอาชีวศึกษาคุณภาพในทุกพื้นที่ และพัฒนามหาวิทยาลัยของไทยให้เข้าสู่ระดับโลก

ด้านที่สองคือการสร้างโอกาสทางการศึกษา ซึ่งหลักๆ แล้วต้องทำโครงการเรียนฟรีตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพโดยแท้จริง ใช้ระบบเรียนก่อนผ่อนทีหลัง ตั้งกองทุนให้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคตหรือระบบภาษี รวมถึงพักหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนการจัดเก็บหนี้เป็นระบบรายได้ในอนาคตเช่นกัน นอกจากนี้ ยังต้องจัดตั้งโครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยไปเรียนต่อต่างประเทศได้

ด้านที่สามคือการปฏิรูปครู ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่แนวทางคือการปฏิรูประบบเงินเดือนและค่าตอบแทนครูให้ทัดเทียมกับอาชีพชั้นสูงอื่นๆ เช่น ตุลาการ แพทย์ พร้อมกับจัดระบบการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านที่สี่คือด้านการมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งต้องมีการจัดตั้ง "กองทุนตั้งตัวได้สำหรับนิสิต นักศึกษาอาจารย์" ในมหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาและอาจารย์สามารถกู้ไปประกอบธุรกิจได้ ปรับเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงการจัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมสร้าง" เพื่อสร้างประสบการณ์อาชีวศึกษาและสร้างรายได้ระหว่างเรียน เป็นต้น

ด้านที่ห้าคือเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ในโลกปัจจุบัน ไอที มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาองค์ความรู้ของคนในชาติ จำเป็นต้องให้นักเรียนและอาจารย์เข้าถึงความรู้ให้ได้มากที่สุด ต้องมี Free Wi-Fi ทุกที่ เด็กนักเรียนต้องมีแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ใช้ฟรีหลักสูตรระดับมัธยมต้องถูกบรรจุลงในคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เชื่อมโยง และกว้างขวางยิ่งขึ้น มีระบบ "ไซเบอร์โฮม" เพื่อส่งความรู้เข้าสู่ทุกบ้านเรือด้านไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ห้องเรียนเองก็ต้องมีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานห้องเรียนอิเล็คโทรนิคส์"

ด้านที่หกได้แก่การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างทุนปัญญา สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำวิจัย ผลิตความรู้ขึ้นมาเอง ไม่ต้องนำเข้าเหมือนทุกวันนี้ เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยให้ไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP ปัจจุบันใช้เพียง 0.2% โดยใช้กลไกด้านภาษี สุดท้ายคือด้านการปฏิรูประบบบริหารการศึกษาต่างๆ ให้มากขึ้น

"หากทำได้ทั้งเจ็ดด้านนี้แล้ว ระบบการศึกษาของไทยจะถูกยกระดับขึ้นแน่นอน และนั่นหมายถึงคุณภาพประชากรจะเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกับนานาชาติเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน" ดร.ภาวิช กล่าว

จากความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ถูกกำหนดให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่คิดครอบคลุมทุกองค์กรประกอบด้านการศึกษา แต่จะกลายเป็นรูปธรรมหรือไม่ นโยบายนี้จะสามารถมอบอนาคตให้กับเยาวชนไทยและเปิดประตูสู่การแก้ปัญหาวิกฤตด้านต่างๆ ของประเทศได้หรือไม่ คือก้าวต่อไปที่ดร.ภาวิช ต้องพิสูจน์ต่อไป

ADVERTISEMENT