คอลัมน์: ทรรศนะ: ธรรมะกับดนตรี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2554 00:00:35 น.
(1)

ช่วงที่ฝนตกหนักๆ และถี่ๆ เช่นนี้...ลองหันมาว่ากันในเรื่องที่ออกมาทางสุนทรีย์ๆ น่าจะเหมาะกว่ามัวแต่ไปบ้าอยู่กับเรื่องหยาบๆ สากๆ คายๆ อย่างเรื่องการบ้าน การเมือง เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันอาทิตย์เบาๆ สบายๆ เช่นนี้  ลองหยิบเอาเรื่อง ดนตรี มาแลกเปลี่ยนกันพอเป็นกระสาย โดยจะไปงัดเอาเพลงลูกกุ้ง ลูกทุง (ลูกทุ่ง ลูกกรุง) เพลงฝรั่ง เพลงจีน เพลงญี่ปุ่น ฯลฯ หรือเพลงคลาสสิกมาเปิดคลอให้เข้ากับบรรยากาศก็ยิ่งดีไปใหญ่....

(2)

เคยมีผู้ตั้งคำถามเอาไว้ว่า...นับจากนี้ไปจนอนาคตภายภาคหน้า เป็นไปได้หรือไม่ที่เพลงประเภท สุนัขปัสสาวะรดท่อสังกะสี หรือเพลงที่ไม่เป็นเพลง  ดนตรีที่ไม่เป็นดนตรี อันได้แก่เพลงซึ่งประดา คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นไทย เป็นจีน เป็นฝรั่ง ฯลฯ นิยมแหกปากร้องตะโกนอยู่ในทุกวันนี้ มันจะค่อยๆ เกิดกระบวนการพัฒนาไปสู่ความเป็นเพลง เป็นดนตรี ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรือเกิดการพัฒนาภาษาพูด ภาษาร้อง ให้มีความเหมาะเจาะ คล้องจอง มีฉันทลักษณ์เพิ่มขึ้น พอได้เป็นรูป เป็นร่าง เป็นศิลปะ ไม่ใช่พร่ำๆ เพ้อๆ ไปตามเรื่อง ตามราว ไม่มีวรรค มีตอน ไม่มีเสียง คำ สัมผัส แถมยังไม่มีเนื้อหา สาระใดๆ ที่พอสะท้อนให้เห็นว่ายังเหลือก้อนเนื้อติดสมองเอาเลยแม้แต่นิด...

(3)

ดูเหมือนว่า...ผู้ซึ่งตอบคำถามที่ว่านี้ได้อย่างน่าคิด และน่าสนใจเอามากๆ  กลับไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญทางดนตรี แต่เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้าน จิต ซะเป็นหลัก ที่ได้พยายามอธิบายหลักการพื้นฐานไว้เป็นเบื้องต้นว่า อันที่จริงเพลงหรือดนตรีนั้นก็คือ ภาษาทางจิต ในอีกลักษณะหนึ่งนั่นเอง จิตของผู้คนมีลักษณะเป็นไปเช่นไร คุณลักษณะเหล่านั้นย่อมถูกสะท้อนออกมาให้เห็น ไม่เพียงแต่ผ่านการขับขานความคิด ความรู้สึก ออกมาเป็นบทเพลง หรือเป็นดนตรีเท่านั้น  แต่ยังสามารถสะท้อนออกมาทาง ศิลปะ แต่ละแขนงได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม  ประติมากรรมหรือวรรณกรรม ฯลฯ ก็แล้วแต่ จนทำให้ความสวย ความงาม  ความประณีต ละเอียดอ่อน ที่มีอยู่ในศิลปะเหล่านั้น กลายมาเป็น ความสากล   ที่ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน เผ่าพันธุ์ไหนต่างสามารถซึมซับ ถ่ายทอด และถ่ายเทซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี...

(4)

หรือในขณะที่ จิต ของผู้คนยุคอดีตยังเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ สดใส สวยงาม อันเนื่องมาจากวิถีชีวิตที่คลุกคลี ตีโมงอยู่กับ ธรรมชาติ ซะเป็นส่วนใหญ่ บทเพลงที่ถูกขับขานออกมาจากความคิด ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนไหน เผ่าพันธุ์ไหน ซีกโลกไหน จึงกลายมาเป็น เพลงคันทรี หรือ เพลงโฟล์ก อันสุดแสนจะนุ่มนวล ละเอียดอ่อน และมีลักษณะลีลาแทบไม่ต่างไปจากกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นโฟล์กฝรั่ง โฟล์กไทย โฟล์กจีน อินเดีย หรือกระทั่งรัสเซีย ฯลฯ ก็ตามที  จนแม้กระทั่งเมื่อถูกยกระดับขึ้นมาเป็น เพลงคลาสสิก ที่ว่ากันว่า ถึงขั้นต้องปีนกระไดฟังกันเลยก็ตาม แต่ถ้าลองมาเปิดในที่ เหมาะๆ บรรยากาศเหมาะๆ  ช่วงจังหวะเวลาเหมาะๆ ไม่เพียงแค่ไทย จีน อินตระเดีย ที่กำลังนั่งฟัง นอนฟัง  อาจต้องหลับคาแผ่นไปเลยเท่านั้น ว่ากันว่ากระทั่งต้นไม้ ดอกไม้ ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ออกดอก ออกผล สดชื่น รื่นเริงไปตามๆ กัน...

(5)

สิ่งที่เรียกว่า จิต อันไม่มีเพศ เผ่าพันธุ์ ชนชั้น หรือกระทั่งไม่มีความเป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เอาเลยด้วยซ้ำ มันจึงเป็นตัวกำหนดความสวย ความงาม ความไพเราะไปตามคุณลักษณะพื้นฐานของมัน จิต ที่ละเอียด ประณีตอันเนื่องมาจากการได้คลุกคลี ใกล้ชิดกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันจึงมีส่วนเอามากๆ ในการช่วยดัดแปลงความคิด ความรู้สึกต่างๆ ออกมาเป็น ศิลปะ ในแต่ละแขนง แต่ถ้าหาก จิต นั้นๆ มันถูกทำให้อยู่ห่างไปจากธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ก็ตาม มันจะยิ่งหยาบ ยิ่งสาก ยิ่งเกิดความระคายเคือง ไร้ความเป็นศิลปะชนิดถึงขั้นได้ยินสุนัขเยี่ยวใส่ท่อขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจรู้สึกว่าเป็นดนตรี เป็นเพลงได้ทุกเมื่อ...

(6)

ด้วยเหตุนี้...การจะทำให้สิ่งที่เรียกว่าเพลง หรือดนตรีของคนรุ่นใหม่ๆ ในทุกวันนี้ มีความเป็นเพลงที่เป็นเพลง เป็นดนตรีที่เป็นดนตรีขึ้นมาได้บ้าง ย่อมหนีไม่พ้นไปจากการหาทางทำให้ จิต ของคนเหล่านี้ หวนคืนกลับมาใกล้ชิดกับธรรมชาติให้มากขึ้นๆ นั่นเอง แน่ล่ะว่า...การทำสิ่งที่ว่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงบรรดาเด็กๆ ที่ต่างเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเศษซากวัตถุและเทคโนโลยี และวิถีชีวิตอันเต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นานาชนิด ไล่มาตั้งแต่เกมกด คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ  ทั้งหลาย อันมักส่งผลให้ประสาทการรับรู้ สัมผัส ไม่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกแยกห่างออกไปจากวิถีทางธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า ใจ หรือ จิต  มันย่อมต้องถูกแปรสภาพไปสู่ความหยาบ ความสาก ความคายยิ่งขึ้นเท่านั้น...

(7)

อันที่จริงถ้าหากจะคิดซะว่า...การที่คนรุ่นใหม่ๆ เค้าฟังเสียงสุนัขเยี่ยวใส่ท่อสังกะสี แล้วคิดว่าเป็นเพลงนั้น อาจถือเป็น รสนิยม ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ถึงกับหนักหัวกบาลใคร...ก็อาจพอคิดได้ และคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามทางใครก็ทางมึงนั่นเอง แต่ถ้าหากคิดกันในแง่ศิลปะ และคิดว่าศิลปะคือตัวสะท้อนความคิด  ความรู้สึกในทางจิตใจด้วยแล้ว การปล่อยให้จิตใจผู้คนออกไปทางหยาบขึ้น สากขึ้น ไร้ความละเอียด ประณีต ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นั้น มันดูจะไม่ถึงกับ เข้าท่า กันซักเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้...ถึงจะไม่จำเป็นต้องไปข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าจับเอาบรรดาคนรุ่นใหม่มานั่งฟังเพลงสุเทพ สวลี สุรพล ผ่องศรี ฯลฯ วันละ 3 เวลาหลังอาหารซะให้เข็ด!!! ก็น่าที่จะลองคิดหาหนทางนำเอา ธรรมชาติ หวนคืนกลับมาใกล้ชิดกับ จิตใจ ของผู้คนเหล่านี้กันบ้าง แม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี  และธรรมชาติที่ว่านี้ จริงๆ แล้วก็คือสิ่งซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า  ธรรมะ นั่นแล...

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง