ปัดแถลงการณ์ร่วมศอ.รส. ผบ.ทอ.โต้ มั่วมติเหล่าทัพชนตุลาการ

ผบ.ทอ.โต้ มั่วมติเหล่าทัพชนตุลาการ ยันมีแค่ตัวแทนไปนั่งรับฟัง ปชป.แฉ'เหลิม'ลุยหักดิบ แม้ววางมือถ้าได้รับยุติธรรม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20เมษายน ถึงกรณีที่ นายชัยเกษม นิติศิริ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) อ้างว่า...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: อาเซียนกับสหรัฐ-ใต้ร่มเงาความมั่นคง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2555 00:00:55 น.
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

เมื่อวานเขียนถึงเรื่องสหรัฐกลับมาที่เอเชีย-แปซิฟิกกับอาเซียน ซึ่งจะทำให้สมรภูมิในอาเซียนคึกคักขึ้นมา กับการแสดงบทบาททั้งแย่งชิงผลประโยชน์ และดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงของภูมิภาค ของตัวการสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่นในเอเชีย หรือกับมหาอำนาจนอกภูมิภาค เช่น สหรัฐ หรือกับประเทศในสหภาพยุโรป

ลองหันมาดูการวางสถานะความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ในอาเซียนบ้าง ว่าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นว่านี้อย่างไรบ้าง เพราะดูเหมือนกับว่า ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง และสหรัฐถอยกลับไปแล้วนั้น หลายประเทศในอาเซียนจะหันมาสยบให้กับมหาอำนาจอย่างจีนมากขึ้น ความจริงอย่างเงียบ หลายประเทศในอาเซียนวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของตน ที่ก็ยังอิงอาศัยสหรัฐให้คุ้มครองตลอดมา

หลายประเทศในอาเซียนที่ว่านี้ มีทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย รวมทั้งพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐอย่างไทย หรือฟิลิปปินส์ด้วย ล้วนมีข้อผูกพันอยู่กับอาเซียนทั้งสิ้น มาเลเซียกับอินโดนีเซียนั้น ความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับสหรัฐก็ออกจะขลุกขลักไม่ราบรื่นอะไรนักแต่หลังสงครามเย็นแล้ว ก็จะเห็นการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่ว่า จีนจะใหญ่และต้องไม่ทิ้งสหรัฐ เอามาดุลและคานกัน

กรณีของสิงคโปร์ โดยเฉพาะความที่เป็นประเทศเล็กๆ แม้จะมีความเจริญอยู่มากในระดับภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน แต่เรื่องความมั่นคงนั้นเป็นสิ่งเปราะบางและเป็นความกังวลใจของผู้นำสิงคโปร์อยู่แทบตลอดเวลา ความรู้สึกโดดเดี่ยวของสิงคโปร์นั้นมีอยู่มากทีเดียว หากดูเหตุบาดหมางทางใจที่มีอยู่กับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นชาติใหญ่กว่าสามารถข่มขู่คุกคามสิงคโปร์ได้ตลอดมา

จุดที่เป็นภูมิทัศน์ทางการเมืองนี้ น่าประหลาดใจนิดหนึ่งก็คือว่า ทั้งอินโดนีเซียกับมาเลเซียนั้น ต่างก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นนักกับสหรัฐอีกทั้งลึกๆ ก็ไม่ไว้วางใจจีน สิงคโปร์เองก็มีสัดส่วนประชากรที่เป็นจีนมากกว่าชาติพันธุ์อื่นในประเทศแต่สิงคโปร์กลับดูจะหันไปพึ่งพาสหรัฐมากกว่า ในแง่ที่ให้สหรัฐคุ้มครองความมั่นคงให้

หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้วนั้น ก็จะเห็นการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่ไหวตัวกันมาก มีความหวั่นไหวอยู่ไม่น้อยกับการที่คิดว่า หากเมื่อสหรัฐออกไปจากภูมิภาคนี้จริงๆแล้ว ความมั่นคงของตนและในภูมิภาคจะมีตัวช่วยอะไรเหลืออยู่ สิงคโปร์ปรับยุทธศาสตร์ของตนรวดเร็วมาก ประกาศในทันทีที่สงครามเย็นสิ้นสุดปี ค.ศ.1989 ในการตกลงอำนวยความสะดวกด้านการทหารให้กับสหรัฐ ต่อมาก็ทำ MOU กับสหรัฐในปี ค.ศ.1990

บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างสิงคโปร์กับสหรัฐนี้ ตกลงว่าสิงคโปร์ยินดีอำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนย้ายการบินของเครื่องบินสหรัฐ(เฉพาะรัฐ) และกองกำลังทางทหารของสหรัฐในสิงคโปร์ได้ จากนั้นสิงคโปร์ยังทำความตกลงกับสหรัฐในปี ค.ศ.1992 ต่อมาให้สหรัฐสามารถเคลื่อนย้ายที่ตั้งของฐานทัพเรือสหรัฐมาอยู่สิงคโปร์ได้ กับอำนวยความสะดวกด้านอุปกรณ์กองทัพเรือ เมื่อเรือสหรัฐมาเทียบท่าเพื่อสับเปลี่ยนอุปกรณ์ได้

สิงคโปร์ทำข้อตกลงสำคัญนี้ น่าสนใจมาก ที่ถึงกับตกลงให้สิงคโปร์เป็นผู้ประสานงานด้านการเคลื่อนย้ายเรือรบในภูมิภาคแปซิฟิก คือย้ายจากอ่าวซูบิกในฟิลิปปินส์มาอยู่ที่สิงคโปร์ได้

ทางด้านมาเลเซีย เองก็เคลื่อนไหวอย่างเงียบๆในช่วงสิ้นสุดสงครามเย็นนี้เช่นกัน โดยตกลงร่วมมือกับสหรัฐในการฝึกกำลังทางทหาร โดยเป็นการตกลงในกรอบทวิภาคี การฝึกอบรมและความร่วมมือด้านการศึกษา ซึ่งทำสัญญากันตอนต้นปี ค.ศ.1984 (เรื่องนี้ทางมาเลเซียขอให้ปกปิดเป็นความลับไว้) จากข้อตกลงนี้จะเห็นว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1980 นั้น การฝึกอบรมช่วยทางทหารของมาเลเซียกับสหรัฐทำกันบ่อยมาก

การฝึกอบรมร่วมนั้นทำกันแทบจะเดือนละครั้งก็ว่าได้ และมาเลเซียยังยอมที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่การบำรุงรักษาเครื่องบินขนส่งทางทหารของสหรัฐที่ท่าอากาศยานซูบังของมาเลเซียด้วย รวมทั้งซ่อมบำรุงเรือรบและอุปกรณ์กีฬาของกองกำลังนาวีสหรัฐที่เมืองลุมมัตในมาเลเซีย โดยตกลงเป็นเรื่องการค้าระหว่างกันไปด้วยในตัว ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นว่า แม้มาเลเซียซึ่งกล่าวกระทบกระแทกสหรัฐ แต่ก็อิงความมั่นคงอยู่กับสหรัฐด้วย

บรูไนเองมีการทำ MOU กับสหรัฐคล้ายๆ กับสิงคโปร์ คือตกลงที่จะให้เรือรบของสหรัฐแวะพักที่ท่าเรือได้ และมีการฝึกตกลงที่จะให้เรือรบของสหรัฐแวะพักที่ท่าเรือได้ และมีการฝึกทางทหารร่วมกับกองกำลังของบรูไน ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1988 อินโดนีเซียก็ทำข้อตกลงกับสหรัฐ ให้มีการค้นหาและช่วยชีวิตทางทะเล และยอมให้สหรัฐนำเรือรบมาจอดได้ที่ท่าเรือสุราบายา เมืองเมดาล อินโดนีเซีย โดยให้ทำในลักษณะทำการค้ากันไปในตัว มีข้อตกลงต่อมาในปี ค.ศ.1990 ซึ่งก็ทำกันเงียบๆ ด้วย

สำหรับประเทศไทยแล้ว ความสัมพันธ์แบบ "เจ้านายกับลูกกะจ๊อก" กับสหรัฐนั้นย้อนหลังไปได้ถึงปี ค.ศ.1950 แล้วต่อมามีข้อตกลงใหม่ในปี ค.ศ.1990 ในเรื่องความร่วมมือการบัญชาการด้านยุทธวิธี (Tactical Command) และระบบการควบคุม (Control system) กับขยายข้อตกลงเดิมให้สหรัฐช่วยเหลือพัฒนาการขนถ่าย (Logistics) ให้กับประเทศไทย ยิ่งกว่านั้นไทยยังยินยอมให้เครื่องบินสหรัฐเติมน้ำมันและบำรุงรักษาเครื่องบินทางทหารได้อีก โดยเฉพาะในช่วงสงครามอ่าวระหว่างปี ค.ศ.1990-1991

เรื่องความมั่นคงใต้ร่มเงาของสหรัฐระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐเป็นเรื่องยาวที่ต้องมาว่ากันเฉพาะอีกทีแต่ลำพังที่ยกมาให้เห็นอาเซียนบางประเทศกับความสัมพันธ์กับสหรัฐในบรรดาข้อตกลงต่างๆ นั้น ชี้ให้เห็นสายตาที่ยาวไกลกับการมองการเติบใหญ่ของจีน ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์9/11ที่สหรัฐ ที่ทำให้ยุทธศาสตร์สหรัฐเน้นมาที่ทำสงครามกับการก่อการร้าย และกับการระเบิดที่เมืองบาหลีอินโดนีเซียนั้น ก็น่าจะเห็นได้ว่า รูปแบบใหม่ของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับประเทศอาเซียนนั้น ยังแน่นเหนียวเน้นความมั่นคงร่วมกัน ไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนหน้านั้นเลยและบัดนี้ สหรัฐกำลังกลับมาสู่เอเชียเต็มตัวอีกครั้งแล้ว.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง