ข่าวอินโฟเควสท์
18:30 แพทย์อเมริกันที่ติดเชื้ออีโบลาเตรียมออกจากรพ. หลังผลตรวจเลือดเป็นลบ   วินซ์ ดอลลาร์ด โฆษกประจำโรงพยาบาลเอมอรี ยูนิเวอร์ซิตี้ในสหรัฐอเมริกา เปิด…
18:25 สธ.โต้ข่าวลือสะพัด ยืนยันยังไม่พบคนไทยติดเชื้ออีโบล่า   แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะแถล…
18:20 จีนเตรียมยกระดับบริการขนส่งนักท่องเที่ยว   จีนจะปรับปรุงบริการขนส่งนักท่องเที่ยว และเร่งสร้างระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETC) บนทางหลวงสา…
18:14 ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex ปิดบวก 45.82 จุด จากแรงซื้อนลท.ต่างชาติ   ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมี…
17:53 ตำรวจอินโดนีเซียยิงแก็สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ประท้วงขณะรอฟังศาลตัดสิน   ตำรวจอินโดนีเซียต้องยิงแก็สน้ำตาและฉีดน้ำใส้กลุ่มผู้สนับสนุนนายปราโบโว สุเบี…

คอลัมน์: อีโคโฟกัส: 1.9ล้านล้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กรุงเทพฯ-ระยองไฮสปรีดเทรนสายแรก

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2555 00:00:26 น.

แผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีขุนคลังอย่าง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดีกรี รองนายกรัฐมนตรี จัดทำขึ้นนั้นใช้งบประมาณสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท มีจุดประสงค์หลักต้องการวางแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว และการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงต้องการยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนการบริหารของภาคการผลิตและบริการของประเทศ

ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นแบ่งออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2.การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและ บริการ 3.การพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ 5.การพัฒนาระบบประกันภัยทั้ง 5 ยุทธศาสตร์นี้ ข้อ 4 เป็นภารกิจที่กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการขนส่งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ จำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด ในเรื่องนี้ นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ชี้แจงความจำเป็นของการลงทุนและรายละเอียดโครงการว่า

* การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามงบประมาณ 2.27 ล้านล้านบาทกระทรวงคมนาคมเสนอโครงการอะไรไปบ้าง

การจัดทำแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่งระยะ 7 ปีข้างหน้า (2556-2563) ในงบลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้เป็นการลงทุนระบบโลจิสติกส์ของกระทรวงคมนาคมวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางแผนการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาวและยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนการบริหารความเสี่ยงของภัยพิบัติและวิกฤตการณ์ต่างๆ ของภาคการผลิตและบริการของประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการเร่งวิเคราะห์โครงการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาและจัดหางบประมาณ ก่อนจะสรุปจำนวนโครงการและวงเงินที่ชัดเจนในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน คาดว่าจะใช้เวลา 6 เดือนจะได้เห็นความชัดเจน

* ตามแผนการลงทุน 1.9 ล้านล้านบาทนั้นประกอบด้วย

โครงการลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมที่ได้จัดทำแผนไว้แล้ว ซึ่งโดยรวมมีทั้งหมด 55 โครงการ แบ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับถนนจำนวน 479,122 ล้านบาท, ขนส่งทางราง 1,288,034 ล้านบาท, ขนส่งทางน้ำ 128,959 ล้านบาท และขนส่งทางอากาศ 83,963 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในปี 2563 คือช่วยลดต้นทุนการขนส่งเฉลี่ย 1.86669 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร แต่ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานก็จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 1.9949 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร และยังช่วยให้ปริมาณผู้โดยสารในระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น 6% การขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้น 10.5% ในปี 2563 จากปี 2554 และลดค่าใช้จ่ายที่สูญเสียจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้ถึง  80,000 ล้านบาท, ลดการสูญเสียการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 155,000 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ส่วนใหญ่นั้นจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนารถไฟทางคู่, โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการท่าเรือ, โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, ซึ่งส่วนใหญ่ได้ผ่านความเห็นแล้วว่ามีศักยภาพในการลงทุน หากไม่ดำเนินโครงการเหล่านี้ จะทำให้เกิดความล่าช้าและกระทบต่อกรอบวงเงินที่จะเพิ่มมากขึ้น

* ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศทั้ง 4 สายทางไปถึงไหนแล้ว

ขณะนี้ สนข.ได้รับมอบหมายให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งทาง สนข.จะทำการศึกษาต่อยอดจากที่จีนและญี่ปุ่นเคยศึกษาไว้แล้ว เพื่อศึกษาความเหมาะสมโครงการผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งที่ผ่านมานั้นญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาเบื้องต้นของเส้นทางสายเหนือ คือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และจีนศึกษาสายตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯนครราชสีมา  เราจะเอาข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบและศึกษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ สนข.จะเปิดขายซองเพื่อคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาต่อคาดว่าจะได้บริษัทที่ปรึกษาภายในเดือน ก.ย.2555 นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 14 เดือน ซึ่งในระหว่างศึกษาก็จะทำการออกแบบและร่างทีโออาร์ควบคู่กันไป ซึ่งขณะนี้ได้มีบริษัทที่ปรึกษากว่า 10 รายที่สนใจ

สำหรับเส้นทางที่ สนข.จะเร่งสำรวจโครงการทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วยเส้นทาง 1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยจะสร้างระยะแรกจากกรุงเทพฯ-พิษณุโลกก่อน 2.เส้นทางกรุงเทพฯ- หนองคาย โดยจะสร้างระยะแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมาก่อน  3.เส้นทางกรุงเทพฯ- ระยอง โดยจะสร้างระยะแรกกรุงเทพฯ-พัทยา และโครงการนี้จะเป็นการขยายเส้นทางต่อจากโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และ 4.เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน

* ดูแนวโน้มแล้วเส้นทางที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ก่อนคือ

เส้นทางที่มีความเป็นไปได้และเริ่มก่อสร้างก่อน คือ เส้นระยอง  เพราะไปได้เยอะแล้วจากสุวรรณภูมิเชื่อมต่อไปถึงอีก100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะสั้นและใช้เงินน้อย ประกอบกับจากผลการศึกษาเบื้องต้นนั้น พบว่ามีปัจจัยที่เชิญชวนหลายประเด็นคือ พัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีชาวต่างชาติที่จะเดินทางจากสุวรรณภูมิไปพัทยาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สนข.จะทำการสำรวจเส้นทาง ออกแบบสำรวจทางด้านภูมิศาสตร์ ถึงรายละเอียดต่างๆ รวมถึงปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อาทิ การเวนคืนที่ดิน ปัญหาที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาศึกษาและสำรวจ 3-4 เดือน หลังจากนั้นก็จะจัดหาบริษัทที่ปรึกษามาดำเนินการออกแบบระบบการก่อสร้างโดยระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี น่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2557 แล้วเสร็จปี 2562

* แล้วโครงการรถไฟทางคู่ขณะนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วและโครงการใดที่น่าจะเริ่มดำเนินการได้ก่อน

สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ สายฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร วงเงิน 11,348 ล้านบาท หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ และผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะรายงานให้ที่ประชุมบอร์ด ร.ฟ.ท.รับทราบในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ หลังจากนั้นจึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนประกวดราคาต่อไป โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับสายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบังระยะทาง 79 กิโลเมตร ที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะช่วยให้ภาคการขนส่งสินค้าและการให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากจะสามารถใช้ความเร็วได้ถึง100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะไม่มีการจอดเพื่อรอหลีกเหมือนในปัจจุบัน

ในส่วนการประกวดราคาคงจะเป็นในลักษณะเปิดให้รายเดียวดำเนินการทั้งหมด ส่วนแหล่งเงินลงทุนก็คงต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำ และสำนักงบประมาณเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินให้ จึงไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องของงบประมาณดำเนินโครงการ

และยังมีเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงิน 17,000 ล้านบาท และสายถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร วงเงิน 13,010 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 6 เดือน หลังจากนั้นจะประกวดราคาได้ประมาณต้นปี 2556 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางใหม่ ประกอบด้วย ทางคู่ช่วงเด่นชัยเชียงราย-เชียงของ, ช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-มุกดาหาร ทั้ง 2 เส้นทาง ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าสรุปได้ในเร็วๆ นี้  ส่วนอีกช่วง คือ อรัญประเทศ-ปอยเปต  ขณะนี้ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติงบในการศึกษา และทางคู่เชื่อมท่าเรือฝั่งอ่าวไทย-อันดามันระยะที่1 หรือเชื่อมท่าเรือน้ำลึกปากบาราและท่าเรือสงขลา ซึ่งส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นกับนโยบายรัฐบาลถ้าไม่ก่อสร้างท่าเรือปากบาราโครงการก็ต้องพับไป

* โครงการรถไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาลนอกเหนือจากที่ก่อสร้างในปัจจุบันจะมีเส้นทางไหนที่ได้ก่อสร้างอีก

ตามนโยบายของรัฐบาลแล้วต้องการเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทาง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ภายใน 4 ปี (2554-2558) และเก็บค่าบริการ 20 บาททั้งระบบ ซึ่งปัจจุบัน สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชันก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังวิ่งไม่ได้เนื่องจากต้องรอการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-รังสิตซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการประกวดราคา สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่,สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค รวมถึงสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังมีรถไฟฟ้าที่มีแผนที่จะประกวดราคาภายในปี 2555 อีก 4 สายทาง ประกอบด้วย สายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ แม้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะมีความพร้อมในการประกวดราคา แต่ก็ต้องติดปัญหาต้องปรับแบบสถานีอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญใหม่และนำเสนอรายงานการเปลี่ยนแปลงผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ทำให้มีความล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้วประมาณ 1 ปี ส่วนช่วงต่อขยายสะพานใหม่-คูคต ออกแบบรายละเอียดและรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน, แอร์พอร์ตเรลลิงค์ส่วนต่อขยายช่วงดอนเมือง-บางซื่อพญาไท ศึกษาและออกแบบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม, สีแดงอ่อนช่วง ตลิ่งชัน-ศาลายา อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

และอีกหลายทางที่จะประกวดราคาภายในปี 2556 ประกอบด้วย สีชมพู ช่วงแคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี และ สีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมบางกะปิ-มีนบุรี อยู่ระหว่างศึกษาและทบทวนรายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบและจัดทำเอกสารประกวดราคา สายสีเขียวช่วงสมุทรปราการบางปู อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นต้น.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง