'กำนัน'โวคนกรุงแห่ต้อนรับนับแสน ลั่นเดินหน้าเรียกแขกไล่ระบอบชั่ว

20 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.45 น.ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ขึ้นเวทีสวนลุมพินี กล่าวถึงการเดินรณรงค์เชิญชวนประชาชน ถ.ตก ถ.เจริญกรุง และ ถ.จันทร์ ให้ออกมาร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย อันเป็นรอบตัดเชือกเผด็จศึกแล้ว ซึ่งทุกคนที่ออกมาวันนี้ ประมาณการณ์นับแสนคน และแสดงเจตนารมณ์รับปากว่า...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

ประกาศชัย 33 ปี 'นักรบดำ''กูผู้ชนะ' กับข้อหา 'ชายชุดดำ'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2554 00:00:47 น.

ในภาวะที่ชายแดนไทยต้องเจอศึกหนักจากเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ และชายแดนฝั่งอีสานติดประเทศกัมพูชา "ทหารพราน" คือกำลังสำคัญในการรบทั้งในแบบและนอกแบบ จนปัจจุบันทางกองทัพบก และกองทัพเรือ ได้รับสมัครทหารพรานเข้าบรรจุเพิ่มเติม เหตุเพราะคนเหล่านี้มี "ใจรัก" ในการทำหน้าที่ ปกป้องประเทศ รักษาอธิปไตยของชาติ

จุดประสงค์เดิมในการก่อกำเนิด "ทหารพราน" หรือที่เรียกว่า "นักรบชุดดำ" คือ การสมัครกำลังพลเสริมภารกิจในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  โดยกองทัพบกได้จัดทำโครงการหน่วยรบนอกแบบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นกำลังกึ่งทหาร ในลักษณะของหน่วยอา สาสมัครพิเศษ ชื่อว่า โครงการ 513 โดย ครม.อนุมัติให้จัดตั้ง เมื่อวันที่ 18 ก.ค.'21 เป็นต้นมา เดิมมี 12 ชุด ควบคุม (ชค.) กำลังพลเพียง 1,008 นาย แบ่งเป็น ทหารประจำการ  48 นายอาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) 960 นาย ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.ค.'22 ครม.ได้อนุมัติเพิ่มเติม เป็น 33 ชค. และเปลี่ยน จาก ชค.มาเป็นกองร้อย โดยผลการปฏิบัติเป็นที่พอใจของฝ่ายรัฐ จากนั้น ก็ไปขึ้นการดูแลกับ ศปก.หมายเลขต่างๆ ในทุกกองทัพภาค

จากนั้น ปี 2523 กองทัพบกได้อนุมัติ โอนการดูแลไปให้กองทัพภาค และยังคง ศปก.315 โดยการควบคุมของ ชค.513 ค่ายปักธง ชัย ในปี 2524 กองทัพบกได้อนุมัติให้ทหารพรานมาอยู่ กอ.รมน. มีเจ้ากรมยุทธการเป็นเจ้าของโครงการ ใช้ชื่อว่า อฉก.ยศ.ทพ.ทบ. ในปี 2527 ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น กองกำลังทหารพรานกองทัพบก ทำให้หน่วยทหารพรานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี '21-'26 มีทั้งสิ้น 199 กองร้อย 27 กรมทหารพราน

ต่อมาในปี 2536 ตามแผนพัฒนากองทัพ ได้อนุมัติให้ลดกำลังพลลง 50%  คือ 111 กองร้อย 17 กรมทหารพราน โดยให้กองกำลังทหารพรานกองทัพบก ปรับเข้ากับ ชค.513 โดยย้ายไปอยู่ที่ค่ายปักธงชัย โดยเรียกชื่อว่า กองกำลังทหารพรานกองทัพบก ปฏิบัติงานตามโครงการ 513  จนกลายเป็นกระแสการยุบค่ายปักธงชัย เนื่องจากเงื่อนปมทางการเมือง

เพราะเกิดกระแสข่าวว่า ทหารพรานถูก "บิ๊กทหาร" นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะสามารถปฏิบัติการจรยุทธ์ในเมือง ระหว่างการชุมนุมในช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 จนกลายเป็นปมประเด็นของ "มือที่สาม" และ "ชายชุดดำ" ในประวัติศาสตร์ ที่ยังมีแต่ "ข้อสันนิษฐาน"แต่เมื่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เริ่มพัฒนาความรุนแรงขึ้น นับแต่เหตุปล้นปืนเมื่อปี 47 ทหารพรานในภาคใต้ ลบภาพ "ชายชุดดำ" ออกไป และถูกมองในสถานะของ "นักรบ" ผู้ต่อกรกับโจรแบ่งแยกดินแดนแทน เพราะกำลังพลส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ เข้าใจสภาพปัญหา มีแหล่งข่าว และมีความเด็ดขาดในการรบ จนทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเกรงกลัว

กระนั้น กองทัพบกที่ใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้มา 7 ปี และได้ส่งทหารหลักจากทุกกองทัพภาคลงไปช่วย แต่ภารกิจในกองทัพภาคที่ 2-3 อยู่ในลักษณะที่ "ตึง" เกินไป และจังหวะเวลาภาคใต้ที่ต้องเดินหน้าไปสู่งานพัฒนามากขึ้น จึงทำให้มีมาตรการที่จะถอนทหารจากกองทัพภาคต่างๆ ออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะใช้กำลังจากกองพลทหารราบที่ 15 และทหารพราน ลงไปเสริมแทน

ในปัจจุบันพบว่า กองทัพภาคที่ 1 มีกำลังทหารพราน 3 กรม และจะจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 1 กรม เช่นเดียวกับกองทัพภาคที่ 2  ที่มีอยู่ 3 กรม และกำลังจะเพิ่มอีก 1 กรม ส่วนกองทัพภาคที่ 3 มีอยู่ 4 กรม และกำลังจะจัดเพิ่มเติมอีก 1 กรม รวมแล้ว 13 กรม โดยแต่ละกรมจะมีการจัดกำลัง 8-9 กองร้อย (กองร้อยละ 90 นาย) สำหรับกองทัพภาคที่ 4 ปัจจุบันมีอยู่ 7 กรม กำลังจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 2 กรม ทั้งนี้ กรมทหารพรานที่จัดตั้งเพิ่มเติมในกองทัพภาคที่ 1-3 จะส่งลงไปในพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยเสริมกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่

ภารกิจทหารพราน คือ "ถนัดรบ" และต้องรบชนะ จนป้ายหินที่บริเวณหน้า "สโมสรค่ายปักธงชัย" ได้สลักอักษรไว้ตัวใหญ่มากว่า "กูผู้ชนะ" พร้อมคุณลักษณะที่ว่า "รบเร็ว ชนะเร็ว ถอนตัวเร็ว" ซึ่งทำให้ทหารพรานมีความผูกพันกันมาก มีสำนึกในเรื่องการรักษาปกป้องอธิปไตยเป็นพิเศษ

ทว่าด้วยสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูง สวนทางกับเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ปัจจุบัน ในระดับ อส.ทพ.จะมีเบี้ยเลี้ยง จากเดิม 55 บาท เพิ่มเป็น 120 บาท ไม่นับอดีต อส.ทพ.ที่ปลดประจำการไปแล้ว ซึ่งกลายเป็น "เสือที่มีเขี้ยวเล็บ" มีความเชี่ยวชาญด้านการรบ ซึ่งเป็นต้นทุนเดียวที่จะใช้ในการหาเลี้ยงชีพ

จึงไม่แปลกว่า อดีต อส.ทพ. ที่ปลดประจำการเหล่านี้ จะถูกมองว่าเป็นนักรบรับจ้าง เป็นทหารนอกแถว เป็นการ์ด หรือ รปภ.ที่พอมีวิชา

ในการสู้รบปรบมือกับอริได้

และถูกมองไปว่า ในสมรภูมิรบ จากเสื้อเหลือง-มัฆวานรัง สรรค์-ทำเนียบรัฐบาล จนมาถึงม็อบแดง จากราชดำเนิน ราชประสงค์ จะมี "นักรบชุดดำ" ที่กลายร่างเป็น "ชายชุดดำ" ใส่ชุดพรางสนามสีดำ ผูกผ้าพันคอสีดำ "ขลิบแดง"

"เป็นของปลอม เพราะพวกเราจะใช้ผ้า พันคอสีดำ ข ลิบแดงแถบใหญ่ แต่ที่เราไปสำรวจตรงราชประสงค์ จะเป็นผ้าพันคอสีดำ ขลิบแดงแถบเล็กกว่าของเรา  ไม่มีป้ายตราด้านหลัง และถ้ามีทหาร พรานคิดจะไปทำอย่าง นั้นจริงๆ ก็คงไม่ใส่เครื่อง แบบแสดงสัญลักษณ์ตัวเอง ที่สำคัญคือ เราไปดูแล้ว หน้าอ่อนๆ ทั้งนั้น ส่วนพวกเรามันต้อง 48 หรือเลย 50 กันไปแล้ว ผมคิดว่า คนที่ทำน่าจะได้รับการฝึกฝนอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ในป่ามาบ้าง แล้วก็เข้ามาเป็นการ์ด" อดีต อส.ทพ.ที่ไปร่วมงาน 33 ปี ทหารพราน ที่ค่ายปักธงชัย เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา กล่าว

ในขณะที่ กองทัพบกก็มีนโยบายให้ปรับ "ผ้าพันคอใหม่" ให้เปลี่ยนเป็นสีเขียว ขลิบดำ เมื่อประมาณ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา นับแต่ปฏิบัติการที่ราชประสงค์   โดยกำลังพลที่เป็นเจ้าหน้าที่โครงการ จะต้องใส่ผ้าพันคอประเภทนี้กันทุกคน เช่นเดียวกับ อส.ทพ. ที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้ผ้าพันคอแบบใหม่กันหมดแล้ว

นักรบชุดดำเหล่านี้ ยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และประชาชนอย่าเสื่อมศรัทธา ต่อทหารพราน และ อส.ทพ.ที่ประจำการอยู่ เพราะคนพวกนี้ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ เพราะคำว่า "นักรบชุดดำ" คือ ประวัติศาสตร์ความกล้าหาญของพวกเขาที่รัฐได้สร้างให้เป็น "วีรชนคนกล้า" ของชาติ ไม่ใช่ "ชายชุดดำเผาเมือง" "ยิงทหาร" หรือ "ยิงประชาชน" อย่างที่สังคมกังขา.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง