คอลัมน์: HAPPY MODEL:  แฮปปี้ เวิร์ก เพลสนำไทยไขประตูสู่ เออีซี อย่างสง่างาม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2555 00:00:30 น.

ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมานั้น จะก่อเกิดผลดีให้เห็นอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเพื่อนมนุษย์ การหันมาร่วมทุกข์ร่วมสุขในยามยากของคนทุกระดับชั้น หรือแม้แต่การที่แผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่มุ่งมั่นทำ "โครงการองค์กรแห่งความสุข" หรือ แฮปปี้ เวิร์กเพลส (Happy Work Place) มานานหลายปี สามารถฟันธงได้ว่าจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น แนวคิดทีเชื่อมั่นตลอดมาว่าเรื่อง "คน" สำคัญที่สุดเป็นสิ่งถูกต้อง!

"วิกฤติรอบนี้ต้องขอขอบพระคุณ เพราะกลับกลายเป็นโอกาสที่ทำให้มั่นใจว่า องค์กรในประเทศไทยส่วนมากที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องคนจริง ๆ คือไม่ค่อยให้น้ำหนักกับเรื่องการพัฒนาคนโดยเฉพาะในเรื่องการดูแลชีวิตและการเตรียมความพร้อม พอไม่เตรียมปุ๊บเวลาเกิดภับพิบัติขึ้นมาองค์กรที่เขาเตรียมคนไว้ดี เช่น มีการทำงานเป็นทีม มีความรักความสามัคคี มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ทำให้ที่ทำงานกลายเป็นบ้านอันอบอุ่นหลังที่สองกันกลับรอด หรืออย่างน้อยโดนในลักษณะโดนแบบว่าพอไหวหรือไม่ก็ฟื้นได้เร็วกว่าองค์กรอื่น อันนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์และทำให้เราคิดว่าเดินมาถูกทางแล้วที่เน้นการทำงานพัฒนาในเรื่องคน ซึ่งหลังจากนี้เป็นโจทย์สำคัญและท้าทายกว่าภัยพิบัติ กับการเตรียมคนเตรียมตัวประเทศ ให้ก้าวสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ อาเซียน อีโคโนมิก คอมมูนิตี้ (เออีซี) ในอีก 3 ปีข้างหน้าได้อย่างสง่างาม"

นั่นคือสิ่งที่ นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน สสส.บอกกล่าวให้ทราบถึงทิศทาง และเป้าหมายที่โครงการแฮปปี้ เวิร์ก เพลส จะเดินนับต่อจากนี้

ที่ต้องเตรียมตัวเรื่อง "คน" ให้มากเข้าไว้ เพราะ นพ.ชาญวิทย์ มองการณ์ไกลว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ระบบการทำงานในองค์กรของไทยไม่ว่ารัฐหรือเอกชนจะปรับเปลี่ยนหน้าตาไปหมดเหตุเพราะคนในเจเนอเรชั่ยใหม่ x y และ z จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการดำรงชีวิตไปจากเดิมในแบบที่คิดไม่ถึง เงินเดือนและสวัสดิการไม่ได้เป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการทำงานอีกต่อไป ทว่า เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ หรือสมดุบในชีวิตการทำงานต่างหากที่คนทำงานยุคใหม่ต้องการ และที่สำคัญคือความเชื่อใจได้ว่าถ้าได้ทำงานกับองค์กรนี้แล้วจะมีความสุข รู้สึกตัวเองมีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

แต่นั่นอาจจะไกลไปสำหรับการเข้าสู่การเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้าที่จะถึง (2558) ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าถึง เข้าร่วมและเข้าใจ โครงการแฮปปี้ เวิร์ก เพลส ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เสียก่อน โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ภาคเอกชน

นพ.ชาญวิทย์ ให้เหตุผลไว้ด้วยว่าทีต้องหันไปโฟกัสภาคเอกชนก่อน เนื่องจากองค์กรเอกชนต้องอาศัยการอยู่รอดสูงกว่า ฉะนั้น เวลาคุยเรื่องพวกนี้จะเข้าใจได้ง่ายและกลายเป็นสิ่งท้าทายที่ต้องทำให้ได้ แต่หากเป็นราชการที่เติบโตมาแบบระบบอุปถัมภ์ คือไม่ต้องทำก็ได้เงินเดือน แถมผู้อาวุโสในหลาย ๆขั้น ยังมีแนวคิดในกรอบเดิมจึงยากกว่าในการเปลียนแปลง และประเทศไทยไมสามารถรอได้แล้วกับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

แต่มิใช่ว่าจะไม่ทำ เพราะจากขอบเขตงานที่ทางแผนงานฯ ได้วางเป้าไว้ จะมีการปรับปรุงภาครัฐในส่วนของกองทัพ ตำรวจ โรงพยาบาลและวัดด้วย แต่ที่ริเริ่มทำไปแล้วคือการมีโครงการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) และในส่วนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะเป็นกระทรวงแรกที่ทางแผนงานฯ และ สสส.จะไปขับเคลื่อนในเรื่ององค์กรแห่งความสุข

หลายคนสงสัยว่าแล้วจะพัฒนาคนในองค์กรให้มีคุณภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เออีซีได้อย่างไร?!!

หลักการสำคัญง่าย ๆ สำหรับเรื่องนี้ผู้จัดการแผนงานสุขภาสะองค์กรภาคเอกชนคนเดิมอธิบายให้ฟังว่า

"หลักการในแบบแฮปปี้ เวิร์ค เพลส ก็คือความไว้วางใจ (trust) ถ้าองค์กรไหนทำให้ความไว้วางใจนี้หลายเป็นจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกับของคนในองค์กรได้ ต่อให้เจอสถานการณ์เลวร้ายขนาดไหนหรือยากลำยากเพียงใด เขาก็จะไปรอด เปรียบเทียบกับองค์ประกอบภายนอกอื่น ๆ ขององค์กรที่เหมือนกับเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่หากคนมีความไว้วางใจในองค์กรแล้วมันเปลี่ยนกันไม่ได้ มีแต่จะพูดความจริงเพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตมากขึ้นด้วยซ้ำ"

"สิ่งที่เราเชื่อกันมานั้นถูกต้องแล้วว่าองค์กรจะอยู่ได้อยู่รอดหรืออยู่ได้ดีมาจากคนในองค์กร หรือการจัดการการอยู่ร่วมกัน เขาเรียกว่าความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ทำอย่างไรให้คนอยู่กันได้ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และความสุขตรงนี้ที่ว่ามันเริ่มชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ความสุขที่เกิดจาก "ผลผลิตดี" เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง "คนอยากทำงาน" ด้วย เมื่อคนพร้อมทำงานผลผลิตมันก็ดีขึ้นตาม"

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือ องค์กรใหญ่ทั้ง9 ของประเทศ ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน),บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน),บริษัท ซีพีออล์ จำกัด(มหาชน),บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน),บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน),บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด(มหาชน),บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด,บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เข้าร่วมโครงการแฮปปี้ เวิร์ก เพลส และมีการพูดถึงเลยว่าในอีก 20 กว่าปีข้างหน้าต้องการ "คน" แบบไหนโดยการมีดีไซน์บุคลิกการทำงานขององค์กรที่เหมาะสมกับคนสมัยใหม่ที่ไม่ง้อเงินเดือนรอไว้

"ผมเชื่อว่าในอนาคตองค์กรจะไม่มีสิทธิ์เลือกคน แต่คนต่างหากที่จะเลือกงานทำและแฮปปี้ เวิร์ก เพลส จะมาช่วยในจุดนี้ ในเรื่องคน เรื่องความไว้วางใจ และเรื่องคุณค่าอย่าลืมว่าสังคมไทยหรือแม่แต่ในสังคมโลกในวันนี้ ก็ต้องการคำว่าไว้วางใจทั้งนั้น งานซีเอสอาร์ที่ทำกันอยู่อย่างแพร่หลาย ก็เพราะองค์กร ต้องการให้สังคมเชื่อว่าเขาเป็นคนดีเป็นองค์กรที่มีคุณค่าต่อเพื่อนมนุษย์ และนั่นก็จะทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค นั่นหมายถึงความเจริญก้าวหน้าในระบบเศรษฐกิจอย่างมั่นคงในภูมิภาคอาเซีบนของเรา" นพ.ชาญวิทย์ ระบุ

องค์กรอยู่รอดได้เพราะคนฉันใด ประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปสู่เออีศีอย่างสง่างามได้ก็เพราะมีองค์กรที่ดี อยู่แล้วมีความสุขในแบบแฮปปี้ เวิร์ก เพลส (Happy Work Place) ฉันนั้น

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง