คอลัมน์: บทความพิเศษ: ผลกระทบของนโยบายเงินเดือน 15,000 ที่มีต่ออาจารย์มหาวิทยาลัย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 17 มกราคม 2555 00:00:31 น.
อาจารย์อุดมศักดิ์ เดโชชัย
อาจารย์วสันต์ หาญณรงค์
อาจารย์บุญยิ่ง ประทุม

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

ด้วยรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อเบิกจ่ายค่าครองชีพชั่วคราวของพนักงานมหาวิทยาลัย ตามนโยบายของรัฐบาลที่จ้าง โดยงบประมาณแผ่นดินที่บรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กำ หนดคุณสมบัติ เฉพาะตำแหน่งต้องให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ยังไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเมื่อรวมเงินเดือนกับค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท   โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 พนักงานมหาวิทยาลัยประเภทที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวมีทั้งสิ้น 15,902 คน โดยจำแนกเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการทั้งสิ้น 16 แห่ง มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 12 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง ทั้งนี้ เงินที่จะเบิกจ่ายให้ทำตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และใช้จ่ายตามจริงตามจำนวนบุคลากร ถือว่าเป็นมาตรการที่สามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานแก่บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ใช่ข้าราชการ ในการ ที่จะทุ่มเทการทำงานเพื่อระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี

การจ่ายค่าครองชีพชั่วคราวสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ยังไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับอย่างมาก แต่ปัญหาที่หนักหน่วงต่อบุคลา กรในสถาบันอุดมศึกษาที่ตามมาคือ มีบุคลากรประเภทพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้งพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณรายได้ของมหาวิทยาลัยเอง และงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งได้รับเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท เหมือนกัน เช่น ในมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่ง บุคลากรประเภทนี้จะได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 10,490  บาท และ 12,130 บาท รัฐบาลจะจัดการอย่างไร เมื่อบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่จบปริญญาตรีได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท แต่บุคลากรฝ่ายวิชาการหรือผู้สอน หรือเรียกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาระดับปริญญาโท ได้รับเงินเดือนน้อยกว่ามาก ทำไมจึงเกิดปัญหาแบบนี้ และจะแก้อย่างไร

ปัญหานี้เกิดขึ้นจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร เริ่มจากต้อง ทราบว่าพนักงานมหาวิทยาลัยคือ บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญา จ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา มีทั้งสายวิชาการ ซึ่งมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และสายสนับสนุนโดยทั่วไป จะจ้างจากวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ในอดีตมีการกำหนดให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถาบันอุดมศึกษา มีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนใน สถาบันอุดมศึกษา เมื่อ พ.ศ.2507 ต่อมาในปี พ.ศ.2542 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดจ้างพนักงานทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบในปี พ.ศ.2545 โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท หรือประมาณเดือนละ 17,000 บาท และเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท หรือประมาณเดือนละ 15,000 บาท ส่วนปริญญาตรีประมาณ 13,050 บาท ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งมีนายพิชัย รัตตกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดอัตราพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการ

ต่อมาในปี พ.ศ.2551 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 ขึ้น จึงมีการกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันในสถาบันอุดมศึกษาไม่มีการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาแล้ว โดยสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จะใช้การบรรจุและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการเดิม ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ และตำแหน่งผู้บริหารเช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

การที่มีการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยมากกว่าข้าราชการ เพราะรัฐจะไม่เข้ารับผิดชอบเรื่องสวัสดิการใดๆ และไม่มีเงินหลังจากเกษียณการทำงานเช่นข้าราชการอีก แต่ให้เอาเงินดังกล่าวไปจัดการเอาเอง แต่อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้จ้างพนักงานมหาวิทยาลัยไปในแนวทางเดียวกันตามเจตนารมณ์ของระบบพนักงานมหาวิทยาลัย โดยบางมหาวิทยาลัยเพิ่มค่าจ้าง จากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยเข้าไปอีกเป็นเงินเดือนเริ่มต้นเกิน 17,000 บาท บางมหาวิทยาลัยจ้างเต็มตามที่ได้รับเงินจากรัฐ บางมหาวิทยาลัยกันเงินบางส่วนไว้เพื่อสบทบเข้ากองทุนของพนัก งานมหาวิทยาลัย โดยจ่ายเงินเดือนเริ่มต้น 14,450 บาท บางมหาวิทยาลัยจ่ายเป็นเงินเดือนขั้นต่ำสุดเริ่มต้นแค่ 12,130 บาท อย่างเช่นมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่ง ได้มีการจ้างในอัตราขั้นต่ำสุด คือ 12,130 บาท และไม่มีการนำเงินส่วนที่เหลือไปดำเนินการเป็นประโยชน์ต่อพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าได้เงินเดือนน้อยและไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย ซ้ำยังถูกนำระบบสัญญามาแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในความเป็นอาจารย์อยู่เสมอ

สำหรับที่มาของปัญหาว่าพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน วุฒิการศึกษาปริญญาตรี ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท แต่พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ วุฒิการศึกษาปริญญาโท ได้รับค่าตอบแทนประมาณ 10,400 บาท และ 12,130 บาท คือบางมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยมาจากรัฐแล้วไม่จ่ายตามที่รับมา และตามเจตนารมณ์ของการนำระบบพนักงานมหาวิทยาลัยมาแทนข้าราชการ ไม่ว่าด้วยเจตนาใดๆ ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยนั้น  โดยจ้างตามอัตรา

ที่กล่าวข้างต้น นี่คือที่มาของปัญหา

จากปัญหาที่เกิดทำให้สภาพความเป็นอยู่ของพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการหรืออาจารย์มหา วิทยาลัย มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันมาก ส่งผลถึงกำลังใจในการทำงานวิชาการ ไม่ดึงดูดคนมีความสามารถเข้ามาสู่ระบบมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะใน มหาวิทยาลัยที่จ่ายเงินเดือนอัตราต่ำสุด ทำให้ขาด อาจารย์ที่มีคุณภาพ กระทบไปถึงนักศึกษา ประชา ชน ประเทศชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน เนื่องจากในมหาวิทยาลัยที่มีปัญหานี้ จะมีบุคลากรประเภทข้าราชการเป็นผู้บริหารตั้ง แต่ระดับคณบดี รองอธิการบดีและอธิการบดี ความเข้าใจต่อปัญหา ความจริงใจ มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหายังมีอยู่น้อยมาก

แนวทางในการแก้ปัญหา แม้ว่ารัฐมีแนวทางให้ การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และสุด ท้ายทุกมหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบอย่างแน่นอน เว้นแต่รัฐจะเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่กว่าจะมีการออก นอกระบบได้ ระบบพนักงานมหาวิทยาลัยก็จะเสื่อม โทรมอย่างมาก ดังนั้นแม้ว่ารัฐต้องการให้มหา วิทยาลัยบริหารจัดการเรื่องการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยด้วยมหาวิทยาลัยเอง แต่เพื่อแก้ปัญหานี้รัฐควรดำเนินการ ดังนี้

1.รัฐต้องดำเนินการให้มีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีผลบังคับใช้ และมีมาตรฐานเดียวกันแก่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

2.รัฐต้องจัดให้มีกฎหมายหรือนโยบายที่ให้แต่มหาวิทยาลัย ปฏิบัติต่อพนักงานมหาวิทยาลัยให้ตรงต่อเจตนารมณ์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ปล่อยให้ผู้บริหารกำหนดเงินเดือนแก่พนักงานมหา วิทยาลัยตามอำเภอใจ คือ ให้จ้างในอัตราเริ่มต้นเต็มตามที่ได้รับเงินจากรัฐมาเป็นขั้นต่ำ คือ 1.7 ส่วนมหาวิทยาลัยใดมีศักยภาพจะจ้างมากกว่าก็ให้แล้วแต่ความสามารถ

3.รัฐต้องดำเนินการให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่จ้างพนักงาน มหาวิทยาลัยในอัตราขั้นต่ำปรับฐานเงินเดือนให้เท่ากับอัตราเริ่มต้นของเงินเดือนที่รัฐให้มา

เมื่อได้ดำเนินการดังนี้แล้ว ปัญหาว่าพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ วุฒิปริญญาโท ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน วุฒิปริญญาตรี ก็จะหมดไปเพราะพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการวุฒิปริญญาโท จะได้เงินเดือนแรกเข้าไม่น้อยกว่า 17,000 บาท โดยรัฐอาจไม่ต้องมาจัดสรรเงินช่วยเหลือค่าครองชีพชั่วคราวให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ วุฒิปริญญาโท อีกต่อไป.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไปล่าสุด »