'สุเทพ'ด่ายับเดรัจฉาน'ดึงฟ้าต่ำ' กราบบังคมทูลขอทำหน้าที่ต่อ

17 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.25 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัยบนเวทีมวลมหาประชาชน สวนลุมพินีว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมได้ให้ทีมกฎหมาย เข้ายื่นหนังสือขอขยายระยะเวลาการนำเอกสารมาเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 15 วันแล้ว...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

มนต์คาถา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม 2554 00:00:14 น.
ประวิทย์ จำปาทอง

เตี่ยผมเป็นหมอไทยแผนโบราณ ทั้งกวาดคอเด็กและผสมยาใส่หม้อดินต้ม ปากหม้อก็มีเฉลวปักตรงก้านใบตอง ท่านมีตำราหลายเล่มเป็นสมุดปกแข็งและปกอ่อน วันไหนถ้าท่านไปได้ตำราเครื่องยาขนานใหม่มา จะเรียกผมให้ไปช่วยเขียนลงในสมุดตำราท่าน

ผมจึงคุ้นเคยกับตำรายาเตี่ยมาตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ว่างๆ เมื่อเตี่ยไม่อยู่ ผมจะไปหยิบตำราของเตี่ยมาเปิดดู เครื่องยาแต่ละขนาน ดูว่ามีอะไรผสมกันบ้าง แต่ก็รู้อะไรไม่มาก

ในตำราเตี่ย ไม่เพียงแต่จดไว้แค่ยารักษาโรคต่างๆ เท่านั้น ยังมีจดตำราหมอดูและคาถาอาคมอีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คือมนต์คาถา เพราะมีหลายบทที่สั้นๆ และจำง่าย ยิ่งกว่านั้นยังมีคาถาหายตัวได้อีก

เห็นคาถาอาคมแล้วทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องขุนช้างขุนแผน ที่มีเสกมนต์คาถา

มนต์คาถาที่จดไว้ในตำราเครื่องยาไทยนั้น พูดถึงอายุคงนานพอสมควร คงไม่ต่ำกว่า 100 ปีมาแล้ว เพราะเตี่ยผมจดมาจากก๋งอีกที และก็อยากนำมนต์คาถาเหล่านั้นมาให้พิจารณากันดูว่า มีคาถาอะไรบ้าง

คาถาแรกคือ "คาถาดับพิษไฟ" ต้องขึ้นนโมพุทธายะ 3 ครั้ง แล้วท่อง "อมหินอมผา อมตาไม้ไผ่ อมเหล็กอย่าไหม้ อมไฟอย่าพอง อมไฟทั้งแปดกอง ขอให้เย็นเหมือนพระนางคงคา"

คาถาขายของ... "กุสะลาธัมมา นะโมเทมา"

คาถาสะเดาะลูกกุญแจ ... "กะสะริเรหิ" คาถาปิดกั้นทางปืน เสกคาถานี้แล้วปืนยิงไม่ออก "ปะทะจะปะทะ"

คาถาเรียกหัวใจหญิง "เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ" คาถาหายตัว...คาถานี้กลั้นใจยึดต้นไม้ไว้ แล้วภาวนา "ติวาขะพะ โสปิติอิ" คนจะไม่เห็นเราเลย

ความจริงยังมีอีกหลายคาถาในสมุดตำราเตี่ยผม ผมท่องได้อยู่ 2 คาถาคือ คาถาดับพิษไฟกับคาถาสะเดาะลูกกุญแจเท่านั้น โดยเฉพาะคาถาสะเดาะลูกกุญแจ ผมจะท่องทุกเช้าเวลาล้างหน้า และก็ท่องมาจนทุกวันนี้ เพราะมันสั้นท่องง่าย ผมคิดว่าจะสะเดาะทุกอย่างที่ปิดบังไว้ เกี่ยวกับวิชาความรู้ต่างๆ ได้เปิดประตูความรู้ให้กับผม

เรื่องคาถาอาคมผมไม่เคยใช้ที่ไหน เพราะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นหนังสือเขียนเรื่องมนต์คาถา และบอกว่าคาถาพิสูจน์ได้ เช่น คาถาดับพิษไฟและอยู่ยงคงกระพัน บอกบ้านที่อยู่ชัดเจน ถ้าจำไม่ผิด ผู้แต่งคือ พ.อ.ชม (นามสกุลจำไม่ได้) บอกวุฒิการศึกษาที่จบไว้ด้วย จบปริญญาตรีจุฬาฯ คณะวิทยาศาสตร์

ผมชวนเพื่อนอีก 2 คนที่สนใจไปบ้าน พ.อ.ชม   เมื่อเข้าบ้านแล้วแจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านแต่งตัวด้วยชุดขาว และเล่าเรื่องมนต์คาถาให้ฟัง

เช่น เรื่องการรบทัพจับศึกในอดีตของพระเจ้าแผ่นดินไทยเรา ต้องใช้คาถาอาคมในการสู้กับศัตรูประกอบในการรบ ทำให้เราคล้อยตาม

พ.อ.ชมเข้าไปหยิบถังแก๊สหุงต้มออกมาตั้ง แล้วติดไฟ แล้วเทน้ำมันมะพร้าวลงไปในกระทะตั้งบนไฟ พอเดือดพรั่งๆ แล้วบอกให้พวกเราทั้ง 3

คนท่องคาถาสั้นๆ ดูจะ 2-3 คำเท่านั้น นั่งล้อมเตา แล้วเสกคาถาลงในกระทะร้อนๆ นั้นสักพักหนึ่ง

"เอานิ้วจุ่มลงไปได้" พ.อ.ชมบอก

ผมและเพื่อนค่อยๆ แหย่นิ้วชี้ลงไปที่น้ำมันกำลังเดือด ก็กลัวๆ กล้าๆ กัน แต่ก็ต้องแหย่นิ้วลงไป รู้สึกว่าร้อน แต่ก็ไม่ร้อนมาก เมื่อยกนิ้วขึ้นมาก็เย็นไม่มีพิษร้อนอะไร

มันร้อนแต่ไม่มีพิษ! เพราะความร้อนถูกดับพิษไปแล้ว
"เอาช้อนตักน้ำมันใส่ปากได้" ท่านบอก
พวกเราก็ตักน้ำมันใส่ปากกัน พิษไฟไม่มี ไม่มีการแสบร้อนอะไร!

พ.อ.ชมหยิบมีดพกปลายแหลมออกมาเช็ดด้วยน้ำมัน เพื่อฆ่าเชื้อต่างๆ แล้วให้พวกเราคนหนึ่ง ให้ท่องคาถาคำสั้นๆ อีกบท วางท่อนแขนลงกับพื้นที่มีผ้ารอง บอกให้ใช้มือข้างซ้ายดึงหนังตรงแขนออกมา พ.อ.ชมก็ใช้มีดแทงปักลงไปที่หนังที่ยื่นออกมา แล้วกดลงไปแรงๆ ความรู้สึกหนังต้องทะลุแน่ แต่ไม่เป็นอะไร

ผมเป็นคนทดลองคนสุดท้ายเพราะใจกลัวเหมือนกัน เมื่อพ.อ.ชม ปักมีดลงไปที่หนังท้องแขนผม เสียงดังกร๊อบ! แต่ไม่เข้า

ครับ ผมได้พิสูจน์เรื่องคาถาอาคมด้วยตนเอง ก็คิดว่ามนต์คาถานี้เป็นเรื่องจริง

เหตุการณ์อีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมอายุประมาณ 45 ปี ระยะนั้นกำลังสนใจพระเครื่องอยู่ เมื่อทราบว่าหลวงพ่อศักดิ์ วัดไทร ต.บางน้อย อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ท่านเคยเป็นเสือฆ่าคนมา 11 ศพแล้ว มีพระเครื่องดี ผมก็ไปกราบท่านหลวงพ่อบ่อย

วันหนึ่งหลวงพ่อศักดิ์กับผมนั่งคุยด้วยกันอยู่ ท่านก็เอ่ยปากถามผมว่า

"อาจารย์เคยเห็นเหล็กไหลไหม?" "ไม่เคยครับ" ท่านยื่นมือมาให้ผม และชี้บอกว่า ตรงนี้ได้ฝังเหล็กไหลไว้ ตรงหลังมือ ผมก็คลำดูเป็นเม็ดเล็กอยู่หลังมือ

"อาจารย์ อยากดูเหล็กไหลไหม?" "อยากครับ" ท่านเดินเข้าไปในห้อง แล้วเดินประคองเหล็กไหล ซึ่งเป็นก้อนเหล็กสีดำมะเมื่อมส่งมาให้ผม ผมพิจารณาก็เห็นว่าเป็นก้อนเหล็กหนัก สีดำเหมือนเนื้อพระโลหะ ที่เรียกว่าเมฆพัด

ท่านหยิบกลับคืนมาวางบนมือท่าน นั่งสมาธิเสกบริกรรมพักเดียว แล้วส่งคืนเหล็กไหลมาให้ผมอีกครั้ง

...เหล็กไหลนั้นนิ่มครับ! มนต์คาถา ไม่ใช่ของพูดกันเล่นแน่ เนื้อเหล็กแข็งทำไมถูกคาถาจึงกลับนิ่ม เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ!

ใครได้อ่านหนังสือพระไตรปิฎกจะทราบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงถือมนต์บทหนึ่งที่เรียกว่า "โพชฌังคะปริต" ซึ่งเป็นมนต์ที่ทำให้หายโรคภัยไข้เจ็บได้ และมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับโพชฌังคะปริตนี้ถึง 3 ครั้ง

ครั้งแรกพระกัสสป เป็นสาวกพระองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า อาพาธหนักที่ถ้ำปิปผลิ พระองค์เสด็จไปเยี่ยม ถามว่ามีอาการเจ็บป่วยมากหรือ? พระกัสสปกราบทูลว่า อาการเจ็บป่วยมาก พระพุทธเจ้าทรงสวดโพชฌังคะปริตให้ฟังมีข้อความดังนี้

"โพชฌังโค สติสังขโต ธัมมานํ วิจโย ตถา วิริยัมปิติ  ปัสสัทธ โพชฌังคา  จ ตถา  ปเร สมาธุ เปกขโพชฌังคา  สัตเตเต    สัพพทัสสินา มุนิตา สัมมนักขาตา        ภาวิตา พหุสีกตา สํวัตตันติ อภิญญายะ         นิพพานายะ จ โพธิยา" หลวงวิจิตรวาทการ ได้เขียนคำแปลมนต์บทนี้ไว้ในหนังสือ "มหัศจรรย์ทางจิต" ว่า

"องค์แห่งการตรัสรู้นั้นมีอยู่ 7อย่างคือ 1.สติ 2.ธรรมวิจัย คือการคิดค้นข้อธรรม 3.วิริยะ คือ ความเพียร 4 ปีติ ความอิ่มใจ 5.ปัสสัทธิ ความตั้งใจแน่วแน่ 6.สมาธิ และ 7.อุเบกขา รวมเป็น 7 ประการ ซึ่งนักปราชญ์ได้ทำให้เกิดมีขึ้นมามากแล้ว ก็เป็นทางให้ตรัสรู้และบรรลุถึงพระนิพพาน"

ความก็มีอยู่แค่นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่ในพระพุทธประวัติปรากฏว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โพชฌังคะปริตให้พระกัสสปฟัง พระกัสสปก็หายป่วย

ครั้งที่สองพระโมคคัลลา อัครสาวก เกิดอาพาธหนักอยู่ที่เขาคิชกูฏ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม จึงได้แสดงโพชฌังคะปริต พระโมคคัลลาก็หายป่วย

ครั้งที่สามพระพุทธเจ้าประชวรเอง ประชวรหนักอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร มีรับสั่งเรียกพระสาวกองค์หนึ่ง ชื่อพระจุนทะ ให้มาสวดโพชฌังคะปริตให้ทรงสดับก็หายประชวร

แสดงว่าพระพุทธเจ้าเองได้ทรงใช้โพชฌังคะปริตอย่างเป็นมนต์คาถา คือต้องมีคนสวดให้ฟัง

หลวงวิจิตรวาทการให้ความเห็นว่า แม้องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงเลิกล้างความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และให้เชื่อเรื่องกรรม เรื่องเหตุ ผล ก็ยังไม่ทรงละทิ้งวิธีการที่เรียกว่า "มนต์คาถา" ฉะนั้นจึงมิใช่เป็นเรื่องเหลวไหวเสียทีเดียว

พระเครื่ององค์เล็กๆ ที่เราเชิญขึ้นคอ เช่น พระสมเด็จฯ หลวงปู่ทวด ฯลฯ ก็ต้องสวดด้วยมนต์คาถา ความศักดิ์สิทธิ์จึงจะเกิดขึ้น

จะอย่างไรก็ตาม ผู้สวดและผู้ใช้ต้องมีจิตบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง มิเช่นนั้นบทสวดนั้นก็ไม่เกิดผล โดยเฉพาะผู้ใช้หากประพฤติไม่ดี ความศักดิ์สิทธิ์ก็คงช่วยไม่ได้ ของดีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประพฤติดีเท่านั้น ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ทุกวันนี้ผมท่องมนต์คาถาทุกเช้า เวลาล้างหน้าว่า "พุทธังล้างหน้า ธัมมังล้างหน้า สังฆังล้างหน้า" ครับ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง