คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: เมื่อสหรัฐกลับมาหาอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555 00:00:22 น.
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

การเดินทางของโอบามาแรกสุดหลังการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งหนึ่งมายังประเทศไทย ไปพม่า และเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ที่กัมพูชานั้น น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นชี้ให้เห็นชัดเจน ถึงการกลับ เข้ามาข้องเกี่ยวใหม่กับอาเซียน และภูมิภาคของโลกทางแถบนี้อย่างเข้มแข็งจริงจังยิ่งขึ้น หลังจากดูจะห่างเหินไปนานนับแต่สง ครามเย็นสิ้นสุดลง

จริงๆ แล้วก็ยังน่าเห็นได้ว่า อิทธิพลของสหรัฐนั้น ไม่ได้จางหายไปจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเสียเลยทีเดียว ความผูกพันฉันมิตรเก่าแก่ของประเทศทางแถบนี้ ก็ไม่ได้จืดจางจนเกินไป ทั้งไทยกับฟิลิปปินส์ หรือหากแม้มองดูกองกำลังทางทหารของสหรัฐในญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ กอปรกับพันธกิจในข้อตกลงปกป้องไต้หวัน ยังเห็นได้ถึงการเกาะเกี่ยวเอเชียแปซิฟิก ที่ทางสหรัฐยังถือเป็นผลประ โยชน์สำคัญด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของตน

แม้จะออกไปจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากความพ่ายแพ้สงครามอินโดจีนครั้งที่สองในปี ค.ศ.1975 และการถอนกองกำลังทั้งของสหรัฐที่ตั้งอยู่ตามฐานทัพในประเทศพันธมิตรอย่างไทยจากฐานบินอุดร สัตหีบ อู่ตะเภา หรือจากฐานทัพบิน คลาร์ก กับฐานทัพเรือที่อ่าวซูบิกในฟิลิปปินส์  ยุทธศาสตร์การทหารใหม่ที่ใช้การส่งกองกำลังล่วงหน้าของสหรัฐ เช่นกองเรือที่ 7 ของสหรัฐ บอกนัยความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐทางแถบนี้ ไม่ได้หมดหดหายไปเสียเลยทีเดียว

ตั้งแต่ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแต่ปี ค.ศ. 1945 มาแล้ว สหรัฐกลายเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำ และมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชัดเจน ดูให้ดีก็จะเห็นว่า นโยบายปิดล้อมการแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้น มีส่วนอย่างสำคัญที่นำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของบรรดารัฐต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเน้นสำคัญแท้จริง คือยุทธศาสตร์การปิดล้อมดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของสหรัฐนั่นเอง

เมื่อยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้วนั้นการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตรัสเซียก็หมดไปด้วย นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การวางสถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่อนคลายความกลมเกลียวลงไปมากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่อนคลายความกลมเกลียวลงไปมาก

ประธานาธิบดีของสหรัฐหลังจากนั้นมา คงวางความสัมพันธ์ของสหรัฐกับภูมิภาคทางแถบนี้อย่างหลวมๆ เท่านั้นเอง อย่างเช่นถ้าดูจากการแสดงวิสัยทัศน์ของบิล คลินตัน ที่กำหนดนโยบายลอยๆ ในแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ายึดอยู่สามเสาหลัก คือเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง และด้านความมั่นคง

หากดูมิติด้านเศรษฐกิจของสหรัฐตามแนวคิดนี้ ก็จะเห็นจุดเน้นในวาระต่างๆ ของสหรัฐ มีลักษณะสร้างความก้าวหน้าในแนวทางมุ่งประสงค์ให้การค้าขายระหว่างประเทศและการลงทุนเป็นไปอย่างเสรีและเปิดกว้างยิ่งขึ้น ตรงนี้จะเห็นได้ในปีที่คลินตันยังเป็นประธานาธิบดีอยู่ ที่สหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่เริ่มแรกจัดตั้ง "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิก" (APEC) ขึ้นมา และนี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สหรัฐเริ่มตระหนักถึงการเติบใหญ่ของจีน และหันมาสนใจอาเซียนเพิ่มขึ้น

จะเห็นว่า ประธานาธิบดีของสหรัฐ เช่นสมัยของประธานาธิบดีบุช เริ่มทำความตกลงกับอาเซียนแต่ปี ค.ศ. 2006 ในโครงร่างข้อตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐกับอาเซียนขึ้นในปี ค.ศ.2006 นั้น สหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของอาเซียน และสหรัฐก็ยังผูกพันแน่นเหนียวอยู่กับญี่ปุ่น ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองในระดับโลก หากดูการลงทุนโดยตรงในอาเซียนช่วงนั้นแล้ว สหรัฐเป็นรองแค่ญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นเอง

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยก็ว่าได้ แม้จะเห็นว่า ได้ถอนกำลังของตนออกไปจากภูมิภาคนี้ แต่ก็ยังคงกองกำลังกองทัพเรือที่ 7 อยู่ใกล้ๆ กับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรแนบแน่นของตน ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เป็นการวางกำลังไว้ไม่ใช่ตั้งฐานทัพ (Place  no  bases) ซึ่งทำให้สหรัฐก็ยังเป็นตัวถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค ที่ยังใช้อำนาจทางทหารอยู่ได้ไปทั่วเอเชีย แปซิฟิก กับเฉพาะอาเซียนนั้น ก็ไม่ได้ทิ้งห่างเสียเลยทีเดียวกับพันธ มิตรเก่าแก่อย่างไทยและฟิลิปปินส์ หรือกับสิงคโปร์

ที่จริงอินโดนีเซียก็มีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงดีขึ้น จากเหตุการณ์ 9/11 ที่เกิดกับสหรัฐ และหันมาร่วมทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายแนบแน่นขึ้น ก่อนหน้านั้น เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอินโดนีเซียในติมอร์ตะวันออก ช่วงปี ค.ศ.1997-1998 ทำเอาความสัมพันธ์ของสองชาตินี้จืดจางไปเหมือนกัน เหตุ 9/11 นี่เองที่เห็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาของสหรัฐกับอาเซียนดีขึ้น

ถ้าจะมีอะไรฝืนๆ ฝืดๆ กันอยู่ในสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับอาเซียนแล้ว น่าจะเป็นเรื่องการทำสงครามของสหรัฐที่ใช้กำลังเข้าไปยึดอิรัก ซึ่งแน่ละที่ประเทศอาเซียนที่เป็นมุสลิมจะไม่พอใจและต่อต้าน ช่วงที่สหรัฐหันไปมุ่งทำสงครามปราบปรามการก่อการร้าย โดยเฉพาะสงครามในอัฟกานิสถานกับสงครามในอิรักนี่เอง ที่ดูเหินห่างไปจากเอเชียแปซิฟิก และยิ่งทำให้เกิดช่องว่างที่จีนจะเข้ามาสวมแทนอำนาจของสหรัฐในเอเชียและในอาเซียน

นี่นับเป็นจุดอ่อนหนึ่งในยุทธศาสตร์สหรัฐ และที่สำคัญก็คือ การที่สหรัฐในตอนนั้นไม่ได้ลงนามยอมรับสนธิสัญญามิตรไมตรีและความร่วมมือ (TAC) ที่อาเซียนกำหนดขึ้น ทำให้สถานการณ์ข้องเกี่ยวกับอาเซียนอ่อนไปมาก

ที่จะเห็นจุดอ่อนในความสัมพันธ์ของสหรัฐกับอาเซียน บางทีจะเห็นได้จากการที่ผู้แทนของสหรัฐปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุม ARF ของอาเซียน ด้วยข้อเกี่ยงงอนการมีตัวแทนของพม่าในการประชุมนี้ในปี ค.ศ.2007 และในการประชุมต่อๆ มา ที่สำคัญที่ทำให้สัมพันธภาพของสหรัฐกับอาเซียนพะอืดพะอม  ก็คือกรณีของพม่าที่สหรัฐคว่ำบาตร (Sanction) รัฐบาลทหารของพม่ามาแต่ปี ค.ศ.1995 นั่นด้วย

การเยียวยาเหตุอึดอัดขัดข้องในความสัมพันธ์เหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นแต่เมื่อสหรัฐปรับเปลี่ยนนโยบายต่อพม่ามาแต่ปี ค.ศ.2011 นี่เอง ที่เห็นพม่าเริ่มกลับมาพัฒนาประชาธิปไตย สหรัฐนั้นลงนามในสนธิสัญญามิตรไมตรีและความร่วมมือของอาเซียนแล้ว แต่ปี ค.ศ.2008 ซึ่งทำให้สหรัฐเข้มแข็งขึ้นกับกิจการของอาเซียน ยิ่งกับการเปิดประเทศของพม่า กับบูรณาการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ค.ศ.2015 นั้น เป็นตัวกระตุ้นให้สหรัฐเร่งยุทธศาสตร์ของตนกลับมายังภูมิภาคนี้มากขึ้น การเดินทางของโอบามาคราวนี้น่าจะเป็นตัวชี้หนึ่งได้

ตัวการใหญ่ (Major actor) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและในอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เริ่มคึกคักแย่งชิงผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งในทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคง และดูจะมุ่งมาที่สมรภูมิในอาเซียนเป็นสำคัญ การสร้างสมดุลแห่งอำนาจและอิทธิพลของชาติเหล่านี้ในอาเซียน คงจะเข้มข้นยิ่งขึ้นจากนี้ไป สหรัฐจะยังคงใช้นโยบายปิดล้อมจีนอย่างแต่เดิมได้ผลไหม จีนจะดุลและคานอำนาจอยู่ได้แค่ไหน และจะยังครอบงำแผ่อิทธิพลในอาเซียนได้มากน้อยแค่ไหน อาเซียนกำลังเป็นเวทีสนุกทีเดียว.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง