"อภิสิทธิ์"เล็งเสนอทางออกประเทศให้บ้านเมืองเดินหน้า-เลือกตั้งเรียบร้อย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เตรียมจะทำข้อเสนอไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต่อแนวทางที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับว่าบ้านเมืองควรจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยจะเป็นการนำข้อเสนอจากจุดร่วมของฝ่ายต่างๆ มาหาข้อยุติ ซึ่งโจทย์ที่สำคัญคือการทำบรรยากาศการแก้ปัญหาบ้านเมือง...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 19 กันยายน 2555 00:00:17 น.
คำนำ

รายงานฉบับสมบูรณ์ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กรกฎาคม ๒๕๕๓-กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้แถลงต่อประชาชนไปเมื่อวันที่๑๗ กันยายน ที่ผ่านมา เป็นรายงานที่มีรายละเอียด ๒๖๙ หน้า แบ่งเป็น ๕ ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ ๑ ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ คอป. ซึ่งระบุถึงที่มาของ คอป. รายละเอียดส่วนใหญ่ระบุถึงขั้นตอนและวิธีการทำงาน ในส่วนที่เป็นสาระของเหตุการณ์นั้นอยู่ในส่วนที่ ๒ และส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาส่วนที่ ๔ แนวทางเยียวยา และส่วนที่ ๕ ข้อเสนอแนะ  เพื่อความกระชับกองบรรณาธิการไทยโพสต์ขอเริ่มต้นในส่วนที่๒ คือส่วนสรุปเหตุการณ์ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น

ส่วนที่ ๒
๒.๑ บทนำ

เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายต่อสังคมไทยอย่างประมาณค่ามิได้ การตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติสังคมจำเป็นจะต้องทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร มีที่มาและอะไรเป็นสาเหตุของความรุนแรง และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร มีคำถามมากมายอยู่ในใจของชาวไทยและประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบและค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะตลอดจนการตรวจสอบและค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุในระยะใกล้ (immediate cause) และสาเหตุอันเป็นรากเหง้า (root cause) ของความขัดแย้งและความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิตและผลกระทบทั้งต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน ตลอดจนความเสียหายในรูปแบบอื่นๆโดยมีวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การฟื้นฟู เยียวยา สร้างความยุติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในอนาคต นำมาซึ่งสันติสุขในสังคมที่มีขันติธรรม อดทนอดกลั้น ยอมรับความแตกต่างทางความคิด และเกิดการปรองดองอย่างยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ขึ้นโดย คอป.ได้กำหนดยุทธศาสตร์กรอบการดำเนินงานใน ๔ มิติหลัก คือ ๑) การตรวจสอบและค้นหาความจริง ๒) การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ๓) การศึกษาวิจัยรากเหง้าของปัญหาของความขัดแย้ง และ ๔) การสร้างความปรองดองและป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก โดยแต่ละมิติจะมีคณะอนุกรรมการรับผิดชอบดำเนินการ

๒.๑.๑ การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง

กรอบการดำเนินงานของ คอป.ในมิติลำดับ ๑ คือ การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth  Seeking) ซึ่งได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมตลอดถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นกลไกสำหรับการดำเนินงานตามกรอบดังกล่าวคอป.จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงขึ้น โดยมีภารกิจหลักในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสองเดือนดังกล่าว โดยการสืบค้น รับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง และความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบและค้นหาความจริง คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงจัดตั้งขึ้นโดยคำสั่ง คอป. ที่ ๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑.ตรวจสอบและค้นหาความจริงเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓

๒.เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐ กลุ่มองค์กร ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้จัดส่งเอกสาร วัตถุ ข้อมูล หรือเสนอข้อคิดเห็นมาเพื่อประกอบการพิจารณา

๓.รวบรวมและวิเคราะห์ประเด็นที่น่าจะเป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อจัดให้มีการศึกษาวิจัยต่อไป

๔.จัดทำรายงานการตรวจสอบและค้นหาความจริงแต่ละเหตุการณ์ แล้วรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติพิจารณาต่อไป

๒.๑.๒ หลักการและแนวคิดในการตรวจสอบและค้นหาความจริง

ในการตรวจสอบค้นหาความจริงเกี่ยวกับความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ คอป. โดยคณะอนุกรรมการฯ ยึดถือหลักการ ปรัชญา และแนวคิดสำคัญๆ ในการปฏิบัติภารกิจของ คอป. และเน้นหลักการในการตรวจสอบค้นหาความจริงที่ว่ามี "ความจริงที่มากกว่าหนึ่ง หรือ  truths แทนที่จะเป็นความจริงหนึ่งเดียว  truth" โดยเห็นว่าแต่ละคน แต่ละฝ่าย ย่อมมีชุดความจริงของตนเอง คณะอนุกรรมการฯ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะสร้างความจริง(establish  the  truth) ร่วมกันของฝ่ายต่างๆ โดยอาศัยกระบวนการและวิธีการที่กำหนดบนพื้นฐานของการเป็นพื้นที่สำหรับการแสดง 'มุมมอง' หรือ 'ความจริง' ของทุกฝ่าย เพื่อประมวลเข้าด้วยกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการพิจารณาอย่างเป็นภาวะวิสัย โดยวัตถุประสงค์ของการค้นหาความจริงเพื่อที่จะตอบคำถามพื้นฐานว่าเกิดเหตุการณ์อะไร(what  happen) เกิดขึ้นอย่างไร (how  it  happened) เหตุใดจึงเกิดขึ้น (why it  happened) และเหตุการณ์ส่งผลกระทบอย่างไร (what impact) ด้วยตระหนักว่าความเข้าใจต่อคำถามพื้นฐานข้างต้นจะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสังคมสามารถกำหนดกรอบการดำเนินการอันจะเป็นขั้นตอนเพื่อสร้างความยุติธรรมและความปรองดองในสังคมต่อไป

๒.๑.๓ กรอบแนวคิดการดำเนินการของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง

การตรวจสอบค้นหาความจริงของ คอป. เป็นการตรวจสอบความจริงว่าเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใด ในสภาพการณ์เช่นไร มีใครบ้างที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และมีเหตุผลในการเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ และจะสามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหรือไม่ โดยวิธีใด การตรวจสอบความจริงของ คอป.บางส่วนอาจเป็นไปทำนองเดียวกับการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนก็ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยพนักงานสอบสวนมุ่งที่จะหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีอาญา และหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาขณะที่การตรวจสอบและค้นหาความจริงโดย คอป. มุ่งทำความเข้าใจความเป็นมาของความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา อันนำไปสู่ความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ และการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่ละเหตุการณ์ในช่วงสองเดือนดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง การปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและค้นหาความจริง คอป.มีกรอบแนวคิดการดำเนินการดังต่อไปนี้

๑.การตรวจสอบและค้นหาความจริงโดย คอป. มีวัตถุประสงค์หลักในการเปิดเผยความจริงของเหตุการณ์ให้สาธารณชนได้รับทราบและเกิดความเข้าใจร่วมกันของคนในสังคมไทย เพื่อช่วยป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต อันมิได้มีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาล

๒.ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย รวมทั้งนิติรัฐ และความปรองดองแห่งชาติ เช่น รัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน เคารพสิทธิส่วนบุคคลและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม สิทธิในการชุมนุมโดยสงบสันติและโดยปราศจากอาวุธมีเพียงใด ขั้นตอนในการสลายการชุมนุมตามมาตรฐานสากลได้รับการปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงใด เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธโดยยึดหลักป้องกันตามสมควรแก่เหตุหรือไม่ ฯลฯ

๓.ให้โอกาสผู้ที่ถูกกล่าวหาในประเด็นต่างๆ ได้ชี้แจง ๔.ประมวลข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ๕.เจาะลึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องและประเด็นที่ตรวจสอบประกอบกับการรวบรวมข้อมูลประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย๖.ฟังความจากทุกฝ่าย คู่กรณี คนกลาง ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อให้ทราบและพิสูจน์ หรือสามารถยืนยันได้ถึงความจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

๗.รักษาความลับของแหล่งข้อมูล พยานหลักฐาน ๘.ตั้งข้อสันนิษฐานความเป็นไปได้ต่างๆ ของเหตุการณ์แล้วตัดออกแต่ละประเด็นที่เป็นไปได้น้อย เจาะลึกประเด็นที่เป็นไปได้มากที่สุด พิจารณาข้อมูลที่สอดคล้องกันและขัดแย้งกัน

๙.ตรวจสอบจากการกระทำของบุคคลไปสู่การกระทำขององค์กร๑๐.ตรวจสอบเหตุการณ์และลักษณะเฉพาะเพื่อเข้าใจลักษณะทั่วไปและภาพรวมของเหตุการณ์

๒.๑.๔ วิธีการดำเงินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง

๑.คอป. โดยคณะอนุกรรมการฯ มีภารกิจในการตรวจสอบค้นหาความจริงจากเหตุการณ์อันซับซ้อนหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีรายละเอียดข้อเท็จจริง หลักฐาน และข้อมูลสารสนเทศมากมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเฉพาะกรณี จำนวน ๕ คณะ ตามคำสั่ง คอป. ที่ ๗/๒๕๕๓ โดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเฉพาะกรณี ดำเนินการดังนี้

๑.๑ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเหตุการณ์ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ จากเอกสารและข่าวสารต่างๆ

๑.๒ เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐ เหยื่อของความรุนแรงและผู้ได้รับผลกระทบบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศมาให้ข้อเท็จจริง เอกสาร วัตถุพยาน ข้อมูล หรือเสนอข้อคิดเห็นมาเพื่อประกอบการพิจารณารวมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลต่างๆ และการตรวจสถานที่เกิดเหตุ

๑.๓ จัดทำร่างรายงานการตรวจสอบและค้นหาความจริงของเหตุการณ์แต่ละกรณี และรายงานภาพรวมของเหตุการณ์ความรุนแรง

๒.กระบวนการตรวจสอบและค้นหาความจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเฉพาะกรณี ประกอบด้วย การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์บุคคลเชิงลึก การเชิญบุคคลเข้ามาให้ข้อมูลหรือส่งมอบข้อมูลพยานหลักฐาน การประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง (Inquire  Hearing) การประชุมกลุ่มย่อย (Focus  Group  Meeting) การค้นหาข้อเท็จจริง ข้อมูล และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การสัมภาษณ์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ข้อมูล การสำรวจและบันทึกคำบอกเล่า (Statement  Taking) การตรวจสอบข้อมูล เอกสาร หลักฐานต่างๆ จากบุคคล หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ

๒.๑ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการเก็บข้อมูลไว้เป็น ๖ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "นปช.") ๒) รัฐบาล ศอฉ. หรือหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านพิสูจน์พยานหลักฐานและนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ๓) บุคลากรทางการแพทย์ ๔) ผู้สื่อข่าวหรือช่างภาพทั้งไทยและต่างประเทศ๕) ตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ๖) เหยื่อของความรุนแรงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และกลุ่มอื่นๆเช่น กลุ่มสันติวิธี ประชาชนผู้เกี่ยวกับในเหตุการณ์ ชาวชุมชน เป็นต้น

๒.๒ การสัมภาษณ์บุคคลเชิงลึก การเชิญบุคคลเข้ามาให้ข้อมูล และ/หรือ ส่งมอบพยานหลักฐาน และการลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคล โดย คอป.ได้ดำเนินการสัมภาษณ์บุคคล กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ หรือเป็นพยานในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลด้านความปลอดภัย ความมั่นคง การข่าว ตำรวจและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างเกิดเหตุการณ์ ผู้สื่อข่าวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยกู้ชีพ ผู้ชุมนุม ผู้สังเกตการณ์การชุมนุม กลุ่มประชาสังคม กลุ่มรณรงค์ด้านสันติภาพ ตลอดจนพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในคดีเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง โดย คอป.สัมภาษณ์หรือเชิญบุคคลเข้าให้ข้อมูลจำนวนทั้งสิ้นกว่า ๔๕๐ คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่เป็นตัวแทนหน่วยงานรัฐเข้าให้ข้อมูลกับ คอป. จำนวนทั้งสิ้น ๑๖๐ หน่วยงาน

๒.๓ การประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง (Inquire  Hearing) โดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง เป็นการประชุมซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บาดเจ็บ ญาติของผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับผล กระทบ ผู้ชุมนุม หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งระดับนโยบาย บังคับบัญชาและปฏิบัติการ หน่วยแพทย์ หน่วยกู้ภัย ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และสื่อมวลชนมาประชุมร่วมกันเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตนเกี่ยวข้องโดยคณะอนุกรรมการฯ ได้จัดประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวน ๑๒ ครั้ง ในกรณีเหตุการณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑) สถานการณ์ภาพรวมของความขัดแย้ง  ๒) กรณีสถานีดาวเทียมไทยคม ๓) กรณีการปะทะเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓๔) กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่นในเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

๕) กรณีความรุนแรงบริเวณอนุสรณ์สถาน ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓๖) กรณีความรุนแรงบริเวณบ่อนไก่-สีลม ช่วงวันที่ ๒๒ เมษายน - วันที่ ๑๙ พฤษภาคม๗) กรณีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เมื่อวันที่๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓๘) กรณีความรุนแรงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง-รางน้ำ ถนนราชปรารภ ในช่วงวันที่ ๑๓-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

๙) กรณีการเสียชีวิต ๖ ศพที่วัดปทุมวนารามฯ เมื่อวันที่๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓๑๐) กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลี ในเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓๑๑) กรณีการเผาสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร และสถานที่ราชการในต่างจังหวัด ๑๒) กรณีการชุมนุมคู่ขนานในต่างจังหวัด  ๒.๔ การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group Meeting) จำนวน ๗ เรื่องโดยเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมประชุมในประเด็นต่างๆ ดังนี้

๑) สาเหตุและปมเงื่อนของความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง๒) ทหารนอกแถวและปัญหาอาวุธใต้ดิน อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ผู้ที่ คอป.เชิญส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ข้อมูล และไม่มีผู้ใดประสงค์จะร่วมพูดคุยกันเป็นกลุ่ม ดังนั้นจึงต้องพูดคุยหรือสัมภาษณ์เป็นการเฉพาะราย โดยอนุกรรมการฯ ได้พูดคุยและสัมภาษณ์บุคคล ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์และนักวิชาการในเรื่องดังกล่าว

๓) เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธจากมุมมองด้านกฎหมายและด้านสิทธิมนุษยชน ๔) การจัดการการชุมนุม : การป้องกันการใช้ความรุนแรง การควบคุมฝูงชนอย่างมีประสิทธิภาพ กฎในการใช้กำลัง

๕) การคุ้มครองสื่อมวลชนและบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมสันติวิธีหรือความรุนแรง และแนวทางแก้ไขในอนาคต

๖) การคุ้มครองบุคลากรด้านสาธารณสุขและหน่วยกู้ชีพ และบทบาทในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษย ธรรมระหว่างเกิดความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรง

๗) บทบาทของภาคประชาสังคมและกลุ่มต่างๆ ในการช่วยบรรเทาและลดความรุนแรง๒.๕ การตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริง ข้อมูล และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science)๑) การตรวจสอบและค้นหาความจริงโดย คอป. เน้นความสำคัญของหลักวิชาการและการแสวงหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดย คอป.ได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน ๔ คน โดยมีผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านการสอบสวนอาชญากรรม ๑ คน ผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านภาพ (Visual Imagery Forensic) ๑ คน มาปฏิบัติงานระหว่างปี ๒๕๕๔ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ และมีผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านอาวุธและกระสุนปืน (Ballistic Forensic) ๒ คน มาปฏิบัติงานระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยราชการและบุคคลต่างๆ ได้อย่างจำกัด รวมทั้งไม่สามารถสำเนารายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ อีกทั้งเอกสารที่ได้จากหน่วยราชการส่วนใหญ่ไม่มีภาพถ่ายหรือภาพไม่ชัด นอกจากนี้ยังข้อจำกัดด้านภาษาและการแปลด้วย เนื่องจากต้องแปลเอกสารซึ่งใช้ภาษาเฉพาะด้านนิติวิทยาศาสตร์และมีเอกสารจำนวนมากในเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการตรวจสอบค้นหาความจริงให้แก่เจ้าหน้าที่และอนุกรรมการ คอป. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานด้วยตนเองด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นเวลานานหลังจากเกิดเหตุการณ์ และขาดอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเพียงเก็บหลักฐานและข้อมูลบางประการเพื่อนำกลับไปตรวจสอบต่อไปที่ห้องปฏิบัติการ(LAB) ในต่างประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมมีสถานที่เกิดเหตุที่กว้างมาก ประกอบกับข้อมูลและเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจึงสามารถตรวจสอบได้เพียงบางกรณีเท่านั้น โดยผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านภาพได้ดำเนินการตรวจสอบเฉพาะกรณีเหตุการณ์ปะทะในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ การเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่น และเหตุการณ์กรณีมีผู้เสียชีวิต ๖ คน ในวัดปทุมวนารามฯ ส่วนผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านอาวุธและกระสุนปืนได้ดำเนินการตรวจสอบเฉพาะกรณีเหตุการณ์เสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่น และนายวสันต์ ภู่ทอง จากเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน การเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ช่างภาพชาวอิตาลี เหตุการณ์บนถนนราชปรารภ และเหตุการณ์บนถนนราชดำริเท่านั้น

๒) นอกจากการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศแล้ว คอป.ยังปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในประเทศ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรพลิกศพ การตรวจสถานที่เกิดเหตุ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับรายงานการชันสูตรพลิกศพและเพื่อการระบุประเภทอาวุธและเครื่องกระสุนด้วย

๓) การชันสูตรศพผู้เสียชีวิตนั้นมีการดำเนินการโดยแพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลต่างๆ ภายหลังจากการเกิดการเสียชีวิตแล้วส่งรายงานการตรวจศพให้พนักงานสอบสวน ข้อมูลที่ คอป.ได้รับจึงเป็นเพียงสำเนารายงานการตรวจศพในบางรายเท่านั้น ดังนั้นด้วยข้อมูลที่จำกัด ผู้เชี่ยวชาญของ คอป.จึงสามารถให้ความเห็นได้เพียงบางส่วน คอป.ได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับการชันสูตรศพหลายครั้งไปยังหลายหน่วยงาน ทั้งโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่แรก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เนื่องจากเจ้าพนักงานเห็นว่าเป็นความลับในสำนวนสอบสวนคอป.ได้รับรายงานการชันสูตรศพเพียง ๖๑ คน โดยมีภาพถ่ายการผ่าศพเพียงบางรายเท่านั้น คอป.ได้รับสรุปรายงานการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีผู้เสียชีวิตจำนวน ๕๐ คน จากกรณีการเสียชีวิตทั้งสิ้น ๙๒ คน ข้อมูลในรายงานสืบสวนสอบสวนที่ได้รับยังมีข้อจำกัด เช่น ภาพถ่ายเป็นเอกสารสำเนาสีขาวดำ ซึ่งไม่ชัดและไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดในภาพได้ ไม่มีภาพถ่ายของชิ้นส่วนกระสุนหรือเศษโลหะที่พบในศพผู้เสียชีวิต ในหลายกรณีไม่มีรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และรายงานการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ คอป.ยังได้รับรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุทั้งหมดจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเอกสารรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุบางส่วนจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม มิได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยหน่วยงานทั้งสองครบทุกกรณีการเสียชีวิต

๒.๖ การบันทึกคำบอกเล่า (Statement  Taking) โดย คอป.ได้บันทึกคำบอกเล่าของผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศไทย ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วยการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม (Interview) ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ ญาติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่ถูกดำเนินคดี ผู้ที่ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีการชุมนุม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ชุมนุม และอื่นๆโดยบันทึกคำบอกเล่าจากผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่อยู่ทั่วประเทศ จำนวน ๑,๕๐๐ คน ซึ่งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงได้นำข้อมูลบันทึกคำบอกเล่าบางส่วนมาประกอบในการตรวจสอบและค้นหาความจริงของเหตุการณ์ด้วย

๒.๗ การศึกษาข้อมูลเอกสารที่ได้รับจากทั้งภาครัฐ เอกชน บุคคล ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆภาพถ่าย คลิปวิดีโอ รายงานข่าว บทความ และสิ่งพิมพ์อื่นๆเกี่ยวกับเหตุการณ์

๒.๑.๕ ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบและค้นหาความจริง

แม้ว่า คอป.จะมีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริง ทั้งการสัมภาษณ์บุคคล การเชิญบุคคลเข้าให้ข้อมูล การขอข้อมูล เอกสาร พยานหลักฐาน เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ คอป.ต้องประสบกับความอุปสรรคหลายประการ เช่น

๑.การดำเนินงานของ คอป.เป็นไปในลักษณะการขอความร่วมมือ เนื่องจากคอป.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการออกหมายเรียกพยานบุคคล เอกสาร หลักฐาน บุคคล หรือผู้แทนหน่วยงานใดมาให้ข้อมูล การให้ข้อมูล ส่งมอบเอกสาร พยานหลักฐานตามที่ คอป.ร้องขอ จึงขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือโดยสมัครใจของบุคคล เจ้าหน้าที่ หน่วยงานราชการ หรือเอกชนนั้นเอง การเข้าถึงข้อมูลทั้งของรัฐและเอกชนจึงมีอุปสรรคทำให้ไม่ได้รับข้อมูล ได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือมีความลังเล ล่าช้า อีกทั้งบางหน่วยงานยังให้เหตุผลว่าข้อมูลบางส่วนเป็นความลับของทางราชการ เป็นความลับในสำนวนสอบสวน นอกจากนี้ การตรวจสอบค้นหาความจริงของ คอป.ดำเนินไปพร้อมหรือคู่ขนานกับการสืบสวนสอบสวนคดีของเจ้าหน้าที่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายคนจึงไม่สามารถเปิดเผยหรือมอบพยานหลักฐานแก่ คอป.ได้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้อมูลหรือพยานหลักฐานสำคัญที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับเพื่อใช้ในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีในศาล จึงมีความลังเลที่จะเปิดเผยหรือให้ข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คอป.ได้ขอความร่วมมือไปยังบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ทั้งการขอความร่วมมือโดยวาจา และการขอความร่วมโดยมีหนังสือ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลามากกว่าจะได้ข้อมูล เอกสาร หรือพยานหลักฐาน หรือไม่ได้รับความร่วมมือ โดย คอป.ยังไม่ได้รับข้อมูลทั้งหมดตามที่ได้ขอไป

๒.เป็นเวลาร่วม ๑ ปีของปฏิบัติภารกิจในการตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยที่ คอป.ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากหน่วยงานราชการและบุคคลต่างๆ เนื่องจากปัญหาการแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้มีข้อกังวลเกี่ยวกับที่มาของ คอป. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้งในระยะแรก คอป.จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากคู่ขัดแย้งอีกฝ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชุมนุม หรือ นปช.บางคน ประกอบกับบรรยากาศทั่วไป ความขัดแย้งยังดำรงอยู่และขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของกลุ่มหรือพรรคการเมือง และกลุ่มผู้ที่สนับสนุน นปช. การสัมภาษณ์พยานบุคคลจึงทำได้อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ สถานการณ์ได้คลี่คลายลงระดับหนึ่ง ประกอบกับการดำเนินงานที่ผ่านมาของ คอป.ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคมในความเป็นอิสระและเป็นกลางในระยะหลังนี้ คอป.จึงได้รับความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ มากขึ้น

๓.การขาดการคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลหรือองค์กรที่ให้ข้อมูล เนื่องจากคอป.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเกี่ยวกับการสั่งการหรือจัดให้มีการคุ้มครองพยาน ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางคนและหน่วยงานบางแห่งไม่ประสงค์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้ข้อมูล ข่าวสาร หรือมอบวัตถุพยานไว้ให้กับ คอป.

๔.การบริหารจัดการกับความคาดหวังของผู้ที่สูญเสียหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากคอป.ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการให้การเยียวยาแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเพียงแต่สามารถให้ข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่า คอป.เห็นสมควรที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับการเยียวยา ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยนั้นๆ เท่านั้น

๕.พยานหลักฐานจำนวนมากสูญหายหรือถูกทำลาย คอป.มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยพบว่าในหลายกรณีที่หน่วยงานสืบสวนสอบสวนของรัฐมิได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ หรือไม่สามารถกำหนดให้สถานที่เกิดเหตุเป็นเขตหวงห้าม เพื่อดำเนินการปิดกั้นและรักษาสถานที่เกิดเหตุให้คงสภาพเดิมไว้ได้ เพื่อให้สามารถตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุได้อย่างถูกต้องแม่นยำ มีการทำความสะอาดก่อนที่จะมีการตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลักฐานสำคัญจึงสูญหาย ถูกทำให้เสียหาย หรือถูกทำลายไปจำนวนมาก คอป.ยังพบว่าหลายกรณีมิได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุทันทีภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ หรือมิได้มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุเลย ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุหลายกรณีก็ไม่ละเอียดหรือรอบด้านเท่าที่ควร ซึ่งนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบค้นหาความจริงของ คอป.แล้ว ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงความยุติธรรมอีกด้วย

๖.ภาพถ่ายและภาพบันทึกวิดีโอที่ใช้ในรายงานบางส่วนเป็นภาพที่ได้รับการเผยแพร่โดยทั่วไปตามสื่อต่างๆโดยไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพได้ แม้ คอป.ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ภาพ แต่พบว่าภาพโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุที่มาหรือวันที่ได้มีการถ่ายภาพไว้ได้ จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ประกอบกับเหตุการณ์และข้อมูลแวดล้อมอื่นๆเพื่อระบุว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ใด แต่อย่างไรก็ดี ด้วยภาพที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและเผยแพร่อยู่ทั่วไป คอป.จึงไม่สามารถตรวจสอบและระบุข้อมูลของภาพได้ทั้งหมด โดยเฉพาะภาพที่เผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต

๗.จากข้อจำกัดและอุปสรรคต่างๆ ในการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน ข้อมูลหลายส่วนที่ คอป.ได้รับจากบางหน่วยงานหรือบางคน จึงเป็นข้อมูลฝ่ายเดียวหรือต่างมุมกัน โดยที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ด้วยเหตุนี้ในประเด็นใดที่ยังไม่มีเป็นที่ยุติ คอป.จะเสนอให้เห็นข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันไว้เพื่อประกอบกับข้อค้นจากการตรวจสอบของ คอป.

๒.๒ ลำดับเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๔๐ และช่วงปี ๒๕๕๓

๒.๒.๑ บริบททางการเมืองก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นผลจากกระแสการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ และวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๓๗ รัฐสภาในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นเมื่อวันที่๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ เพื่อดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีสมาชิก ส.ส.ร. จำนวน ๙๙ คน โดย ๗๖ คนมาจากการเลือกตั้งจากแต่ละจังหวัด และอีก ๒๓ คนแต่งตั้งมาจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ มีนายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้งฉบับ ส่งมอบให้ประธานรัฐสภาเมื่อวันที่๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ประกาศบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เมื่อวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำฉบับแรกของประเทศไทยจึงเรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

๒.๒.๒ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คือการปฏิรูปการเมือง โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและการตรวจสอบอำนาจรัฐเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระบอบการเมืองโดยให้มีสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและมาจากการเลือกตั้ง มีองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยพรรคการเมืองต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่๖ มกราคม ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทยนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล และมีการยุบรวมเอาพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกว่า อาทิ พรรคความหวังใหม่ พรรคเสรีธรรม เข้ามาร่วมด้วย ทำให้พรรคไทยรักไทยมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ๒๙๔ เสียง ต่อมาภายหลังมีการยุบรวมพรรคชาติพัฒนาเข้ามารวมด้วยอีก ทำให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส. ๓๑๙ คน เมื่อไปร่วมกับพรรคชาติไทย๒๔ คน และพรรคความหวังใหม่ที่เหลืออีก ๑ คน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงในสภาผู้แทนฯ มากถึง ๓๔๔ เสียง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านมีเพียง ๑๒๘ เสียงเท่านั้น การบริหารประเทศโดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา" หรือ "เผด็จการเสียงข้างมาก" ใช้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่เคารพเสียงข้างน้อย

เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลไทยรักไทยนั้น รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม คุณธรรมและสิทธิมนุษยชน ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจ แต่ระบบตรวจสอบกลับอ่อนแอและขาดประสิทธิภาพ และถูกกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยฝ่ายบริหาร จนทำให้ผู้นำกองทัพทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจนอกระบบในการแก้ปัญหา และเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาทางการเมือง การรัฐประหารกลับกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองขยายตัวมีความซับซ้อนและเป็นบาดแผลทางการเมืองที่ร้าวลึกมาจนถึงปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจตุลาการซึ่งควรต้องมีบทบาทและหน้าที่ในการผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม กลับไม่สามารถทำหน้าที่ในการยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้ และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้ละเมิดหลักนิติธรรมเสียเอง กรณีนี้จึงกลายเป็นปัญหารากเหง้าและปมปัญหาของความขัดแย้งในระยะต่อมา นั่นคือปัญหาอันเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี๒๕๔๔ ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙๕ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "คดีซุกหุ้น" ที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย กล่าวคือ แม้ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจักได้วินิจฉัยในประเด็น "เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดี"(Prerequisite for  Prosecution) ซึ่งเป็น "เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อน"(Prerequisite) ไว้ถูกต้องแล้ว โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๑ คน เห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตุลาการอีก ๔ คน เห็นว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาชี้ขาดในเนื้อหาของคดีนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๗ คน ได้วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำผิดในคดีซุกหุ้นจริง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๖ คน วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหา แต่ที่น่าประหลาดก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนอีก ๒ คน ที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีแต่อย่างใด ซึ่งขัดต่อหลักการวินิจฉัยคดีที่ตุลาการจะงดเว้นที่จะวินิจฉัยไม่ได้ เว้นแต่จะได้แถลงถอนตัวเสียตั้งแต่แรก เท่านั้นไม่พอ ศาลรัฐธรรมนูญเองยังได้นำเอาคะแนนเสียง ๒ เสียงหลังนี้ไปรวมคะแนนเสียงจำนวน ๖ เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น" นับรวมเป็น ๘ เสียง แล้วสรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้องด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๗ เสียง การปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวนี้จึงมีความไม่ชอบมาพากลและยากที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้ ทั้งบรรยากาศของบ้านเมืองในขณะนั้นดูจะไม่เอื้อต่อการที่จะทำความเข้าใจในหลักกฎหมายอันถูกต้องด้วย เพราะกระแสสังคมในบ้านเมืองในระหว่างการดำเนิน "คดีซุกหุ้น" เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมาก จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดหวั่นไหวในการทำหน้าที่เลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จาก

(๑) คำกล่าวของนายอนันต์ เกตวงศ์ ที่ได้กล่าวไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตน (ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๑๘ ตอนที่ ๗๗ ก. วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๔) ซึ่งมีข้อความว่า

"สำหรับความกังวลใจที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายในรัฐธรรมนูญใหม่ทิ้งปัญหาที่ต้องขบคิดอยู่ ๒ ประการ คือ ถ้าผู้ถูกร้องไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปในรัฐบาลชุดแรกที่มีเสถียรภาพในประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยของไทยก็อาจจะสั่นคลอน แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องพ้นข้อกล่าวหาจากกฎเกณฑ์ที่แตกต่างจากข้อวินิจฉัยเดิม มาตรการต่างๆ ที่ใช้กำจัดการทุจริต ประพฤติมิชอบในระยะยาวก็จะไม่มีประสิทธิภาพนั้น ขอยืนยันว่าความกังวลใจดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคำร้องตามมาตรา ๒๙๕ ไปแล้วเพียง ๘ เรื่องเท่านั้นและยังไม่มีข้อเท็จจริงในคำร้องใดเหมือนกับกรณีของผู้ถูกร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องทรัพย์สินที่เป็นหุ้นส่วนกรณีของนาย ป. นั้นได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯที่เป็นบัญชีเงินฝากธนาคารกับที่ดินทั้งของนาย ป. เอง และของคู่สมรสมีจำนวนน้อยกว่าที่ไม่ได้ยื่นและไม่มีกรณีเรื่องหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้องจึงแตกต่างในประเด็นเรื่องข้อเท็จจริงกับผู้ถูกร้องโดยชัดเจน"

(๒) คำให้สัมภาษณ์ของนายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อสื่อมวลชน(บทสัมภาษณ์นายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์รายวัน ฉบับประจำวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๗) ซึ่งมีข้อความว่า

"สาเหตุที่ผมตัดสินคดีแบบนี้ ก็เพราะผมเห็นแล้วว่าประชาชนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงให้ไทยรักไทย ๑๑ ล้านเสียง นี่คือเสียงสวรรค์ของประชาชนที่พร้อมใจกันเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสิบกว่าคนจะมาไล่เขาลงจากตำแหน่งได้อย่างไร วันนั้น (วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๔) ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าทักษิณผิด ป่านนี้คุณรู้ไหมจะเกิดอะไรขึ้น คุณเห็นพลังประชาชนที่มาให้กำลังใจนายกฯ ทักษิณ วันที่มาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญไหม ขนาดกล้าณรงค์ (นายกล้าณรงค์ จันทิก เลขาธิการ ป.ป.ช. ในขณะนั้น) ยังต้องหลบออกประตูหลังศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไล่เขาออก ป่านนี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกเผาไปตั้งแต่วันตัดสินคดีไปแล้ว ที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความผิดเป็นเพราะได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ไม่มีเรื่องผลประโยชน์หรือการล็อบบี้ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคำตัดสินของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่๖ มกราคม ๒๕๔๔ ถึง ๑๑ ล้านเสียง แสดงให้เห็นแล้วว่าประชาชนไม่สนใจข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. ไม่เช่นนั้นคงไม่เทคะแนนให้มากขนาดนี้ แต่ประชาชนลงมติกันแล้วว่าข้อกล่าวหามันไม่ร้ายแรง วันนั้นถามว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี...ประชาธิปไตยคือต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ เมื่อทักษิณได้เสียงส่วนใหญ่ แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑๑ คน จะไปไล่เขา แบบนี้หรือคือประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญของคดีซุกหุ้นคือมาตรา ๒๙๕ ของรัฐธรรมนูญเขียนมาไม่ดีเอง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณรอดมาได้ เมื่อกฎหมายเขียนไม่ดีก็เป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย"

การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีก็ดี และการที่ศาลรัฐธรรมนูญเองได้นำเอาคะแนนเสียง ๒ เสียงนี้เข้าไปบวกรวมกับคะแนนเสียง ๖ เสียงก็ดี เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้ กล่าวคือ ทำให้เกิดความผิดพลาด ๒ ประการ คือ เป็นความผิดพลาดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน ที่ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี ซึ่งเท่ากับเป็นการไม่ทำหน้าที่ตุลาการของตน และยังเป็นความผิดพลาดของศาลรัฐธรรมนูญเองอีกด้วยที่ได้เอาคะแนนเสียง ๒ เสียง ไปรวมกับคะแนนเสียง ๖ เสียง ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทำให้ผลของคดีดังกล่าวนี้เป็นผลที่มีความไม่ชอบมาพากล เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐๓ บัญญัติเหตุแห่งการถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า "จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย" ผลของการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คน และศาลรัฐธรรมนูญโดยรวมดังกล่าวมานั้น จึงเป็นการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดยที่ตั้งแต่ได้เกิดการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายขึ้นในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน "คดีซุกหุ้น" เมื่อปี๒๕๔๔ นั้น รัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด

ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตในความไม่เป็นกลางและการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองบางพรรค โดยภายหลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส. ๙๖ คน พรรคชาติไทย ๒๕ คน และพรรคมหาชน ๒ คน ทำให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน ขณะที่พรรคไทยรักไทยได้ใช้นโยบาย "ประชานิยม" รอบสอง เพื่อหาเสียงสนับสนุนจนผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ถึง ๓๗๗ คน จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน ด้วยคะแนนเสียงกว่า ๑๙ ล้านเสียงทั่วประเทศ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ ๒ ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๘

ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ภายในพรรคไทยรักไทย มีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์๙๐๐๐ (CTX 9000) ในโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องพ้นจากตำแหน่งหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเกิดการต่อต้านจากประชาชนจากเหตุ "ปมปัญหา" ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจ "เผด็จการรัฐสภา" หรือกระแสข่าวด้านลบในการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายของรัฐบาล อาทิ คดีซุกหุ้น การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การทุจริตหรือคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน การดำเนินการตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่มีผลทำให้ในช่วงระยะเวลาเพียงสองเดือนมีผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกสังหาร โดยมีพยานหลักฐานว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ฆ่าตัดตอน" ไปกว่า ๒,๕๐๐ คน ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ความรุนแรงที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ในกรณีกรณีกรือเซะ-ตากใบ และการบังคับให้ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้แบ่งแยกดินแดนจำนวนมากหายสาบสูญ การแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นต้น มีผลทำให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างกว้างขวาง

การปราบปรามยาเสพติดให้โทษในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจนผิดสังเกต จนทำให้รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของประชาชน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "คตน.") ขึ้นเพื่อตรวจสอบเพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาคมโลก และ คตน.ก็ได้ชี้ไว้ใน "รายงานการศึกษาเบื้องต้น" ของ คตน. ว่ากรณีน่าเชื่อว่า"ความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime against Humanity) ได้เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องตรวจสอบกันต่อไป และรายงานดังกล่าวนี้ได้มีการเผยแพร่ทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งในประเทศและต่างประเทศดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง) โดยปราศจากการตรวจสอบความจริงให้กระจ่างและถูกต้อง ได้ไปออกรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕ โดยได้กล่าวความว่า

"คือการแก้ปัญหายาเสพติดทำได้ผลมากที่สุดสมัยท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วก็มีคนตาย ๒,๕๐๐ คน ก็ถูกกล่าวหาว่าฆ่าตัดตอน ในความเป็นจริงแล้วหลังมีการปฏิวัติ มีการตรวจสอบเรื่องนี้ถึงสองครั้ง ท่านอาจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ก็เป็นประธานการตรวจสอบ ยืนยันว่าไม่มีการฆ่าตัดตอน"

คำกล่าวดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนต่อความจริงจนคอป.ต้องทำหนังสือชี้แจงความจริงไปยังรองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง) ตามหนังสือที่ คอป. ๓๘๕/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และในขณะเดียวกัน คอป.ก็ได้มีหนังสือส่งหนังสือชี้แจงความจริงไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย ตามหนังสือที่ คอป. ๓๘๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕

หนึ่งในสื่อมวลชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๙ ซึ่งเป็นรายการวิเคราะห์ข่าว มีพิธีกร คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ต่อมารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ถูกระงับการออกอากาศ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงได้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรขึ้นในพื้นที่สาธารณะ และถ่ายทอดรายการออกสื่อในเครือผู้จัดการทั้งวิทยุ โทรทัศน์และเว็บไซต์ โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวนมาก ทำให้เกิดแนวร่วมและจัดตั้งเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(ต่อไปนี้จะเรียกว่า "พธม.") ขึ้นในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ โดยมีแกนนำ พธม. ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข มีข้อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากปมปัญหาพฤติกรรมการซุกหุ้นรอบ ๒ ในการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กว่า ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และข้อกล่าวหาการคอรัปชั่นเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ โดยการนำของ พธม. ซึ่งใช้สัญลักษณ์ "เสื้อเหลือง" ในการชุมนุมและรณรงค์

ท่ามกลางมรสุมทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะที่ พธม.จัดชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๙ ยืนยันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง และให้มีกระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๒ ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต่อมาผู้นำ พธม.ได้มีข้อเสนอให้ใช้มาตรา ๗ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่บัญญัติว่า "เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" โดยได้ขอพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาใช้พระราชอำนาจตามนัยแห่งมาตรา ๗ พระราชทานนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ ๒ แต่ไม่ได้รับการตอบรับในข้อเรียกร้องดังกล่าว

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่๒ เมษายน ๒๕๔๙ พรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรชาติไทย และพรรคมหาชน ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงกว่า ๑๖ ล้านเสียง คิดเป็นคะแนนกว่าร้อย ๕๐ ของผู้มาลงคะแนนเสียงทั้งหมด ขณะเดียวกันมีการรณรงค์ No  Vote เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้โดยมีคะแนนเสียง  No  Vote ถึงกว่า ๙ ล้านเสียง ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลว่าการดำเนินการเลือกตั้งของ กกต.มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยจ้างวานพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องเรียน กกต. ในด้านพรรคไทยรักไทยก็ได้ร้องเรียนว่าพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยเช่นกัน กกต.ได้ลงความเห็นว่า พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า กระทำความผิดตามมาตรา ๖๖ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ และได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้ง ๕ พรรค

เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวหาว่ามีผู้พยายามลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยการใช้รถยนต์บรรทุกระเบิด หรือคาร์บอมบ์ ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ จากการสอบสวนขยายผลได้มีการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ สังกัดกองบัญชาการกองทัพบก ช่วยราชการ กอ.รมน., พล.ต.ไพโรจน์ ธีระภาพ, พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ หรือ เสธ.ตี๋, จ.ส.ต.ชาคริต จันทระ หรือจ่ายักษ์ ช่วยราชการ กอ.รมน. และ พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ โดยมีเพียง จ.ส.ต.ชาคริต จันทระ ที่สารภาพในชั้นสอบสวนถึงแผนการลอบสังหาร หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รอง ผอ.กอ.รมน. พ้นจากหน้าที่ทันทีในวันดังกล่าวท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยผู้นำเหล่าทัพที่เรียกตนเองว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "คปค.")

๒.๒.๓ การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙

หลังการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดย คปค. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เป็นหัวหน้า, พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานที่ปรึกษา คปค., พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองหัวหน้า คปค. คนที่ ๑, พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นรองหัวหน้า คปค. คนที่ ๒, พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองหัวหน้า คปค. คนที่ ๓ และ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเลขาธิการ คปค. ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓ โดยตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่จำนวน ๙ คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ขณะเดียวกันได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังคงบังคับใช้ต่อไป และกรณีที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง คปค.ยังได้ออกประกาศ คปค. และคำสั่งทั้งสิ้น ๓๗ ฉบับ ซึ่งตามแนวทางการวินิจฉัยอันเป็นบรรทัดฐานของฝ่ายตุลาการในอดีตที่ผ่านมา ถือว่ามีฐานะเป็นกฎหมายเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติที่ตราโดยรัฐสภา นอกจากนี้ คปค.ได้ประกาศแต่งตั้ง กกต.ขึ้นใหม่จำนวน ๕ คน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน ๙ คน และได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน ๑๒ คน ขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้เป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ต่อมาในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ คปค.ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อคปค. เป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นเมื่อวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ โดยต่อมา สนช.ผ่านกฎหมายถึง ๗๐ ฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ให้บทบาทและอำนาจอย่างกว้างขวางแก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งมีกองทัพบกเป็นหน่วยงานหลัก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกหลายฉบับซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน

การรัฐประหารโดยกองทัพ เมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แม้จะได้รับการสนับสนุนจาก พธม. และประชาชนบางส่วนที่เบื่อหน่ายต่อปัญหาด้านต่างๆของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ไขได้อย่างรวดเร็วแต่การรัฐประหารและการดำเนินการทางการเมืองต่างๆ โดยคณะรัฐประหารและรัฐบาลของคณะรัฐประหาร เป็นการดำเนินการนอกวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ได้สร้างปมปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองตามมาอย่างต่อเนื่องนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองและสังคมหลายครั้งมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นปัญหาที่ประชาชนและนักวิชาการหลายๆ กลุ่ม รวมทั้ง นปช. ที่กล่าวอ้างถึงที่มาและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งประกาศใช้ภายหลังการรัฐประหารในอีก ๑ ปีต่อมา หลังการรัฐประหารมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ดังนี้

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๙ ภายหลังการรัฐประหาร ๓ วัน เกิดการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อต่อต้านการรัฐประหารในนามเครือข่าย ๑๙ กันยาต้านรัฐประหาร ต่อมามีการจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารตามมหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีการจัดการชุมนุมและกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่ ได้ผูกคอตายประท้วงการรัฐประหาร

วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีการจัดชุมนุมต่อต้านรัฐประหารที่สนามหลวง โดยใช้ชื่อกลุ่ม"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" ประกาศนัดชุมนุมที่สนามหลวงทุกวันเสาร์ และมีการชุมนุมต่อเนื่องเรื่อยมาตามสถานที่ต่างๆ

วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้รณรงค์ "แดงไม่รับ" ที่สนามหลวง โดยใช้สัญลักษณ์สีแดงในการเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพุทธศักราช ๒๕๕๐ ในการลงคะแนนเสียงเพื่อทำประชามติหลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การแต่งตั้งของ คมช. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๐ เครือข่าย ๑๙ กันยาต้านรัฐประหาร เดินขบวนประท้วงไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และผู้จัดรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี จัดการชุมนุมครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง ๔ พรรค คือ พรรคไทยรักไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า จากกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่๒ เมษายน ๒๕๔๙ โดยเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง ๔ พรรคเป็นเวลา ๕ ปี ตามประกาศ คปค. และวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ มีผลทำให้ผู้นำพรรคที่ถูกยุบจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ มีการจัดตั้ง "เวทีประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ" ชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวง ต่อมามีการจัดตั้ง "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)" ขึ้น เพื่อขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นปก.เดินขบวนจากสนามหลวงไปถึงที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อกดดันให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นที่แยกเทเวศร์

วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นปก.ปิดล้อมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุมและเกิดการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม แกนนำ นปก.จึงนำผู้ชุมนุมถอยกลับไปยังสนามหลวง ต่อมาแกนนำ ๙ คน มอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ เครือข่าย ๑๙ กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ กลุ่ม นปก. กลุ่มอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย และกลุ่มต่างๆ ได้ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยผลการออกเสียงประชามติ เห็นชอบจำนวน ๑๔,๗๒๗,๓๐๖ เสียง และไม่เห็นชอบจำนวน ๑๐,๗๔๗,๔๔๑ เสียง

วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ นปก.ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น"แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" นำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารโดยใช้สัญลักษณ์"เสื้อแดง" มีการชุมนุมทางการเมืองโดยมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งจากประชาชนที่นิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นิยมนโยบายพรรคไทยรักไทย และประชาชนที่มีจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร โดยมีแกนนำภาคประชาชนและแกนนำจากสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิมนำการเคลื่อนไหว

๒.๒.๔ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

เมื่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศได้ ๑ ปีเศษ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สมาชิกพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคเมื่อวันที่๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ได้จัดตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้น และได้รับเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส. ๒๓๒ คน วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๑ พรรคพลังประชาชนรวมกับพรรคการเมืองอื่นๆจึงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีจำนวน ส.ส. ๑๖๔ คน เป็นฝ่ายค้าน

รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำถูกต่อต้านจาก พธม. ซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งตั้งแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เพื่อต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนพธม.ชุมนุมต่อเนื่องมาจนมีการชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลปิดกั้นสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนด้วยคดีทุจริตการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคบางคน และให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี ส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งไปอีกคนหนึ่ง และทำให้สมาชิกพรรคพลังประชาชนต้องสร้างพรรคการเมืองขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อ"พรรคเพื่อไทย"โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์ที่สำคัญดังนี้

วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเข้าประเทศเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการรัฐประหาร และภายหลังที่พรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรายงานตัวในคดีทุจริตที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก และรายงานตัวต่ออัยการสูงสุดในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และได้เดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ และไม่มารายงานตัวต่อศาลอีกในทั้งสองคดี

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ พธม.จัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยออกแถลงการณ์โค่นล้มระบอบทักษิณ ไล่รัฐบาลอันธพาลหุ่นเชิด ต่อมาได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลในวันที่ ๒๖ สิงหาคม และชุมนุมต่อเนื่องเพื่อขับไล่นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช มีการปิดล้อมรัฐสภา และชุมนุมปิดกั้นสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และสนามบินดอนเมือง รวมเวลาที่ พธม.ชุมนุมยืดเยื้อนานถึง ๑๙๓ วัน จนถึงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ขณะเดียวกัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ นปช.ก็ได้จัดการชุมนุมเพื่อต่อต้านพธม.ที่สนามหลวงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกันโดยเมื่อวันที่๑-๒ กันยายน ๒๕๕๑ นปช.ได้เดินขบวนออกมาจากสนามหลวงเพื่อประท้วงต่อต้านการชุมนุมของ พธม. เกิดการปะทะกันบนถนนราชดำเนินนอก มีผู้ชุมนุม นปช. เสียชีวิต ๑ คน คือนายณรงศักดิ์ กรอบไธสง อายุ ๕๕ ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ ๔๒ คน ทั้งนี้ ในระหว่างการชุมนุมของ พธม.ได้เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่บริเวณพื้นที่การชุมนุมและพื้นที่ใกล้เคียงหลายครั้ง ทำให้ผู้ชุมนุม พธม.เสียชีวิตจำนวน ๔ คน จากเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม พธม.ที่ทำเนียบรัฐบาลและที่สนามบินดอนเมือง

วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนายสมัคร สุนทรเวช รับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ของรายการ "ชิมไปบ่นไป" และ "ยกโขยง หกโมงเช้า" ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๗ เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีจึงทำให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ พธม.ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ขัดขวางการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล จนมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต ๒ คน บาดเจ็บ ๔๔๓ คน

วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปที่วัดศรีประวัติ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณาระดับปัญญาวุฒิ  อายุ ๒๘ ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกันในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ นปช.จัดงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ ๑ ขึ้นที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยใช้สัญลักษณ์ "สีแดง" ในการชุมนุม ต่อมาจัดกิจกรรมครั้งที่ ๒ "ต้านรัฐประหาร" วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก ครั้งที่ ๓ "ความจริงวันนี้ ความจริงประเทศไทย" วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่สนามศุภชลาศัย

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำพิพากษาคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี โดยขณะที่อ่านคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่างประเทศ

วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาคดีการทุจริตการเลือกตั้ง ให้ยุบพรรคการเมือง ๓ พรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี และส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พธม. จึงประกาศยุติการชุมนุมในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ อนึ่ง ต่อมาสมาชิกพรรคพลังประชาชนเกือบทั้งหมดได้ย้ายสังกัดเข้าพรรคเพื่อไทยแทนขณะที่อีกส่วนหนึ่งย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ภายหลังจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งเคยสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ได้หันมาสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการลงมติในรัฐสภา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการสนับสนุน ๒๓๕ เสียง และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้สมัครจากพรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งสนับสนุนโดยพรรคเพื่อไทยได้ ๑๙๘ เสียง ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ยุติบทบาทการเป็นฝ่ายค้าน ๘ ปี ของพรรคประชาธิปัตย์ การสลับขั้วทางการเมืองครั้งนี้ กองทัพ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถูกกล่าวหาโดย นปช. ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ นปช.ได้จัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ ๔ ที่สนามหลวง และเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้มีการเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายไปยังกระทรวงการต่างประเทศแทน

๒.๒.๕ เหตุการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรงในปี พ.ศ. ๒๕๕๒

เหตุการณ์ทางการเมืองก่อนความรุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากเหตุการณ์ในระยะแรกที่ นปช. (ขณะนั้นยังใช้ชื่อว่านปก.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดย นปช. เริ่มชุมนุมตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ ซึ่งได้เกิดความรุนแรงขึ้นหลายแห่งในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ทั้งนี้ โดยสรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญในช่วงปี ๒๕๕๒ ดังนี้

วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒ นปช.จัดงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ ๕ "แดงทั้งแผ่นดิน" ที่สนามหลวง และเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลโดยยื่นข้อเสนอ๔ ข้อ คือ ๑) ให้ดำเนินคดีกับ พธม. ๒) ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ๓) ให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กลับมาใช้ และ ๔) ให้รัฐบาลยุบสภา

วันที่ ๒๔-๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ นปช.จัดงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ ๖ "แดงทั้งแผ่นดิน" ที่สนามหลวง และเคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงคำตอบต่อข้อเรียกร้องทั้ง ๔ ข้อ โดย นปช.ประกาศที่จะใช้เวลา ๑ เดือน จัดตั้งเครือข่าย "แดงทั้งแผ่นดิน" ทั่วประเทศ เพื่อกลับมาชุมนุมยืดเยื้อที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อมา นปช.ชุมนุมแดงทั้งแผ่นดินสัญจรครั้งที่ ๖ ที่สนามหลวง โดยประกาศเจตนาปักหลักชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาลอย่างยืดเยื้อจนกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี จะลาออกจากตำแหน่ง

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ผู้ชุมนุม นปช.ได้ล้อมรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนำรถจักรยานยนต์จอดขวางและขว้างปาสิ่งของ

วันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๕๒ นปช.ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โดยปิดกั้นถนนสำคัญหลายสาย และขยายพื้นที่การชุมนุมออกไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อเนื่องถึงวันที่๙ เมษายน หลังจากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง

วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ผู้ชุมนุม นปช. โดยกลุ่มรถแท็กซี่ ได้ทำการปิดถนนตามแยกต่างๆ ทำให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ ๑๐ เมษายน เป็นวันหยุดราชการ

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นำโดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เคลื่อนขบวนสู่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เพื่อต่อต้านนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เกิดการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินซึ่งออกมาชุมนุมขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดง แต่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. สามารถนำกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.บุกเข้าไปในโรงแรม จนทำให้ที่ประชุมอาเซียนไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐบาลร่วมกับที่ประชุมอาเซียนจึงได้ประกาศเลื่อนการประชุมออกไปและรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี จนกระทั่งผู้นำประเทศต่างๆ ได้เดินทางกลับโดยปลอดภัย รัฐบาลจึงได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ขณะที่ผู้ชุมนุม นปช.ทำการปิดถนนหลายจุดในกรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวนายอริสมันต์พงศ์เรืองรอง รวมถึงชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีการประชุมฝ่ายความมั่นคงฯ ต่อมานายกรัฐมนตรีจึงได้ใช้สถานที่ภายในกระทรวงมหาดไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี บางอำเภอของปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา เพื่อบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ นปช.ได้บุกเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ล้อมทำลายรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและบุคคลในรัฐบาล ยึดอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ และทำร้ายเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมาจึงมีการตั้งข้อหาความผิดต่อแกนนำผู้ชุมนุม ๒๐ คน รวมถึงนายสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน)

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณแยกดินแดงซึ่งมีผู้กลุ่ม นปช.ชุมนุมอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารใช้แก๊สน้ำตา กระสุนจริงและกระสุนซ้อมรบเข้าสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมยึดรถแก๊สเพื่อขัดขวางการสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกดินแดงแต่เจ้าหน้าที่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ นอกจากนี้ยังเกิดการเผารถยนต์โดยสารประจำทาง รถยนต์และยางรถยนต์ตามจุดรอบนอกของพื้นที่ชุมนุม ในขณะที่รัฐบาลได้ทำการตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สเตชั่น (D-Station) ของคนเสื้อแดง ทั้งนี้ เวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. กับชาวชุมชนตลาดนางเลิ้ง กรุงเทพฯ มีรายงานว่าชาวชุมชนในตลาดนางเลิ้งถูกอาวุธปืนเสียชีวิต ๒ คน และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกดินแดงเมื่อวันที่๑๓ เมษายนนั้น ผู้ชุมนุม ๒ คนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว คือ นายไสว ทองอ้ม และนายสนอง พานทอง ซึ่งถูกยิงเป็นเหตุให้พิการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรีกองบัญชาการกองทัพไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ ปี ๒๕๕๒ และกองทัพบก เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมดังกล่าว ศาลแพ่งประทับรับฟ้องเฉพาะกองบัญชาการกองทัพไทยจำเลยที่ ๒ และกองทัพบก จำเลยที่ ๕ และต่อมาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๕๙๗๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายไสว เป็นเงิน ๑.๒ ล้านบาท และนายสนอง เป็นเงิน ๑ ล้านบาท โดยมีรายงานข่าวคำวินิจฉัยของศาลว่า "ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันที่ ๘-๑๔ เม.ย.๕๒ มีการชุมนุมของ นปช.หลายสถานที่ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ เพราะมีการปิดถนน ตรวจค้นรถยนต์ประชาชนที่สัญจรไปมา และปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แล้วในวันที่ ๑๒ เม.ย.๕๒ มีกลุ่ม นปช.ประมาณ ๕๐๐ คน นำกำลังขัดขวางการจราจรบริเวณสี่แยกใต้ทางด่วนดินแดง ส่วนหนึ่งพยายามบุกรุกเข้ายึดโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาครั้งที่ ๑๔ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่ กทม. และบริเวณใกล้เคียง... ดังนั้นในวันที่ ๑๓ เม.ย. เวลา ๐๒.๐๐ น. จึงสั่งการให้ใช้กำลังทหารบกเข้าระงับเหตุและเปิดการจราจรบริเวณดังกล่าว... ศาลเห็นว่ากองกำลังทหารที่ออกมาปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ คือ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ (ร.๒ พัน ๓ รอ.) และกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ (ร.๒๑ พัน ๑ รอ.) ที่เป็นไปเพื่อระงับเหตุไม่สงบและเปิดเส้นทางจราจรบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง กอฉ. ที่มี พล.อ.ทรงกิตติ ผบ.สส. เป็น ผอ.กอฉ. โดยข้อเท็จจริงยุติว่า กองกำลังทหารดังกล่าวจัดกองกำลังออกเป็น ๓ แถว แถวที่ ๑ เป็นพลทหารถือโล่และกระบอง อยู่ห่างกลุ่มผู้ชุมนุม ๕๐ เมตร แถวที่ ๒ เป็นทหารชั้นประทวน มีอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ ประจำกาย อยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๕-๒๐ เมตร ซึ่งฝ่ายจำเลยเบิกความว่าใช้กระสุนซ้อมรบ และแถวที่ ๓ เป็นทหารชั้นประทวน มีอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ บรรจุกระสุนจริงประจำกาย อยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร และมีนายทหารสัญญาบัตรประจำอยู่กองพันละ ๖-๗ คน มีอาวุธปืนสั้นขนาด ๑๑ มม. ประจำกาย ๑ คน...แม้จะได้เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งอนุญาตให้ใช้อาวุธจริงได้ในการปฏิบัติภารกิจ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำกายกับโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ในภาคผนวก จ.ข้อ ๕.๘ ทหารที่ปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเองหรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงกลุ่มที่มีอาวุธเท่านั้นเมื่อการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวใช้กำลังทหารติดอาวุธโดยสภาพย่อมต้องกระทำโดยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการใช้วิธีการดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ชุมนุมโดยสุจริตได้ เมื่อฟังได้ว่า บุคคลในกองกำลังที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุซึ่งพยานของจำเลยที่ ๒ และที่ ๕ รับว่ามีเฉพาะกองกำลังทหารบกแล้ว จึงเพียงพอที่ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด รับผิดจากเหตุการณ์ละเมิดโจทก์ทั้งสอง"

วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ แกนนำ นปช.ได้ประกาศยุติการชุมนุม โดยนายวีระ มุสิกพงศ์, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายสุพร อัตถาวงศ์ ได้เข้ามอบตัวต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนถูกส่งตัวมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยรัฐบาลได้นำรถทหารมานำส่งผู้ชุมนุมที่สมัครใจกลับสู่ภูมิลำเนา

วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. ถูกคนร้ายลอบยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณสี่แยกบางขุนพรหม โดยรถยนต์ที่นายสนธินั่งมาถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามเสียหายทั้งคัน และในจุดเกิดเหตุพบปลอกกระสุนอาวุธปืนเล็กยาวยาวอัตโนมัติ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "ปลย.") ชนิดเอเค และเอ็ม ๑๖ ซึ่งเป็นอาวุธสงครามตกอยู่จำนวนกว่า ๑๐๐ ปลอก

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๒ รัฐบาลประกาศยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๒ กลุ่ม นปช. รุ่น ๒ นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นำคนเสื้อแดงชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และนัดชุมนุมเดินสายใน ๕ จังหวัด ก่อนนัดหมายรวมพลครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ต่อมาในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มีการชุมนุม "แดงทั้งแผ่นดินสัญจร" ครั้งที่ ๗ ณ วัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ และวันที่ ๒๗-๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ มีการชุมนุม "แดงทั้งแผ่นดินสัญจร" ครั้งที่ ๘ ที่สนามหลวง โดย นปช.ประกาศล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่สถานีโทรทัศน์ดี สเตชัน ภายในห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว แกนนำ นปช. นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายชินวัฒน์ หาบุญพาด, นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันแถลงข่าว ผลการประชุมของแกนนำ นปช. มีมติขอเปลี่ยนชื่อจากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เป็น "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน" (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "นปช.") เพื่อการดำเนินงานและการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพยิ่งขึ้นโดยหลังจากนั้นมีการจัดตั้งโรงเรียน นปช. อบรมผู้ปฏิบัติงานในระดับจังหวัด และมีการฝึกการ์ด นปช.อย่างเป็นระบบ

วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ นปช.จัดชุมนุม "ถวายฎีกาดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน" โดยลำเลียงฎีกาซึ่งมีผู้ลงนามจำนวน ๓,๕๓๒,๙๐๖ รายชื่อมายังสนามหลวง และได้ยื่นแก่สำนักพระราชวังที่พระบรมมหาราชวัง

วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๒ เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเข้าไปในบ้านพักของนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๒ นปช.จัดชุมนุมรำลึก ๓ ปีรัฐประหาร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดริมรั้วหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจสามารถเก็บกู้ไว้ได้

วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดข้างรั้วสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายพรวัฒน์ ทองสมบูรณ์ หรือเคทอง อายุ ๕๐ ปี ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ กรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตว่าจะเกิดระเบิดในกรุงเทพฯ ซึ่งต่อมาเหตุระเบิดเกิดขึ้นจริงในหลายจุด ต่อมาเมื่อวันที่๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง แต่จำคุก ๒ ปี ข้อหาครอบครองอาวุธสงคราม ปืนเอ็ม ๑๖ จำนวน ๑ กระบอก ซึ่งตรวจยึดได้ขณะจับกุม ทั้งนี้ มีรายงานว่านายพรวัฒน์ ทองสมบูรณ์ เคยเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ที่ประเทศกัมพูชา

วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ นปช.ได้จัดงานคอนเสิร์ต "สวัสดีปีแห่งชัยชนะ ๒๕๕๓" ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี

๒.๒.๖ เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญและเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนมกราคมมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

วันที่ ๑๑-๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมและตั้งหมู่บ้าน ๒ มาตรฐานขึ้น ที่ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา กรณีที่ดินเขายายเที่ยง ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ครอบครอง และเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี

วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๓ เมื่อเวลา๐๓.๐๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปที่ตึกกองบัญชาการกองทัพบก บริเวณห้องทำงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้สะเก็ดระเบิดยังทำให้กระจกแตก ๑ บาน

วันที่ ๒๓-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓ นปช.ชุมนุมที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีการบุกรุกเขตป่าสงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ของสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์กอล์ฟคลับแอนด์รีสอร์ท อำเภอโป่งน้ำร้อง จังหวัดจันทบุรี โดย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้ขึ้นเวทีปราศรัยและมีการกล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ โดยมี "แก้วสามประการ" คือ พรรคการเมือง มวลชน และกองกำลัง

วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดเหตุการณ์มีคนขว้างถุงอุจจาระใส่บ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำมาสู่การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารที่หน้ากระทรวงกลาโหมวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการเดินทางไปประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงแนวคิดการก่อตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(กปช.) โดยมีมติที่จะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยเป็นผู้บัญชาการสูงสุด

วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารที่หน้าค่ายทหารทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมีคำขวัญว่า "ผูกมิตรทหารกล้า ต่อต้านขี้ข้าอำมาตย์"

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประกาศยุติการเคลื่อนไหวกับกลุ่มนปช. จากกรณีที่ทางแกนนำกลุ่ม นปช.ปฏิเสธแนวคิดจัดตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมที่หน้าสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีที่ดินเขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมา ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และการถือครองที่พักบนเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ที่ทางกลุ่ม นปช.เชื่อว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้อง และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ชุมนุมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ พธม. และกรณีที่ดินเขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมา ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และกรณีการถือครองที่พักบนเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ยื่นหนังสือต่อนายวิทยาบุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อประณามรัฐบาลกรณีไม่นำญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ(คปพร.) ที่ยื่นเข้าสู่วาระการประชุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม๒๕๕๑ มาพิจารณาเป็นเรื่องด่วน

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมที่หน้าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยรณรงค์ว่า "หยุด ๒ มาตรฐาน ต้านองค์กรเถื่อน"เพื่อประจานการทำงาน๒ มาตรฐานของ ป.ป.ช.

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งอยู่ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบระเบิดซีโฟร์ภายในศาลฎีกาวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกร้องให้คณะกรรมการลาออก เนื่องจากมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารและจากกรณีการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค๒๕๘ ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเป็นรองประธาน โดยมีหน้าที่หลักคือ การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีหน้าที่ในการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและเสนอแนะให้คำปรึกษากับฝ่ายบริหาร

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมที่หน้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม โดยมีการโจมตีว่าธนาคารกรุงเทพมีส่วนเกี่ยวพันกับประธานองคมนตรี และเป็นแหล่งทุนให้กับกลุ่ม พธม.

วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กลุ่มชมรมวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความพยายามและประกาศจะปิดวิทยุชุมชน ๓ คลื่นคือ เอฟเอ็ม ๙๕.๒๕, ๑๐๑.๒๕ และ ๙๖.๓๕

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ แกนนำ นปช.นัดชุมนุมวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ภายใต้ชื่อ"๑๒ มีนาฯ เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน"เพื่อร่วมชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่ถนนราชดำเนิน โดยมีเป้าหมายให้รัฐบาลยุบสภา

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ร.อ.สุพจน์ เมืองครุฑ นายทหารนอกราชการ ประธานการ์ด นปช. จ.นครราชสีมา ได้จัดอบรมการ์ด นปช. ในนาม "นักรบทุ่งสัมฤทธิ์" ประมาณ ๖๐ คน

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมูลค่า ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ในคดีร่ำรวยผิดปกติอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสีลม สาขาพระประแดง สาขาถนนพระราม ๒ และสาขาศรีนครินทร์

วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๓ นปช.ได้ชุมนุมที่ลานอนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนัดระดมมวลชนก่อนการชุมนุมใหญ่

วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๓ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยอมรับว่าได้เดินทางไปเสนอแผนเผด็จศึกรัฐบาลภายใน ๓ วัน ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อใช้เป็นแนวทางต่อสู้ของกลุ่มนปช. แต่แกนนำ นปช.ปฏิเสธ

วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ขณะที่ พธม.ออกแถลงการณ์รวมพลังแผ่นดิน หยุดภัยคุกคามประเทศไทย

วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่ประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ซึ่งแปรสภาพจากคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) มีศูนย์ปฏิบัติการหลักอยู่ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ (ร.๑๑ รอ.) รับผิดชอบในการดูแลสถานการณ์การชุมนุม โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และได้เปิดเผยแผนปฏิบัติการของ ศอ.รส.ว่าได้มอบหมายทหาร ๓๐,๐๐๐ นาย ตำรวจ ๑๐,๐๐๐ นาย และพลเรือน ๑๐,๐๐๐ คน เป็นผู้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมกลุ่ม นปช. โดยจะใช้เพียงอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง และอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นในการระงับเหตุตามหลักสากล เช่น โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา ทั้งยังกำหนดให้ทุกเส้นทางที่ไปโรงพยาบาลศิริราชเป็นเส้นทางต้องห้ามสำหรับผู้ชุมนุมทั้งทางบกและทางน้ำ

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓ รัฐบาล โดย ศอ.รส. ประกาศมาตรการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยกำหนดพื้นที่ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม การใช้ยานพาหนะ ทั้งห้ามการพกพาอาวุธออกนอกอาคาร รวมทั้งห้ามเข้าไปยังอาคารสถานที่ในพื้นที่บางจุด ขณะที่พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือต่อป.ป.ช. กรณีคณะรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ขณะเดียวกันนายโคทม อารียา เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลหาทางออกของปัญหาการชุมนุมทางการเมืองด้วยวิธีการเจรจาและยุติความรุนแรง

วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ แกนนำ นปช.ชุมนุม "แดงทั้งแผ่นดิน" และรวมตัวกันตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ใน ๕ จุดหลัก ได้แก่ บริเวณอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณสวนป่าวิภาวดีรังสิต ใกล้สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น บริเวณสี่แยกบางนา และบริเวณพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ สวนลุมพินี เริ่มชุมนุมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียุบสภา

วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๓ นปช.ได้จัดเตรียมสถานที่การชุมนุม โดยมีการตั้งเวทีขนาดใหญ่ติดหลังคาโดม และเครื่องเสียงที่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศขณะเดียวกัน ศาลอาญาอนุมัติหมายจับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ในความผิดฐานสร้างให้เกิดการปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖

จากกรณีที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กล่าวคำปราศรัยและปลุกระดมในการชุมนุมที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบกเมื่อวันที่๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ และที่ลานน้ำพุบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ นายโคทม อารียา ร่วมกับเครือข่ายพุทธิกา และกลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี ได้จัดงาน "ภาวนาเพื่อสันติขอบิณฑบาตความรุนแรง" โดยขอให้ทุกฝ่ายงดใช้อาวุธและความรุนแรงทุกชนิด และประกาศให้พื้นที่การชุมนุมเป็นเขตอภัยทาน เป็นพื้นที่ของความสันติ

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ นปช.ได้เริ่มตั้งเวทีชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ตามแนวถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวถึงสี่แยกสวนมิสกวัน และแนวถนนพิษณุโลก จากสะพานชมัยมรุเชษฐ์ถึงสี่แยกวังแดง โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ได้อ่านแถลงการณ์ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน ๒๔ ชั่วโมง กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ คน เดินทางไปสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ เพื่อยื่นหนังสือให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลางขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ คน เดินทางไปยื่นหนังสือที่บ้านพักนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ยุบสภา

วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ใส่กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.๑ รอ. และ ร.๑ พัน๑ รอ.) หลายลูก มีทหารได้รับบาดเจ็บ ๒ นาย ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงกว่า ๓๐,๐๐๐ คน ได้เคลื่อนขบวนไปชุมนุมยังหน้ากรมทหารราบที่๑๑ รักษาพระองค์ ที่ตั้งของ ศอ.รส. เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา ในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และได้ข้อสรุปว่าจะไม่ยุบสภาตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง

เครือข่ายสันติวิธี ประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายพุทธิกา กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง และเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง ร่วมกันเปิดห้องสันติภาพ (PEACE  ROOM) เพื่อดำเนินการประมวลและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสันติวิธี วิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการสันติวิธี เพื่อป้องกันระงับ และบรรเทาความรุนแรง ตลอดจนคลี่คลายความขัดแย้ง และพร้อมเป็นเครือข่ายติดต่อผู้สนับสนุนและเกี่ยวข้องกับสันติวิธี และเรียกร้องรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมให้มีการระดมความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการพูดคุยอันอาจนำไปสู่การเจรจา(Talk  about  Talk) และขอให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) นำภาพจากกล้องวงจรปิดใน กทม.ขึ้นเว็บไซต์ออนไลน์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ได้ประกาศเจาะเลือด ๑๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๑๐ ซีซี เพื่อที่จะนำไปเทยังสถานที่ต่างๆ ประกอบกับการทำพิธีทางไสยศาสตร์สาปแช่ง

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๒.๒๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ภายในซอยลาดพร้าว ๒๓ ห่างจากบ้านพักของนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งอยู่ในซอยลาดพร้าว ๒๕ ประมาณ ๒๐๐ เมตร แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ต่อมาเวลา ๐๓.๔๐ น. เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดไม่ทราบชนิดใส่บริษัทของญาติของนายเนวิน ชิดชอบ ที่จังหวัดเชียงใหม่ อาคารเสียหายเล็กน้อย

นปช.ได้ทำพิธีเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและที่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมานายวีระ มุสิกพงศ์ และแกนนำ นปช.บางส่วน ได้ประชุมหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อหาแนวทางสันติป้องกันความรุนแรงในการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษยชน

วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓ กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ชุมนุมหน้าบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเผชิญหน้ากระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี จากนั้นมีการเทเลือดที่บริเวณประตูทางเข้าบ้านพัก ผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางไปที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางสถานทูตชี้แจงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างว่าได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ก่อเหตุวินาศกรรมในกรุงเทพมหานคร

นปช.แถลงมติที่ประชุมให้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ไม่ใช่กลุ่ม นปช.อีกต่อไป เนื่องจากมีแนวทางการต่อสู้ที่แตกต่างจากนปช.

ขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน เข้าพบแกนนำ นปช. เสนอพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาในเวทีประชุมวุฒิสภา รวมทั้งการเปิดอภิปรายรัฐบาลเป็นการทั่วไปโดยไม่ลงมติ ต่อมากลุ่มสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๖๐ คน ได้ร่วมลงชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ

วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๓ กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ ๓๕ คน ชุมนุมหน้าอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสอบถามถึงความผิดปกติเนื่องจากดัชนีหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างตึงเครียด

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมประชุมข้อตกลงเพื่อการเคารพสิทธิเสรีภาพและสันติวิธีในการชุมนุมกับรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมที่ ศอ.รส. กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงบ้านพักของประชาชนในซอยทองหล่อ ๓ ภายในซอยสุขุมวิท ๕๕ และซอยสุขุมวิท ๕๓

วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๓ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้ประกาศร่วมสนับสนุนการชุมนุมของ นปช.

วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีเข้าไปกระทรวงกลาโหม มีนายทหารบาดเจ็บ ๑ นาย (ภายหลังได้จับกุมผู้ต้องหาโดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกเป็นเวลา ๓๘ ปี) และมีเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ เข้าไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.จัดขบวนรถจำนวนมาก เคลื่อนขบวนแบบดาวกระจายไปรอบกรุงเทพมหานครตามเส้นทางสายสำคัญต่างๆ

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ ใส่ป้อมรักษาความปลอดภัย หมวดการทางตลิ่งชัน สำนักงานบำรุงทางธนบุรี ถนนสิรินธรขาเข้า ขณะที่ ศอ.รส. ประกาศห้ามใช้เส้นทางบางเส้นทาง

วันเดียวกัน นปช.ออกแถลงการณ์ฉบับที่ ๓ ยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาทันที โดย นปช.ยินดีให้มีการเจรจา โดยผู้เจรจาคือตัวแทนผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าไปยังอาคารของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม ครม. ขณะที่ กอ.รมน.ได้จัดกำลังพลให้กับทาง ศอ.รส. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลสถานการณ์การชุมนุม โดยจัดกำลังพลทั้งสิ้น ๒๐๘ กองร้อย จำนวนประมาณ ๔๗,๐๐๐ นาย วันเดียวกันพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดด้านข้างห้างเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ วางระเบิดซีโฟร์จุดระเบิดด้วยการตั้งเวลาบริเวณตู้ควบคุมไฟฟ้าริมรั้วของศาลากลางจังหวัดนนทบุรี และขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ ใส่กรมบังคับคดี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ขณะที่ ศอ.รส.ได้ออกประกาศเพิ่มเติมในเรื่องห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถานนอกจากเรื่องห้ามใช้เส้นทางคมนาคมและการใช้ยานพาหนะ

วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ตรวจพบระเบิดเอ็ม ๒๖ ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ แต่สามารถเก็บกู้ได้ และเกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่รถกระบะที่ถนนติวานนท์ ช่วงก่อนถึงกระทรวงสาธารณสุข แต่ระเบิดไม่ทำงาน

วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุระเบิดชนิดเอ็ม ๖๗ ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ตกอยู่ภายในลานจอดรถที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ แต่ระเบิดไม่ทำงาน

วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๓ นปช.ได้เคลื่อนขบวนผู้ชุมนุม๘ สาย ไปกดดันเจ้าหน้าที่ บริเวณที่ตั้งกองกำลังทหารรอบพื้นที่ชุมนุมจำนวน ๘ จุด เรียกร้องให้ถอนกำลังกลับกรมกองของตน โดยทหารทุกจุดยอมถอนกำลังออกจากที่ตั้งทั้งหมด ยกเว้นในทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ เข้าใส่บริเวณกรมศุลกากร สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๗ คน ตรวจพบระเบิดเอ็ม ๖๗ บริเวณปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ถนนนวมินทร์ เหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ที่ร้านอาหารลุงใหญ่ ถนนรามอินทรา และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๓ คน

วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่สนามฟุตบอลในกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นที่ทำการ ศอ.รส. มีทหารได้รับบาดเจ็บ ๔ นาย เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน .๓๘ ยิงใส่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสะพานขาว กรุงเทพฯ จำนวน ๕ นัด เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ ใส่ป้ายรถเมล์ใกล้บ้านพักของนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ย่านบางพลัด กรุงเทพฯ มีผู้บาดเจ็บ ๑ คน เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางยี่ขัน กรุงเทพฯ กระจกแตก และเกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดตู้โทรศัพท์สาธารณะ วัดทรายมูลเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เวลา ๐๙.๐๐ นปช.เคลื่อนขบวนไปชุมนุมยังกองพันทหารราบที่๑ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ พร้อมยื่นข้อเสนอส่งตัวแทน๔ คนเข้าไปเจรจากับนายกรัฐมนตรี ต่อมาเวลา ๑๑.๐๐ น. นายสาทิตย์ วงหนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงยอมรับให้มีการเจรจาตามที่ นปช.เสนอ การเปิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำ นปช. เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการวันแรก เมื่อเวลา๑๖.๐๐ น. ที่สถาบันพระปกเกล้า และมีการถ่ายสอดทดผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยฝ่ายรัฐบาลมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ขณะที่แกนนำ นปช. มีนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ แต่การเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นที่ยุติได้ วันเดียวกันกลุ่มแนวร่วมคนรักชาติ สวมเสื้อสีขาวประมาณ ๒๐๐ คน รวมตัวกันที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ เรียกร้องให้คนกรุงเทพฯ ออกมาแสดงจุดยืนให้ นปช.ยุติการชุมนุม

วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๒๖ ที่ศาลปกครอง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน .๓๘ ยิงใส่อาคารธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางยี่ขัน และขว้างระเบิดปิงปองใส่รั้วทำเนียบ ระหว่างประตู ๕ และ ๗ ด้านสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขณะที่ ศอ.รส.ประกาศให้ตำรวจและทหารสามารถพกอาวุธได้ในจุดสำคัญๆ เพื่อระงับเหตุแต่ยังคงห้ามเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณรอบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มิให้พกอาวุธนอกจากอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนเท่านั้น วันเดียวกันมีการเปิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำ นปช.เป็นวันที่ ๒ โดย นปช.เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน ๒ สัปดาห์ ขณะที่รัฐบาลเสนอให้ยืดเวลาออกไปอีก ๙ เดือน ทำให้การเจรจาไม่มีข้อยุติ ขณะที่ พธม.ออกแถลงการณ์คัดค้านข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช.

วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๓ แกนนำ นปช.ได้ประกาศระดมประชาชนมาชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้งในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓ โดยรัฐบาลได้ประกาศขยายการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ออกไปถึงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ วันเดียวกันเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ ใส่หน้าอาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถนนอู่ทองนอก

วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมรวมพลังต่อสู้ครั้งใหญ่ในวันที่ ๓ เมษายน เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และแก้กฎหมาย

๒.๒.๗ ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีผู้เสียชีวิตจำนวน ๙๒ คน และบาดเจ็บกว่า ๑,๕๐๐ คน โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ดังนี้

วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๓ กลุ่มคนเสื้อหลากสี นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ จัดชุมนุมโดยใส่เสื้อสีชมพู ที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ๒ รัชกาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศวัตถุประสงค์ในการรวมตัวกันเพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าภาคประชาชนยึดมั่นในหลักความสงบสันติ ไม่ต้องการให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้กฎหมู่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศ

วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๓ นพ.เหวง โตจิราการ นายสุพร อัตถาวงศ์ และแกนนำ นปช. เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนางฮิลลารีคลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ผ่านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยขณะที่เคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตมีการ กระทบกระทั่งกับกลุ่มคนสวมเสื้อสีชมพูที่ชุมนุมคัดค้านอยู่ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ สวนลุมพินี

วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดภายในลานจอดรถด้านหลังโรงพยาบาลเซ็นทรัล เชียงใหม่ เมโมเรียล และหน้าองค์การโทรศัพท์ สาขาผดุงกรุงเกษม กรุงเทพฯ

นปช.เคลื่อนขบวนออกจากเวทีเชิงสะพานผ่านฟ้าถนนราชดำเนิน มุ่งหน้าไปสี่แยกราชประสงค์ และตั้งเวทีที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยมีผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดและปริมณฑลเดินทางเข้ามาเพิ่มเติม ผู้ชุมนุมอีกจำนวนหนึ่งนำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (ช่อง ๑๑ เอ็นบีที) เรียกร้องให้หยุดเสนอข่าวบิดเบือน ช่วงเย็นจึงมีการสลายตัวกลับไปสมทบกับผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนหนึ่งกลับไปยังสะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน ซึ่งยังคงมีเวทีปราศรัยและมีผู้ชุมนุมอยู่จำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ศอ.รส.ได้มีประกาศฉบับที่ ๕ ให้บุคคลที่เป็นแกนนำหรือผู้ที่จัดให้มีการชุมนุม และผู้ร่วมการชุมนุมออกจากพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ และประกาศห้ามใช้เส้นทาง

วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ ๖ เรื่องห้ามบุคคลเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคารสถานที่ที่กำหนด และประกาศว่าการชุมนุมประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ผิดกฎหมาย และขอให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ก่อนรัฐบาลดำเนินการตามกฎหมาย

เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ บริเวณทางเข้าสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ และยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ยิงใส่ห้างแม็คโคร สาขาเชียงใหม่ และโรงงานเฟอร์นิเจอร์ดนานุวัฒน์ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๓ เกิดเหตุระเบิดรถยนต์หรือคาร์บอมบ์ บริเวณลานจอดรถด้านหน้าสถานบันเทิงโพไซดอน ถนนรัชดาภิเษก

กลุ่ม นปช.ปิดล้อมอาคารศูนย์ราชการส่วนที่เป็นที่ทำการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบางส่วนได้ฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านใน เพื่อเรียกร้องให้กกต.ลงมารับหนังสือข้อเรียกร้อง และเพื่อกดดันให้ลงมติในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ขณะเดียวกันรัฐบาลยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นปช.ออกจากพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ร.๒/๒๕๕๓ คดีหมายเลขแดงที่ ร.๒/๒๕๕๓ ว่าการชุมนุมของ นปช.เป็นการใช้เสรีภาพเกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๖ อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย มีคำวินิจฉัยว่าเมื่อรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.แล้ว รัฐย่อมมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้ ขณะที่แกนนำ นปช.ประกาศยื่นอุทธรณ์คดีและปักหลักชุมนุมต่อไป

วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องที่บริเวณทางเข้าประตูใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ระเบิดไม่ทำงาน และคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ใส่บริเวณลานจอดรถด้านหลังพรรคประชาธิปัตย์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ ๒ นาย

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๐.๓๐ น. เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๒๖ หน้าป้อมตำรวจชุมชน ปากทางเข้าห้างเทสโก้ โลตัส ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ เวลาประมาณ ๐๑.๓๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ จากสะพานพระราม ๘ เข้าไปยังข้างห้องสำนักงานผู้บัญชาการทหารบก เจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ ๑ นาย และเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. มีการวางระเบิดแบบตั้งเวลา บริเวณใต้สะพานวงแหวนขาออกลงสู่ถนนรามอินทรา ใกล้กับห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพฯ

แกนนำ นปช. นำโดยนายสุพร อัตถาวงศ์ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายยศวริศ ชูกล่อม และนายพายัพ ปั้นเกตุ นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนเข้าปิดล้อมรัฐสภาและมีบางส่วนบุกเข้าไปภายในรัฐสภาและเกิดเหตุการณ์ชุลมุน จน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหลายคนต้องหลบหนีออกจากรัฐสภา ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกไปอีกตั้งแต่วันที่ ๘-๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ แต่ต่อมาเวลา ๑๘.๐๐ น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อใช้บังคับพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๔๘ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน") และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ศอฉ.ประกาศคำสั่งระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล โดยให้เหตุผลว่า "การที่สถานีพีเพิลแชนแนลถ่ายทอดการชุมนุม นปช. ที่เวทีราชประสงค์ โดยมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและส่งผลกระทบต่อสถาบัน บุคคล และองค์กร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นการปลุกระดมประชาชนให้มีความเกลียดชังรัฐและเจ้าหน้าที่ ทั้งการถ่ายทอดการชุมนุมดังกล่าว ซึ่งถูกประกาศว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญตามคำสั่งศาลแพ่ง จึงเป็นการทำผิดกฎหมายและสนับสนุนการทำผิดกฎหมาย" และประกาศห้ามมิให้บุคคลเข้าในพื้นที่สถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม ลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และห้ามเข้าพื้นที่บริเวณบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) สถานีดาวเทียมไทยคม ถนนรัตนาธิเบศร ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี และห้ามนำบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้าร่วมชุมนุม

เวลา ๑๙.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ทหารจำนวน ๗ กองร้อยพร้อมอุปกรณ์ปราบจลาจล เช่น โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ เคลื่อนกำลังมาที่สถานีดาวเทียมไทยคมอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินการปิดสัญญาณการออกอากาศของสถานีประชาชนหรือพีเพิลแชนแนล โดยเจ้าหน้าที่สถานีดาวเทียมไทยคมอธิบายว่าไม่สามารถตัดสัญญาณได้ เนื่องจากสัญญาณไม่ได้ขึ้นจากที่สถานีเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ใช้วิธีส่งสัญญาณรบกวนจนกระทั่งสัญญาณการออกอากาศของสถานีประชาชนถูกรบกวนจนกระทั่งภาพขาดหายไปเมื่อเวลาประมาณ๒๑.๕๐ น.

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ปราศรัยว่าจะตอบโต้การออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและการปิดสถานีประชาชน ด้วยการระดมกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศครั้งใหญ่ในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ และมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ ๕๐๐ คน ชุมนุมกันที่บริเวณหน้าสถานีดาวเทียมไทยคม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อขอให้บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดสัญญาณเชื่อมต่อสถานีประชาชนขณะที่ศาลอาญาออกหมายจับแกนนำ นปช. ๗ คน กรณีนำผู้ชุมนุมบุกรัฐสภาในฐานความผิดข้อหาหน่วงเหนี่ยวทำให้เสียเสรีภาพ และข่มขืนใจให้กระทำการใดหรือมิกระทำการใดวันเดียวกัน เวลาประมาณ ๐๐.๐๔ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ และอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ เข้าใส่ที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ ถนนพระสุเมรุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๑ คน เวลาประมาณ ๐๑.๒๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ และอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ ใส่อาคารทีพีไอ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๑ คน และประมาณ ๒๐.๐๐ น. เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๒๖ บริเวณลานจอดรถของกรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ

วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน เคลื่อนขบวนไปยังสถานีไทยคม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเรียกร้องให้ยุติการระงับการเผยแพร่สัญญาณการออกอากาศของสถานีประชาชน มีการนำกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมด้วยการฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และปืนกระสุนยาง ในขณะผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในพื้นที่สถานีดาวเทียมไทยคมและมีการปะทะกัน มีผู้ชุมนุมและทหารได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ภายหลังผู้ชุมนุมได้ยึดอาวุธและมีการเจรจาให้ทหารถอนกำลังกลับไป สถานีดาวเทียมไทยคมได้ประสานงานให้มีการเชื่อมต่อสัญญาณให้สถานีประชาชนทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางกลับ และคืนอาวุธที่ยึดได้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ต่อมาในช่วงค่ำเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาดำเนินการปิดสัญญาณการออกอากาศของสถานีประชาชนอีกครั้งหนึ่ง (รายละเอียดเหตุการณ์ความรุนแรงที่สถานีดาวเทียมไทยคมปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม ด้วยเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามหมายจับที่ ฉฉ ๘-๒๔/๒๕๕๓ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๑ (๑) ที่ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุม และคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ รวมจำนวนทั้งสิ้น ๑๗ คน ได้แก่ ๑.นพ.เหวง โตจิราการ อายุ ๕๙ ปี ๒.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย อายุ ๖๑ ปี ๓.นายจรัญ ดิษฐาอภิชัย อายุ ๖๓ ปี ๔.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ ๓๕ ปี ๖.นายนิสิต สินธุไพร อายุ ๕๐ ปี ๖.นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ ๖๒ ปี ๗.นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ ๔๕ ปี ๘.นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา อายุ ๕๘ ปี ๙.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อายุ ๖๖ ปี ๑๐.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ ๕๘ ปี ๑๑.นายอดิศร เพียงเกษ อายุ ๕๗ ปี ๑๒.นาย วรพล พรหมิกบุตร อายุ ๕๓ ปี ๑๓.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อายุ ๕๑ ปี ๑๔.นายสำเริง ประจำเรือ อายุ ๔๕ ปี ๑๕.นายวิสา คัญทัพ อายุ ๕๖ ปี ๑๖.นางไพจิตร อักษรณรงค์ อายุ ๔๘ ปี และ ๑๗.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง)

วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ช่วงบ่ายผู้ชุมนุมทราบข่าวการเคลื่อนกำลังของเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อเตรียมการสลายการชุมนุมนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช. จึงนำผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมประตูกองบัญชาการกองทัพภาคที่ ๑ บนถนนราชดำเนินนอก เจ้าหน้าที่ทหารจึงเข้าสลายการชุมนุมเพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมกลับมารวมตัวกันที่เวทีสะพานผ่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมาจำนวน ๑ คน

ช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนและอาวุธสงคราม ได้เคลื่อนกำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มนปช. โดยเคลื่อนกำลังส่วนหนึ่งมาจากฝั่งธนบุรีข้ามสะพานปิ่นเกล้ามา เพื่อสมทบกับเจ้าหน้าที่ทหารอีกส่วน และเคลื่อนกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ถนนข้าวสารถนนตะนาว และถนนดินสอ เพื่อขอคืนพื้นที่และเปิดช่องทางจราจรบริเวณถนนราชดำเนินสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และสะพานพระราม ๘ ผู้ชุมนุมพยายามต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่จนกระทั่งช่วงเวลาค่ำประมาณ ๒๐.๐๐ น. เหตุการณ์ปะทะทวีความรุนแรงเป็นเหตุมีผู้บาดเจ็บกว่า ๘๐๐ คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ทหารกว่า ๓๐๐ นาย และมีผู้เสียชีวิตอีก ๒๕ คน รวมกับผู้เสียชีวิต ๑ คนจากเหตุการณ์ช่วงบ่ายเป็น ๒๖ คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ๕ นาย รวมถึง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นพลเรือน ๒๑ คน รวมถึงนักข่าวต่างประเทศชาวญี่ปุ่น ทั้งในเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ชุมนุมได้ยึดอาวุธของเจ้าหน้าที่ทหารไปจำนวนมาก และมีการปรากฏตัวของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เรียกว่า "คนชุดดำ" ใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่ทหาร (รายละเอียดเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

ในวันเกิดเหตุการณ์ปะทะกันที่สี่แยกคอกวัวและหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ได้เกิดเหตุร้ายหลายแห่งอย่างต่อเนื่องในช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน เวลาประมาณ ๐๓.๓๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่รั้วสังกะสีที่กำลังก่อสร้างของกองบังคับการปราบปราม และเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ใส่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล แต่ระเบิดไม่ทำงาน เวลาประมาณ ๒๐.๑๕ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ใส่ห้องสีงาช้าง ชั้น ๒ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. เกิดเหตุการณ์วางระเบิด ๖ ลูกที่เสาไฟฟ้าแรงสูงขนาด ๒๓๐ กิโลโวลต์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ริมถนนสายเอเชีย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับความเสียหายแต่เสาไฟฟ้าไม่ล้มลงเนื่องจากระเบิดไม่ทำงาน๓ ลูก (โดยตรวจพบเมื่อวันที่๑๓ เมษายน ๒๕๕๓)

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๓  นปช.ประมาณ ๑,๐๐๐ คน ได้เดินทางไปชุมนุมหน้าสถานีดาวเทียมไทยคม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเรียกร้องให้มีการเชื่อมต่อสัญญาณช่องสถานีประชาชนโดยมีนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ เป็นตัวแทนเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่สถานี จนได้รับการเชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศเป็นปกติส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม นปช.ได้จัดพิธีสวดพระอภิธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๐.๓๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ยิงใส่บ้านพักของ พ.อ.ทรงพล นีระสิงห์ ตรงข้ามบ้านพักของรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ถนนประดิพัทธ์ กรุงเทพฯ และเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. กลุ่ม นปช.ได้เคลื่อนขบวนแห่ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ไปตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ ขณะที่นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์พิเศษ โดยมีสาระสำคัญว่าหลังปฏิบัติการขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ จนถึงขณะนี้มีบุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อาศัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาชุมนุมเป็นเครื่องมือก่อความไม่สงบรัฐบาลและ ศอฉ.จึงกำหนดมาตรการแยกกลุ่มผู้ก่อการร้ายออกจากประชาชนผู้บริสุทธิ์

วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๓ นปช.ได้ยุติการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน เพื่อไปร่วมการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์พื้นที่เดียว นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ได้ประกาศว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ฝากเงิน ผ่านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มาช่วยเหลือครอบครัวกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต รายละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ตำรวจตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนหาผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ และ ศอฉ.มีคำสั่งให้กำลังพลสามารถใช้ปืนลูกซองหรือปืนพกได้ในการป้องกันตนเองหรือตอบโต้กลุ่มคนร้าย โดยให้ใช้อาวุธปืนทำการยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคามหรือกลุ่มติดอาวุธที่มีท่าทีคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์

วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓ นปช.ได้รื้อถอนเวทีที่สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน เพื่อไปรวมที่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงว่า ขณะนี้มีการนำวีดิทัศน์หรือคลิปวิดีโอในช่วงที่มีการขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ออกเผยแพร่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมีการตัดต่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ศอฉ.จึงได้นำคลิปบางส่วนที่เป็นต้นฉบับมาให้แก่ผู้สื่อข่าวขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้นำนายมานพ ชาญชั่งทอง การ์ด นปช. มาแสดงตัวต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า นายมานพเป็นบุคคลที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชายชุดดำที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ทหารในเหตุปะทะเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๓ นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมีนักธุรกิจและอดีตนักการเมืองมารายงานตัวต่อ ศอฉ. โดยจะเริ่มส่งหมายเรียกให้มารายงานตัวตั้งแต่วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป ขณะที่นายอารีย์ ไกรนรา หัวหน้ารักษาความปลอดภัยหรือหัวหน้าการ์ด นปช. ได้เปิดเผยว่า จะมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่แกนนำ นปช. โดยจะเพิ่มจำนวนการ์ดอีก ๑ เท่าในพื้นที่ฝั่งเพลินจิต ราชดำริ และปทุมวัน และจะมีการตั้งแผงเหล็กป้องกันเป็น ๓ ชั้น และนำไฟแบบสปอตไลต์มาติดตั้งเพื่อส่องไปตามอาคารโดยรอบเวที วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตรวจพบระเบิดซีโฟร์ขนาด ๑.๕ ปอนด์ เพิ่มเติมที่เสาไฟฟ้าแรงสูง บริเวณตำบลเชียงรากน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ใกล้เคียงกับจุดที่เคยเกิดระเบิดเมื่อวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสนธิกำลังกับหน่วยอรินทราชและเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ๔ ปิดล้อมโรงแรมเอสซีปาร์ค ถนนประชาอุทิศ เพื่อค้นหาและจับกุมแกนนำนปช. ๕ คน แต่กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ประมาณ ๑,๐๐๐ คน ได้ทำการปิดล้อมโรงแรม ช่วยให้แกนนำ นปช. ทั้งนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวันชนะ เกิดดี และนายยศวริศ ชูกล่อม หลบหนีจากการถูกจับกุมไปได้

นายกรัฐมนตรี แถลงถึงสถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบันว่า ได้พัฒนาไปจนกลายเป็นการก่อการร้าย รัฐบาลจึงได้พยายามเข้าจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมบางส่วนแต่ไม่สำเร็จ และนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้หัวหน้ารับผิดชอบการปฏิบัติ แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดเสาสัญญาณบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีป้ายและรั้วเหล็กเสียหาย จุดเกิดเหตุอยู่ใกล้เสาสัญญาณของช่อง ๓ ช่อง ๙ และสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ชี้แจงถึงคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินว่า ในภาพรวมนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังคงมีฐานะเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ.ตามเดิม แต่ที่มอบอำนาจให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการสั่งการใช้กำลังนั้น เป็นไปเพื่อให้สายการบังคับบัญชานั้นสั้นลงและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๓ ศอฉ.ออกคำสั่งสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าสู่พื้นที่สีลมโดยเด็ดขาด กำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุเพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้แต่หากอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่จะเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้เจ้าหน้าที่งดเว้นการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ได้จัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่สูงข่ม และเตรียมพลแม่นปืนและพลซุ่มยิงในการปฏิบัติด้วย

วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๓ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงย้ำว่าเจ้าหน้าที่ยึดมาตรการเบาไปหาหนัก ๗ ขั้นตอน และการส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำบนอาคารสูง ไม่ใช่การข่มขวัญ แต่เพื่อรักษาความปลอดภัยเท่านั้นขณะที่กลุ่ม นปช.ได้นำตาข่ายสีดำขนาดใหญ่กางเป็นหลังคาบริเวณด้านหน้าเวทีปราศรัย ยาวไปถึงสะพานลอยหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อป้องกันการซุ่มยิงแกนนำจากตึกสูง ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการที่ ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธและจะใช้กระสุนจริงได้เฉพาะกรณีที่มีผู้จะทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน และ ศอฉ.มีคำสั่งจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ถนนสีลม ตั้งแต่เวลา ๐๔.๐๐ น.เป็นต้นไป

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยว่า รัฐบาลได้จัดวางกำลังทหารที่บริเวณถนนสีลม แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงตั้งแถวประจันหน้าเจ้าหน้าที่บริเวณแยกสีลม โดยนำไม้แหลมมาปักเป็นแนวกำแพง ขณะที่การ์ด นปช.ขอความร่วมมือสื่อมวลชนลงทะเบียนพร้อมเปลี่ยนปลอกแขนสีเขียวใหม่ซึ่งมีข้อความยุบสภา เนื่องจากให้เหตุผลว่าปลอกแขนเก่าของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่เดิมถูกเจ้าหน้าที่นำไปใช้ แล้วเข้ามาปะปนกับสื่อมวลชนที่ด้านหลังเวทีราชประสงค์ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงว่า กลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวได้เตรียมระเบิดขว้าง ระเบิดขวด ไม้เหลาแหลม ทั้งชนิดถือและแบบยิง ไม้ตอกตะปู น้ำกรด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะต้องปรับแนวทางการปฏิบัติ โดยจะต้องอยู่ระยะห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุม ๓๐-๔๐ หลา เพื่อความปลอดภัยวันเดียวกัน นปช.ยื่นหนังสือที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ(UN) เพื่อยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงปราศจากอาวุธและไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย พร้อมทั้งขอให้กองกำลังสันติภาพเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัย และปกป้องผู้ชุมนุมจากการกระทำที่รุนแรงของรัฐบาล และให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์สลายการชุมนุม

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ พล.อ.ชวลิต ยงใยยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทยให้ยุติความรุนแรงและการสังหารประชาชน ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน และคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกรัฐบาลใหม่ วันเดียวกัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เข้าหารือกับกลุ่มแกนนำ อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ด้านหลังเวที

วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๑.๑๕ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงจรวดอาร์พีจี จำนวน ๒ ลูก ใส่ถังบรรจุน้ำมันของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แต่ถังไม่ระเบิด

กลุ่ม นปช.ขอนแก่น ได้รวมตัวชุมนุมบริเวณสถานีรถไฟขอนแก่น อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ขบวนรถไฟลำเลียงของทหารออกจากสถานีเนื่องจากเกรงว่าทหารจะเข้าร่วมสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ

ขณะที่เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. เกิดเหตุการปะทะกันระหว่างกลุ่ม นปช.กับกลุ่มชาวสีลมบริเวณแยกศาลาแดง มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ๒ คน หนึ่งในนั้นเป็นชาวต่างชาติถูกยิงด้วยหนังสติ๊ก ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและใบหูซ้ายทะลุ

วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงกำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มการดูแล ไม่ให้กลุ่ม นปช.ปะทะกับกลุ่มที่ไม่พอใจการชุมนุม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่ม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และขอให้ศาลมีคำสั่งชั่วคราวห้ามไม่ให้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่แยกราชประสงค์ ศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๓๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ มีเหตุจำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องใช้มาตรการขอคืนพื้นที่เพื่อให้สังคมกลับคืนสู่ภาวะปกติจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งตามที่โจทย์ขอได้ ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ เดินทางไปอาคารสำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อยื่นหนังสือผ่านผู้แทนสำนักงานในประเทศไทย ถึงนายบัน กีมูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เพื่อขอกองกำลังสหประชาชาติคุ้มครองการชุมนุมของกลุ่ม นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

ขณะที่กลุ่มคนรักสีลมชุมนุมคัดค้านการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. มีคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ จำนวน ๕ นัด จุดแรก ๓ นัด ลงที่หลังคาสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง จุดที่ ๒ บริเวณชั้น ๒ เส้นทางสกายวอล์คของสถานีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าจุดที่ ๓ หน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาซิลลิค เฮาส์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ ๘๗ คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต ๑ คน คือนางธัญยนันท์ แถบทอง อายุ ๕๐ ปี หนึ่งในผู้ชุมนุมกลุ่มชาวสีลม

นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตดารานายแบบซึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนปช. และเป็นผู้ชื่นชอบติดตาม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมอาวุธปืนทราโว ๑ กระบอก ตรวจสอบพบว่าเป็นปืนที่ยึดมาจากเจ้าหน้าที่ทหารในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ต่อมานายวีระ มุสิกพงศ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายเมธีอมรวุฒิกุล ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช. เพราะเป็นการเคลื่อนไหวส่วนตัวโดยชี้แจงว่านายเมธี อมรวุฒิกุล ไม่ได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำ

วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. แถลงข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาภายใน ๓๐ วัน ให้ตั้งกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ในวันที่๑๐ เมษายน และเหตุการณ์บนนถนสีลมในวันที่ ๒๒ เมษายน โดยรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ โดย นปช.พร้อมเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติวิธี

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งตัวแทนไปเจรจากับกลุ่ม นปช.ว่า ในขณะนี้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ยุติบทบาทดังกล่าวแล้ว หลังจาก นปช.ปฏิเสธการเจรจา ด้านนายวีระ มุสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ได้กล่าวปราศรัยว่า จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ประกาศยุติการเจรจาและไม่ยอมรับข้อเสนอของ นปช. รวมทั้งมีกระแสข่าวว่าจะมีการสั่งสลายการชุมนุมภายใน ๔๘ ชั่วโมง นปช.จึงจำเป็นต้องยกระดับการชุมนุม

วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๓ การ์ด นปช.ได้แจกจ่ายเสื้อผ้าสีต่างๆ ให้แก่ผู้ชุมนุม ขณะที่การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการเพิ่มกำลังการ์ดในจุดสุ่มเสี่ยงรวม ๖ ด่าน วันเดียวกันเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม ๖๗ ใส่รถยนต์ที่บริเวณหน้าบ้านพักของนายบรรหาร ศิลปอาชา ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๕๕ มีผู้บาดเจ็บ ๑๑ คน เป็นพลเรือน ๘ คน และทหาร ๓ คน และคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ใส่อาคารบัญชาการภาค ๕ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ ศอฉ.ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงข่ายขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ "ผังล้มเจ้า" โดยกล่าวว่า เอกสารบทวิเคราะห์นั้นสามารถแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ใจกลางของขบวนการซึ่งมีเป้าหมายในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เริ่มต้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีโครงข่ายอื่นๆเชื่อมโยงอยู่โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า สิ่งที่จะต้องทำขณะนี้คือ การสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนว่ากำลังเกิดปัญหาในรูปแบบดังกล่าวขึ้น และจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และหาผู้ร่วมขบวนการให้ครบถ้วน ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. แถลงมีมติให้กลุ่ม นปช.ในต่างจังหวัด สกัดกั้นตำรวจที่จะเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ หลังทราบว่ารัฐบาลระดมตำรวจจากจังหวัดต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อย่าปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล โดยให้การเมืองแก้ด้วยการเมือง วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงว่า ที่ประชุมได้เตรียมจัดกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจลงในพื้นที่แยกราชประสงค์ เพื่อตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยไม่ให้ลักลอบนำอาวุธสงครามเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าวโดยหากพบผู้กระทำผิดสามารถจับกุมได้ทันที ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำยางรถยนต์ไปวางขวางบนชานชาลารถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีชิดลม เนื่องจากเกรงว่ารัฐบาลจะส่งกำลังทหารมาสลายการชุมนุมทางรถไฟฟ้า

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ วันเดียวกัน เวลาประมาณ ๐๙.๓๐ น. นายขวัญชัย ไพรพนา นำผู้ชุมนุมกว่า ๑,๐๐๐ คน เคลื่อนขบวนรถกระบะและรถจักรยานยนต์ออกจากแยกราชประสงค์ไปตลาดไทเพื่อสนับสนุนกลุ่มนปช.ที่ถูกสกัดอยู่ที่ตลาดไท เมื่อเคลื่อนขบวนมาถึงหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ตั้งด่านสกัดอยู่ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย ๑๙ คน เป็นพลเรือน ๑๗ คน และเจ้าหน้าที่ทหาร ๒ คน หลังจากเหตุการณ์ปะทะกัน พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ สังกัดกองพลทหารราบที่ ๙ ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ในกลุ่มหน่วยทหารเคลื่อนที่เร็วซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีขาออก

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ นายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำ นปช. นำผู้ชุมนุมเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ชุมนุมบางส่วนบุกเข้าไปตรวจค้นในอาคารโรงพยาบาล โดยให้เหตุผลว่ามีทหารแอบซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาล เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้บุคลากรของโรงพยาบาลผู้ป่วย และญาติเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อวันที่๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พ.อ.สรรเสริญแถลงว่า ที่ประชุม ศอฉ.มีมติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจรจาขอคืนพื้นที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งหมดในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หากการเจรจาไม่เป็นผลก็จำเป็นที่จะต้องใช้กำลัง โดยยืนยันว่าการขอคืนพื้นที่ดังกล่าวจะจำกัดอยู่เพียงบริเวณหน้าโรงพยาบาลเท่านั้น

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ นปช.แถลงขอโทษต่อกรณีการบุกตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ระบุว่าควบคุมมวลชนไม่อยู่ และยอมรับว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ

วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ย้ายคนไข้ไปรักษาโรงพยาบาลอื่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดร่วม ๒๗ แห่ง โดยในเวลา ๑๓.๓๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงเข้าเยี่ยมสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ต่อมาเวลา ๑๗.๔๐ น. คณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราชฯ ไปทรงรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช

วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีการเจรจาระหว่างแกนนำ นปช.กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องการคืนพื้นที่หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยกลุ่ม นปช.จะเปิดพื้นที่การจราจรบนถนนราชดำริทั้งสองฝั่ง จากแยกศาลาแดงถึงบริเวณจุดกลับรถหน้าอาคาร สก.ของโรงพยาบาล โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับการ์ด นปช. ตั้งด่านตรวจอาวุธตรงจุดดังกล่าว แต่ นปช.ขอพื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ สวนลุมพินี ไว้สำหรับผู้ชุมนุมสังเกตการณ์และพักอาศัย

วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอกระบวนการสร้างความปรองดอง ๕ มาตรการ ได้แก่ ๑.ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง และดูแลมิให้มีการจาบจ้วงสถาบัน ๒.ปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างและความไม่เป็นธรรม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ๓.การดูแลสื่อให้ทำหน้าที่อย่างมีเสรีภาพแต่ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ข้อมูล ข่าวสารต้องไม่เป็นไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยก ๔.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ เหตุการณ์ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ๕.ร่วมกันวางกติกาทางการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเพิกถอนหรือตัดสิทธิ์ในทางการเมือง รวมถึงการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติให้รับเรื่องคดีความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่มุ่งกระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นคดีพิเศษ ตามที่ ศอฉ.เสนอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พิจารณาคดีกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นเครือข่ายตามผังล้มเจ้า ขณะที่ ศอฉ.แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมอาวุธร้ายแรง เช่น ปืนเอ็ม ๑๖ ปืนเอเค พร้อมเครื่องกระสุนหลายร้อยนัดลูกระเบิดชนิดขว้างชนิดเอ็ม ๖๗ ระเบิดชนิดยิงเอ็ม ๗๙ ประทัดยักษ์ กระสุนปืนลูกซอง เป็นต้น พร้อมหนังสติ๊ก ลูกแก้ว ขวดแก้วเครื่องดื่มบรรจุน้ำมันเพื่อใช้เป็นระเบิดเพลิงจำนวนมากนอกจากนี้ยังมีเครื่องหมายสัญลักษณ์กลุ่ม นปช. เช่น ผ้าพันคอ ปลอกแขน เสื้อ ธงสัญลักษณ์ หมวก และแผ่นซีดีที่ใช้ปลุกระดมจำนวนมาก รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าติดป้ายทะเบียนปลอม ๑ คัน และอาวุธมีดอีกจำนวนมาก

วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรมสอบสวนคดีพิเศษนำหลักฐานเข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาซึ่งเป็นแกนนำ นปช. ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ แต่ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้ง ๙ ราย ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายสุพร อัตถาวงศ์ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายขวัญชัย สาราคำ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่แล้ว จึงให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้หมายจับเดิมเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหา เมื่อจับกุมตัวได้ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม ขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. แถลงมติของ นปช.อย่างเป็นทางการบนเวทีที่ราชประสงค์ว่ายอมรับแผนปรองดองของรัฐบาล เพื่อรักษาเลือดเนื้อและชีวิตของผู้ชุมนุมขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศวันยุบสภาที่ชัดเจน รัฐบาลต้องลดการคุกคามทุกรูปแบบ นปช.ไม่ขอนิรโทษกรรมตนเองแต่ต้องดำเนินคดีกรณีการสลายการชุมนุมด้วย และต้องยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานในการเจรจาเพื่อยุติการชุมนุมขณะที่ ศอฉ.ส่งข้อความสั้น (SMS) ทางโทรศัพท์มือถือให้กลุ่มผู้ชุมนุมว่า "รัฐบาลพร้อมปรองดอง กำหนดเลือกตั้ง ๑๕ พ.ย. ได้เวลากลับบ้านแล้ว..ศอฉ." และยังมีข้อความ "แกนนำ นปช.รับแผนปรองดองแห่งชาติได้เวลากลับบ้านรอเลือกตั้ง ๑๔ พ.ย.นี้...ศอฉ." ก่อนหน้านั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศอฉ.ได้ส่งข้อความให้กลุ่มผู้ชุมนุมว่า "รักในหลวง ห่วงประเทศ ช่วยกันสร้างความสามัคคี เพื่อชาติไทย...ศอฉ."และ "ยุติการชุมนุมเพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสมหามงคล...ศอฉ."

วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พ.อ.สรรเสริญ โฆษก ศอฉ. แถลงยืนยันว่าบริเวณพื้นที่ชุมนุมมีการเก็บอาวุธสงครามไว้จำนวนหนึ่ง และมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายพร้อมจะสร้างสถานการณ์ได้ตลอด ดังนั้นการตั้งด่านลอย ด่านย่อย ก็เพื่อป้องกันสกัดกั้นไม่ให้นำอาวุธสงครามออกนอกพื้นที่ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงว่า หมายจับแกนนำ ๙ คนในข้อหาก่อการร้าย จะไม่ส่งผลให้ทำลายบรรยากาศการปรองดองระหว่างรัฐบาลและ นปช. และหากระหว่างนี้ยังจับกุมไม่ได้ก็จะรอถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ที่แกนนำ นปช.ได้ประกาศว่าจะยอมมอบตัวสู้คดีทั้งหมด ขณะที่นายคารม พลทะกลาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากแกนนำ นปช. ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับนายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วม นปช.รวม ๑๖ คน

วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๐.๔๕ น. บริเวณแยกศาลาแดง เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาย่อย อาคารซิลลิค เฮาส์ ถนนสีลม มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๕ ราย และเสียชีวิต ๑ ราย คือ ส.ต.อ.กานต์นุพันธ์ เลิศจันทร์เพ็ญ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ ๘ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากรณีแผนผังล้มเจ้า ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ไล่นายฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ ส.ส.ชลบุรี ออกจากพรรค กรณีไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และควรดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีปัญหาเรื่องความจงรักภักดีและหากไม่ดำเนินการใดจะแจ้งความดำเนินคดี ต่อมาในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ต่อนายฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ จากกรณีดังกล่าว

วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ ที่บริเวณทางเข้าสวนลุมพินีประตู ๓ บริเวณตรงข้ามอาคารอื้อจื่อเหลียงถนนพระราม ๔ ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งด่านตรวจความมั่นคงสนธิกำลังระหว่างตำรวจกับทหาร ศูนย์เอราวัณรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว ๘ ราย ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๕ คน และเจ้าหน้าที่ทหาร ๓ คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต ๑ คน คือ จ.ส.ต.วิทยา พรหมสาลี

วันเดียวกันเกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่ธนาคารกรุงเทพ สาขาวิภาวดีรังสิต และสาขารัชดาฯ-ลาดพร้าว

วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดหน้าบ้านพักนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า "วันนี้พี่น้องที่มาชุมนุม เขามีความคิดไปไกลกว่าแกนนำ เขาขอความยุติธรรมและประชาธิปไตย ใครจะตัดสินใจแทนเขา โดยเขาไม่เห็นด้วยคงทำได้ยาก"

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อกลางดึกของคืนวันที่๙ พฤษภาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์ถึงตน สั่งการให้จัดตั้งแกนนำชุด ๒ ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ขึ้นมาแทน โดยระบุว่าให้คนที่ไม่คิดต่อสู้ต่อกลับบ้านไป

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นปช.แถลงมติที่ประชุม ถึงแผนปรองดองของนายกรัฐมนตรีว่า ๑) นปช.ขอประกาศตอบรับการกำหนดวันเลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ และเมื่อประกาศตอบรับการเลือกตั้งและตอบรับกำหนดวันยุบสภาในช่วงวันที่๑๕-๓๐ กันยายน โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อแสดงความจริงใจของนปช. โดยไม่ต้องมีผู้บาดเจ็บหรือล้มตาย ๒) ยืนยันไม่ประสงค์นิรโทษกรรมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน ๓) วันประกาศยุติการชุมนุมเพื่อเข้ากระบวนการปรองดองจะเป็นวันเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแต่หากไม่ไปก็จะไม่ยอมยุติการชุมนุม "นายสุเทพมอบตัววันไหน กลับบ้านวันนั้น นายสุเทพปฏิเสธวันไหน ก็ปฏิเสธวันนั้น" ๔) ให้รัฐบาลยุติการปิดพีเพิลแชนแนล หากมีการตั้งคณะกรรมการ ก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการพร้อมกับสถานีเอเอสทีวี ๕) เมื่อยุติการชุมนุมรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากจะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ประชาชนจะกดดันรัฐบาลมากขึ้น

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่แกนนำ นปช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะเป็นหน่วยงานหนึ่งของ ศอฉ. จะพิจารณาและยุติการชุมนุมก็ต่อเมื่อนายสุเทพต้องไปรับทราบข้อกล่าวหากับกองบังคับการปราบปรามเท่านั้นหลังจากนั้นเวลา ๑๘.๑๕ น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงไม่ยอมรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของรองนายกรัฐมนตรี และประกาศชุมนุมต่อไป ในวันเดียวกันศาลอาญายกคำร้องของแกนนำ นปช.ที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ขณะที่ ศอฉ.รายงานว่า ได้มีคำสั่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายปลุกระดมแล้วรวม ๖๑๒ เว็บไซต์

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. เกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ มายังสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ถนนราชปรารภ ซึ่งเป็นบริเวณที่เจ้าหน้าที่ทหารวางกำลังอยู่แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ วันเดียวกัน พ.อ.สรรเสริญ โฆษก ศอฉ. แถลงเริ่มใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ โดยเริ่มจากการระงับสาธารณูปโภคและระงับการให้บริการขนส่งสาธารณะในบริเวณพื้นที่ชุมนุมทั้งหมด เพื่อปิดเส้นทางเข้า-ออกและเส้นทางการส่งกำลังบำรุงให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป ศอฉ.ยังย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามหลักสากล พลแม่นปืนที่มีหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันให้ยิงได้เฉพาะในกรณีจำเป็นที่จะต้องป้องกันภัย ให้ยิงต่อเป้าหมายที่มีอาวุธเท่านั้น และเตือนให้ผู้บังคับบัญชาไม่ให้จ่ายเอ็ม ๗๙ หรืออาวุธอื่นที่ใช้ในสงครามโดยเด็ดขาด

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๓๐ น. ศอฉ.แถลงผลการประชุมว่า ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ น.เป็นต้นไป จะมีการปิดล้อมพื้นที่อย่างสมบูรณ์ พื้นที่ที่มีผลกระทบทางด้านเหนือ เริ่มตั้งแต่แยกราชเทวีไปตามถนนเพชรบุรีจนถึงแยกขึ้นทางด่วนเพชรบุรี ทางทิศใต้ตั้งแต่แยกทางขึ้นด่วนเพชรบุรีตามถนนวิทยุจนกระทั่งสี่แยกถนนวิทยุ เรื่อยมาจนถึงถนนพระราม๔ จนถึงแยกสามย่าน และขึ้นเหนือไปบรรจบจุดเริ่มต้นตามถนนพญาไทจนกระทั่งถึงแยกราชเทวี ซึ่งเป็นลักษณะกรอบสี่เหลี่ยม สำหรับมาตรการปิดล้อมนั้นมีดังนี้

- พื้นที่ในกรอบสี่เหลี่ยมตามแนวถนนพญาไท ถนนเพชรบุรี ถนนวิทยุ ถนนพระราม ๔ โดยปิดการจราจร กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถออกนอกพื้นที่ได้แต่ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ยกเว้นผู้อาศัยและผู้ที่มีสถานที่ทำงานในบริเวณนั้นจะได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าได้ แต่ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าอาศัยอยู่ในบริเวณ เพื่อนำไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านโดยในพื้นที่ที่มีการสกัดกั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้น การบริการสาธารณะทุกชนิด ทั้งไฟฟ้า ประปา การจราจร รถประจำทาง เรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินจะมีการระงับ โดยเริ่มตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น.เป็นต้นไป เพื่อกดดันต่อผู้ชุมนุมให้ยุติการชุมนุมและออกจากพื้นที่โดยเร็ว

- ศอฉ.ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ห้างร้าน บริษัทเอกชนที่ประกอบการในพื้นที่ ให้หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว และอนุญาตให้พนักงานหยุดตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคมเป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

- ศอฉ.ได้ทำหนังสือร้องขอต่อศาลเพื่ออนุมัติให้ผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือตัดสัญญาณโดยศาลอนุญาตให้สามารถตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ครั้งละ ๖ ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งไม่จำกัดจำนวน ซึ่งจะมีการดำเนินการไปสักระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

- การกระชับวงล้อมของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจมีความจำเป็นต้องอาศัยรถเกราะหรือรถสายพานลำเลียงพล เพื่อเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากอาวุธยิงต่างๆให้กับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจ และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม เพราะทาง ศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามอยู่

- ในการกระชับวงล้อม อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่จะเคลื่อนที่เข้าปะทะเจ้าหน้าที่ดังนั้นเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ๗ ขั้นตอน และมีการใช้อาวุธกระสุนจริงด้วย หากพยายามเคลื่อนที่เข้ามาและขอให้หยุดแล้วแต่ยังไม่หยุดจึงมีความจำเป็นต้องใช้กระสุนยางที่ยิงจากปืนลูกซอง หากยังเข้ามาอีก เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ปืนลูกซอง กระสุนจริงในการยิงสกัดไม่ให้เข้ามา แต่เป็นการยิงที่ไม่ต้องการมุ่งทำร้ายเอาชีวิตประชาชน แต่ต้องการหยุดยั้งการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย และการพยายามเข้าถึงตัวเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ในส่วน ปลย.ที่มีอยู่ เช่น ปืนทราโว เอ็ม ๑๖ จะใช้ใน ๓ กรณี คือ ๑.การยิงข่มขวัญขึ้นฟ้า ๒.การยิงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายโดยหมายเอาชีวิตซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ๓.การยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธอยู่ในมือไม่ว่าจะเป็นปืน ลูกระเบิด นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่ง คือ พลแม่นปืน ทำหน้าที่ในการระวังป้องกัน และใช้ยิงผู้ก่อการร้ายที่มีอาวุธ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีอาวุธหนักอื่นนอกจากนี้ไม่มีการใช้ลูกระเบิดขว้าง ระเบิดเอ็ม ๗๙ หรือปืนที่นอกเหนือไปจากนี้ และการยิงของเจ้าหน้าที่เป็นการยิงทีละนัด ไม่ได้ยิงแบบอัตโนมัติ โดยจะดำเนินการเมื่อมีการกดดันพื้นที่และผู้ชุมนุมพยายามเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ การดำเนินการนี้ไม่ได้หมายรวมถึงการขอพื้นที่คืนที่แยกราชประสงค์

- ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ ๒ ให้พื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร และอีก ๑๖ จังหวัด เป็นพื้นที่ในเขตประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกยิงด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศบริเวณทางลงคนพิการ สถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีสีลม ฝั่งสวนลุมพินี ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว และเสียชีวิตอีก ๔ วันต่อมา หลังเหตุการณ์ พล.ต.ขัตติยะถูกยิง เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น มีเสียงคล้ายระเบิดและเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้ง มีการประกาศให้ผู้ชุมนุมเฝ้าระวังการเข้ามาสลายการชุมนุม และใช้ตาข่ายกรองแสงหรือสแลนสีดำมาขึงด้านบนของเวทีปราศรัยเพื่อระวังป้องกัน ต่อมาเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. เกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมบนถนนพระราม ๔ บริเวณหน้าอาคารอื้อจื่อเหลียงในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิต ๑ คน และมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (รายละเอียดเหตุการณ์ปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ศาลแพ่งยกคำร้องของ นปช.ที่ขอคำสั่งศาลให้ห้ามเจ้าหน้าที่ดำเนินการปิดล้อมการชุมนุมและห้ามสลายการชุมนุม โดยศาลเห็นว่ามาตรการปิดล้อมเป็นมาตรการหนึ่งในการสลายการชุมนุม เพื่อรักษาความสงบอันเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารส่วนการใช้อาวุธหากมีความจำเป็นตามสถานการณ์เพื่อระงับยั้บยั้งหรือเพื่อป้องกันตนเองนั้นเป็นไปตามหลักสากล ขณะที่ ศอฉ.ออกประกาศห้ามใช้เส้นทางเพิ่มเติมบนถนนพระราม ๔ ตั้งแต่แยกสามย่านถึงแยกปากซอยงามดูพลี ทั้งนี้วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้เกิดเหตุความรุนแรงกระจายวงกว้างออกไปจากพื้นที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ มาถึงบริเวณถนนวิทยุ ถนนพระรามที่ ๔-บ่อนไก่ ถนนราชปรารภ-สามเหลี่ยมดินแดง โดย ศอฉ.ดำเนินมาตรการปิดล้อมถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งในระหว่างนี้มีการปะทะต่อเนื่องระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ชุมนุม และคนชุดดำ โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก และมีการเผาอาคารร้านค้าต่างๆ หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ ตลอดจนถึงการสลายการชุมนุม โดยการกระชับพื้นที่รอบสวนลุมพินีและแยกราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ (รายละเอียดเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างช่วงการปิดล้อมพื้นที่ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๘ พฤษภาคม ปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภาและคณะเข้าพบแกนนำ นปช. เสนอเป็นตัวกลางเจรจา นายอภิสิทธิ์เสนอให้ นปช.ต้องยุติการชุมนุมก่อน โดยให้แกนนำส่งผู้ชุมนุมกลับบ้านให้เรียบร้อยและเข้ามอบตัวกับตำรวจ ขณะที่แกนนำ นปช.ชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมเปิดการเจรจาอีกและต้องการสลายการชุมนุม ท้ายที่สุดการเจรจาไม่บรรลุผล และ พล.อ.เลิศรัตน์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อมาในวันที่๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ว่าไม่มีการเจรจา "เนื่องจากท่าทีของรัฐบาลมีความชัดเจนแล้วว่าจะสลายการชุมนุม"

วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๒๕ น. แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม ขณะที่แกนนำ นปช.ได้ยืนแถลงข่าวอยู่ในเวลาประมาณ ๑๓.๒๐ น. มีเสียงอาวุธปืนดังขึ้นมาจากฝั่งสี่แยกประตูน้ำ ทำให้แกนนำต้องสลายตัวลงจากบนเวทีราชประสงค์ และผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ ๔,๐๐๐ คนได้เข้าไปหลบอยู่ในวัดปทุมวนาราม ซึ่งได้รับการประกาศเป็นพื้นที่เขตอภัยทานตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ บางส่วนได้เดินไปทางสนามกีฬาแห่งชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างระเบิดขวด ระเบิดเพลิง จุดไฟเผายางรถยนต์ บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าเซน ต่อมาแกนนำ นปช. ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร นายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะถูกนำไปควบคุมตัวไว้ที่ค่ายเนรศวร (ค่ายตำรวจตระเวนชายแดน) อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ขณะที่ ศอฉ.มีคำสั่งให้หยุดการปฏิบัติการ และปรับกำลังรักษาพื้นที่บริเวณแนวปัจจุบันตั้งแต่เวลา ๑๓.๓๐ น.เป็นต้นไป และมีประกาศห้ามมิให้บุคคลใดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ออกนอกเคหสถานภายในเวลาตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเพิ่มเติมอีก ๒ จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร (รายละเอียดเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

ด้านถนนพระราม ๑ นั้น เจ้าหน้าที่พยายามเข้าดับเพลิงซึ่งกำลังไหม้โรงหนังสยาม ช่วงเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เกิดเหตุยิงกันบริเวณแยกเฉลิมเผ่า และมีการยิงเข้าไปในบริเวณวัดปทุมวนาราม มีผู้ถูกยิงเสียชีวิต ๖ คน คือ นายสุวัน ศรีรักษา นายอัฐชัย ชุมจันทร์ นายมงคล เข็มทอง นายรพ สุขสถิตย์ นางสาวกมลเกด อัคฮาด นายอัครเดช ขันแก้ว และบาดเจ็บจำนวนหนึ่งรวมถึงนายแอนดริว บันคอมบ์ (Andrew  Buncombe) ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The  Independent ประจำภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังวิ่งเข้าไปภายในวัดปทุมวนาราม ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา หลังจากนั้นได้มีการประสานไปยังสภากาชาดไทย เพื่อให้รถพยาบาลสามารถเข้ามารับผู้บาดเจ็บซึ่งมีผู้บาดเจ็บถูกลำเลียงออกไปทั้งหมดรวม ๖ คน ในเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. (รายละเอียดเหตุการณ์วัดปทุมวนารามปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

เกิดเหตุการณ์จลาจลและเพลิงไหม้อาคารสถานที่ราชการในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต ๒ คนที่จังหวัดอุดรธานี และมีผู้เสียชีวิต ๑ คนที่จังหวัดขอนแก่น (รายละเอียดเหตุการณ์ปรากฏตามรายงานข้อค้นพบเฉพาะกรณี)

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง