ไทยโพสต์ * นายกฯ ย้ำปี 56 พวกคิดหยุดประเทศให้เลิกล้ม "เติ้ง" อาสาเล่นบทนักปรองดอง เปรยบุกพบทุกขั้ว มุ่งตรงไปดูไบ "บัญญัติ" วิเคราะห์การเมืองปีมะเส็ง อำนาจนิยม-แก้รัฐธรรมนูญสุมไฟเผชิญหน้า สมช.มองม็อบยังเคลื่อนแต่ไม่แรงชทพ. แนะต้องเช็กคนมาออกเสียงให้ชัวร์ก่อนทำประชามติ
เมื่อวันที่31 ธ.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2556 ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทย ว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทั้งหลาย เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2556 นี้ ในนามของคณะรัฐมนตรี ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนทุกท่าน และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐาน
อาราธนาคุณพระรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร์เทอญ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วันปีใหม่จะเป็นเพียงวันหนึ่งวัน หากเราไม่ให้ความสำคัญ และไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้น ปีใหม่จะเป็นปีใหม่ได้ก็ต่อเมื่อเราเริ่มต้นและลงมือทำสิ่งใหม่ๆ และสิ่งใหม่ที่จะทำ ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ปีใหม่เป็นปีที่ดีขึ้น หนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้แก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรับ มือกับปัญหาที่ประเทศไทยได้เผชิญทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้รัฐ บาลสามารถประคับประคองประเทศให้ผ่านพ้นเวลาแห่งความยากลำบาก โดยเฉพาะวิกฤติมหาอุทกภัยมาได้ จึงขอถือ โอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ให้กำลังใจและให้การสนับสนุนการ ดำเนินงานของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา และ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ จนสามารถนำพาประเทศของเราให้ก้าวเดินได้อย่างมั่นคงต่อมา
"ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะวางรากฐานพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต และปีข้างหน้าจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ลูกหลานของเรามีชีวิตที่ดี และได้อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยโอ กาสอย่างเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ของประเทศ เรามาร่วมกันเตรียมความพร้อมเพื่อรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นพร้อมทั้งนำความคิดบวกมาเป็นพลัง ร่วมกันลงมือทำสิ่งใหม่ เพื่อให้ความหมายกับปีใหม่ ช่วยกันทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่ผ่านๆ มาสำหรับคนไทยทุกคน
รัฐบาลจะทำงานอย่างหนัก เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ได้รับจากท่าน และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสสำหรับคนไทยทุกคน รวมทั้งยกระดับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า ให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เหมือนเมื่อครั้งที่ประเทศไทยเคยมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำในเอเชีย แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมือง 5-6 ปีที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันกลับชะลอหรือถดถอยลงในหลายด้าน
อยากเห็นคนไทยยึดมั่นในแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2555 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ที่ทรงเห็นว่า ความเมตตาและความปรารถนาดีต่อกันของคนไทย เป็นปัจจัยอย่างสำคัญที่จะยังความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้นทั้งในหมู่คณะและชาติบ้านเมือง ถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทยจะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขอให้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นปีแห่งการคิดบวก เป็นปีที่คนไทยจะเข้าใจกันมากขึ้น ด้วยความรัก ความปรารถนาดีที่มีให้แก่กัน เพราะเชื่อว่าทุกคนต่างก็ต้องการที่จะมีความสุขในชีวิต ต้องการให้ความปรองดองเกิดขึ้นในสังคมไทย และอยากเห็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า เพื่ออนาคตของประเทศไทยและคนไทยทุกคน
"ขอให้ทุกท่านหยุดที่จะหยุดประ เทศไทยด้วยความขัดแย้งทางความคิด แต่ขอให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง และ แสดงออกทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ รับฟังและพยายามที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน โดยยึดวิถีทางประชาธิป ไตยบนพื้นฐานของความเมตตาและความปรารถนาดีต่อกัน
ในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 นี้ ขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือ อีกทั้งพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องชาวไทยทุกคนประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์พัฒนาชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป สวัสดีปีใหม่ 2556" นายกรัฐมนตรีกล่าว
วันเดียวกัน ที่บ้านพักจรัญสนิท วงศ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
จากนั้น นายประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรค พร้อมด้วยนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวอวยพรว่า วันนี้ถือเป็นวันดีครบ 3 รอบของพรรค โดยมีอายุครบ 36 ปีแล้ว โดยนายบรรหารได้ดูแลพรรคชาติไทยมาตลอด เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ท่านได้เสียสละเวลา เงินทอง ทุ่มเท เพื่อพัฒนาพรรคชาติไทย จนนำพรรคมาสู่ความสำเร็จและทำชื่อเสียงให้กับพรรคเป็นสิ่งที่ท่านทำอย่างมีความสุข แก้ปัญหาให้กับประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งก็ทำให้พรรคชาติไทยยืนหยัดมาถึง 36 ปีได้ จึงอยากเห็นท่านนำความสามัคคี ความปรองดองมาสู่คนในชาติต่อไป
ด้านนายบรรหารกล่าวตอบว่า ตอนนี้พรรคชาติไทยย่างเข้าสู่ปีที่ 37 แล้ว แต่น่าเสียดายที่พรรคเราถูกจำกัด สิทธิ์ ผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่านก็ไม่สามารถทำงานการเมืองได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลจะมีปัญหามาโดยตลอด ส่วนใหญ่จะเป็นไปด้วยความไม่ราบรื่นและขณะนี้หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาก็ยังป่วยอยู่เป็นเวลา 17 วันแล้ว ก็เฝ้าดูโดยตลอด อาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อวันที่30 ธ.ค.ได้ไปเยี่ยม นิ้วมือสามารถขยับได้แล้ว แสดงว่าก้านสมองดีขึ้น และหายใจได้เป็นบางช่วง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมก็พยายามเข้าไปช่วยดูงานที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
"ขอหยิบยกคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐ บุรุษ ที่ให้โอวาทเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ที่ว่าคนในสังคมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ความปรองดองก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งผมจะพ้นการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในวันที่ 2 ธ.ค.56 ซึ่งอีกไม่ก็วัน หลับตาก็ถึงแล้ว จากนั้นผมจะเดินหน้าเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้จงได้ เชื่อว่าทำไมคนไทยจะปรองดองกันไม่ได้ อย่าถือเขาถือเรา การเมืองไทยต้องรู้จักลืม อย่างผมเวลาใครมาด่าก็ลืม แถมให้ศีลให้พรกลับไปด้วยซ้ำ การปรองดองเหมือนเงาทะมึนบนเมฆ ต้องใช้สึนามิให้เกิดบนฟ้าจึงคลี่คลายได้" นายบรรหารกล่าว
นายบรรหารยังกล่าวตอนหนึ่ง ในช่วงการอวยพรปีใหม่ที่มีคนมาร่วมงานดังกล่าวด้วยว่า คนที่มีความเห็นต่างขณะนี้ก็รู้จักทั้งสิ้น บางคนอายุน้อยกว่าตนอีก จะใช้วิธีเจรจากับหลายๆ ฝ่าย การทำงานต้องรู้เขารู้เรา ต้องรู้จักหลบ รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 36 ปี ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองสะบักสะบอมมามาก สมัยเป็น รมว.คมนาคม เคยถูกอภิปรายเพียงคนเดียว ถือว่าเป็นวันแมนโชว์ เรียกว่าสะบักสะบอมแต่ก็ผ่านพ้นไปได้ โดยหลังจากพ้นโทษทางการเมืองแล้วจะไปหาแต่ละฝ่าย เพื่อหาความคิดหาทางออก ไม่ใช่จะห้ำหั่นขนาดนี้
"เรื่องความปรองดองจะต้องทำให้ได้ จะใช้ความพยายามถึงที่สุด ใครอยู่ที่ไหนก็จะไปพบ เพื่อหาข้อยุติให้จงได้แม้จะโดนไล่ออกจากบ้านก็ยอม แต่ไม่ใช่ไปตระเวนปลุกระดมกันอย่างนี้ อย่าถือเป็นเสื้อสีเหลือง สีแดง ความสงบก็จะเกิดขึ้นได้ มีแนวทางที่จะเดินคุยกับทุกกลุ่มและทุกแห่ง ไม่เว้นที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย ส่วนแนวทางที่จะไปพูดคุยยังไม่ขอเปิดเผย" นายบรรหารกล่าว
เมื่อถามว่าหลังพ้นโทษการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ในวันที่ 2 ธ.ค.56 จะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า แน่นอน เมื่อถามว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ โดยเฉพาะนายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพนายบรรหารกล่าวว่า ขณะนี้นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ดูแลแทนอยู่ ไม่มีปัญหา
นายบรรหารกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทิศทางจะวุ่น วายหรือไม่ยังตอบไมได้ การเมืองบ้านเราดูแค่ 7 วัน หรือ 10 วันไม่ได้ แม้บางฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลจะบอกว่าจะวุ่นวายก็ตาม ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งหรือไม่นั้น เรื่องนี้บางฝ่ายเคยขอร้องให้พรรคชาติไทยพัฒนาที่มีจุดยืนไม่รับรัฐธรรมนูญปี 50 ให้รับไปก่อนและมา แก้ทีหลัง แต่พอจะแก้กลับไม่ให้แก้อีก แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่สุดจะแก้ไขรัฐธรรม นูญแบบรายมาตราหรือทั้งฉบับ พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ขัดข้อง แต่อย่าไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์พอ ซึ่งเรื่องนี้ทางแกนนำรัฐบาลก็ต้องไปตกลงกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขรัฐธรรม นูญโดยการทำประชามติกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา แนวทางใดดีกว่ากัน นายบรรหารกล่าวว่า ประชามติต้องเช็กเสียงก่อนว่าได้หรือไม่ ถ้าได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ต้องคิดว่าจะทำรายมาตราหรือไม่ ทั้งนี้ ก่อนจะทำประชามติ
พรรคร่วมรัฐบาลต้องมาประเมินก่อน และต้องมั่นใจก่อนถึงจะทำประชามติ ซึ่งขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนาได้ให้ ส.ส. ลงพื้นที่เพื่อไปประเมินเสียงแล้ว
เมื่อถามว่าหากเสียงประชามติไม่ถึงกึ่งหนึ่ง รัฐบาลจะถูกเรียกร้องความรับผิดชอบหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า ก่อนทำประชามติอาจมีบางฝ่ายและฝ่ายค้านไปรณรงค์ไม่ให้แก้ ก็อาจทำให้คะแนนเสียงลดลงบ้าง ซึ่งรัฐบาลจะต้องไปประเมินวิเคราะห์ผลดีผลเสีย แต่ต้องมั่นใจในเสียงก่อนถึงจะเดินหน้าต่อไป
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญ ชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค กล่าวถึงสถาน การณ์การเมืองในปี 2556 ว่า เชื่อว่าการเมืองปี 2556 จะไม่ค่อยดี เพราะวิเคราะห์จาก 4 ตัวแปรที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาคือ ตัวแปรที่ 1 คือรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีลักษณะการทำงานที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกระทำกับคู่ต่อสู้ทางการเมือง และคนที่มีความเห็นต่างจากตนเองและมั่นใจว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผล อย่างกรณีการตั้งข้อหากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่สั่งสลายการชุมนุมปี 53 ทั้งที่คนมีประสบการณ์ทางคดีต่างให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไกลมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าเป็นการทำให้คู่ต่อสู้ทางการเมือง และคนเห็นต่างได้รับความยุ่งยาก รวมถึงอย่างกรณีที่รัฐบาลชุดนี้สลายการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่24 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีหลายฝ่ายมองว่าข้ามขั้นตอน และทำรุนแรงเกินไป ซึ่งกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าหันมาใช้อำนาจมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงได้
นายบัญญัติกล่าวว่า ตัวแปรที่ 2 คือปัญหาของประชาชน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2555 ที่ผ่านมาหนักหนาสาหัส ทั้งเรื่องค่าครองชีพ ราคาสินค้า ราคาพลังงาน ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ จนทำให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องหลายครั้ง แต่รัฐบาลก็ใจเย็น หากในปีหน้ารัฐบาลยังนิ่งเฉย ก็เชื่อว่าจะมีการชุมนุมมากขึ้นและหากรัฐบาลมั่นใจกับการสลายการชุมนุมเหมือนม็อบ อพส.ก็จะเป็นปัญหา
ตัวแปรที่ 3 คือ การที่รัฐบาลจะทำเพื่อคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากรากฐานของเผด็จการ จะต้องแก้ทั้งฉบับ ซึ่งรัฐบาลก็
ประกาศเดินหน้าด้วยการทำประชามติ โดยตั้งเป้าว่าหากประชามติไม่ผ่านก็จะกลับมาแก้เป็นรายมาตรา ทั้งที่ความจริง แล้ว สามารถแก้เป็นรายมาตราได้ แต่ก็ มีความพยายามแก้ทั้งฉบับ ซึ่งแสดงให้ เห็นว่า ความมุ่งหมายที่แท้จริงคือต้องการแก้บางมาตรา ไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ เพราะจะมีฝ่ายต่อต้านออกมา เนื่องจากเห็นว่ามีวาระซ่อนเร้นและหากการทำประชามติผ่านได้ตาม ที่รัฐบาลต้องการ เชื่อว่าจะทำให้กระบวนการทางกฎหมายถูกบิดเบือน และหากรัฐบาลจำเป็นต้องหาทางสร้างแรงจูงใจให้คนออกมาใช้สิทธิ์ให้เกินกึ่งหนึ่ง ก็เกรงว่าการให้ความเข้าใจประชาชนจากเวทีสานเสวนาต่างๆ นั้น อาจจะให้ข้อมูลที่เบี่ยงเบน และจะนำไปสู่ความขัดแย้ง
นายบัญญัติกล่าวว่า สำหรับตัว แปรที่ 4 คือปฏิกิริยาคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการชุมนุมครั้งสุดท้ายที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ที่มีการประกาศปฏิญญา 3 ข้อนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้การเมืองปี 2556 ไม่ราบรื่นและอาจมีความขัดแย้งมากขึ้น
"ตัวแปร 4 ตัว ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวเร่งที่จะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะตัวอำนาจนิยมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่ถอยแน่ ทั้ง 2 ตัวนี้จะเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดความขัดแย้งสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต มุ่งหน้าแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยไม่ให้ความสำคัญกับวาระซ่อนเร้นที่เป็นประโยชน์กับพวกพ้องมากเกินไป และพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ หากรัฐบาลเดินหน้าทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญและเกิดความไม่ชอบพามากล พยายามใช้อำนาจรัฐนำไปสู่ทิศทางที่ต้องการ โอกาสที่จะเกิดเวทีของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มีมาก และจะเกิดความขัดแย้งขึ้นทันที และจะเกิดการเมืองนอกสภาฯ อย่างแน่นอน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายเพื่อคนคนเดียวและก่อนหน้านี้ก็มีความเห็นในเรื่องของการจัดการศาล จัดการองค์กรอิสระ ซึ่งแนวโน้มหากปล่อยให้มีการแก้ไขแบบนี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยรวมศูนย์" นายบัญญัติ วิเคราะห์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประ ธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปี 2556 ว่า ปัจจัยสำคัญอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งหากรัฐบาลไม่สร้างเงื่อนไขที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ปัญหาทางการเมือง ทุกอย่างก็น่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ถ้ารัฐบาลไป
สร้างเงื่อนไขก็จะมีผลตามมาหากรัฐบาลยังเดินหน้าทำในสิ่งที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้คนทั่วไปเห็นชัดว่าไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวมจริงก็จะนำไปสู่ปัญหา
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขา ธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปี 56 ว่า สถานการณ์การเมืองจะเกิดปัญหาขึ้นหลังจากเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว แต่ถือเป็นตามปกติ เพราะตอนนี้ยังเป็นการเมืองสองขั้ว ก็ต้องใช้เวลาอีกหน่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำประชามติก็ตาม และยังมีเรื่องการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งทุกอย่างจะผสมผสานกัน ฉะนั้นปัจจัยการเมืองยังจะต้องมีความวุ่นวายอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่าประเมินกำลังของม็อบที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลมีเยอะหรือไม่ พล.ท.ภราดรกล่าวว่า นาทีนี้ยังเป็นคนกลุ่มเดิม ส่วนจะเยอะหรือไม่นั้น พอดีเหตุการณ์กับเหตุผลที่จะมาผสมผสานให้ยกระดับยังไม่พอ
เมื่อถามว่าปี 56 จะมีม็อบออกมาอีกหรือไม่ พล.ท.ภราดรกล่าวว่า มีอยู่แล้ว แต่จะเมื่อไหร่เท่านั้นเองหากรัฐบาลไม่เปิดช่องว่างในเรื่องการคอรัปชั่นก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีเรื่องการคอรัปชั่นชัดเจนเมื่อไหร่นั้นจะมีปัญหาแต่ไม่น่าจะแรงขึ้นกว่าเดิม เพราะองค์ประกอบอื่นๆมันมาผสมทำให้สถานการณ์ตรงนี้บีบตัวลดลง เช่น เรื่องเศรษฐกิจที่ดีขึ้นพวกพ่อค้าค่อนข้างแฮปปี้กับรัฐบาลนี้ แต่ในมิติของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยยังไม่แฮปปี้เพียงพอ
เมื่อถามว่าปัจจัยเรื่องคดีนายอภิสิทธิ์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องคอรัปชั่นหากพอดีกันก็น่าจะส่งผลให้ม็อบออกมา เลขาฯ สมช.กล่าวว่า ใช่ คือการเมืองบางทีไม่ออกข้างหน้า แต่พอมีอย่างอื่นมันไปแอบอยู่ข้างหลังด้วยไม่ได้ชกหน้าด้วยโดยตรง ยกเว้นจะมีเหตุการณ์อื่นที่มาเปิดให้
เมื่อถามว่าหลังจาก พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ป ระธานองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ยุติบทบาท จะมีตัวละครใหม่มาอีกหรือไม่ เลขาฯ สมช.กล่าวว่า ก็กำลังหาอยู่ เขาถึงไม่เลิกองค์กร เพียงแต่รอหาหัว ส่วนจะเยอะกว่าเดิมหรือไม่นั้น เขาก็คงมีเป้าหมายที่จะพยายามอยู่ เพียงแต่รัฐบาลยังไม่เปิดช่องให้เขามีเงื่อนไขตรงนั้นพอ ซึ่งหากมีเมื่อไหร่มันพร้อมมาบรรจบด้วยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถึงจะมีออกมาก็ไม่เชื่อว่าแรงพอล้มรัฐบาลได้.