ไทยโพสต์ * "ซีไอเอสงค์" เตือนปีงูเล็กประ เทศถึงขั้นวิบัติด้วยสารพัดปัญหารุมเร้า ประ ชานิยมพ่นพิษทำเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ขณะที่รัฐบาล "ญาติกาธิปไตย" ยังดันทุรังเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ แถมจะยกดินแดนให้เขมร จากวิกฤติต้มยำกุ้ง มาสู่วิกฤติต้มยำปูอาบฟอร์มาลินตราดูไบ หวั่นกรุงเทพฯ จลา จล
ทิศทางประเทศไทยจะก้าวเดินไปทางใดในห้วงปีมะเส็งงูเล็ก หลายฝ่ายได้ออกมาวิเคราะห์แสดงความห่วงใยทั้งภาคการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ น.ต.ประสงค์ สุ่น ศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ฟันธงว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มเหลว ประเทศเกิดหายนะ อันเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
น.ต.ประสงค์ได้ไปบรรยายให้ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 4 ในหัวข้อ การพัฒนาการเมืองไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง จัดขึ้นเมื่อวันที่4 มกราคมนี้ ตอนหนึ่งเขากล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 80 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี2475 การเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องหยุดชะงักลงเป็นครั้งคราว เนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหารการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และประชาชนออกมาต่อต้านขับไล่รัฐบาล มักจะเกิดเหตุการณ์ทุกช่วง 3-5 ปี อย่างเช่น รัฐธรรมนูญปี 50 ที่บังคับใช้มาประมาณ 6-7 ปี เชื่อว่าจะหยุดชะงักขึ้นอีกครั้ง จากการที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการเมืองน้ำเน่าอย่างเช่นสภาพปัจจุบัน เนื่องจากฝ่ายการเมืองไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงไปตรงมา รวมถึงนักวิชาการที่คอยออกมากวนเมืองตลอดเวลา เสนอแต่ความเห็นไม่ถูกต้องชอบธรรม
น.ต.ประสงค์ชี้ว่า นักการเมืองสมัยนี้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายมาเป็นประโยชน์ เพื่อทำลายหลักนิติธรรม จริยธรรม และมารยาททางการเมือง ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่วางกรอบจริยธรรมให้ผู้มีอำนาจรัฐปฏิบัติ แต่ถ้าออกจากหลักนี้มารยาทก็ไม่เกิด ประเทศจะวุ่นวายได้ง่าย ที่ผ่านมานักการเมืองชอบพูดอยู่ตลอดว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ของระบอบประชาธิปไตย ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ ที่สำคัญการสรรหาบุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชน ต้องมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ถ้าไม่ใช่ตามนี้ก็เป็นประชาธิปไตยแค่รูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเนื้อหา เราจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีการใช้อิทธิพลข่มขู่ ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ให้อามิสสินจ้าง แม้จะมีกระบวนการให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต. แต่ก็สู้สิ่งเหล่านี้ไม่ไหว ส่งผลให้คนที่รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
"เมื่อคนเหล่านี้มาบริหารบ้านเมืองก็ทำให้การบริหารงานบิดเบี้ยว พิกลพิการ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ละเมิดหลักยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างเหิมเกริม โดยอ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้ระบอบการเมืองเป็นธนาธิปไตย คือเป็นระบบของเงิน ผู้บริหารเป็นระบบโจราธิปไตย ลักเล็กขโมยน้อยไปเป็นของตนเอง และที่ร้ายที่สุดอำนาจอธิปไตยกลายเป็นของวงศาคณาญาติเท่านั้นคือ ญาติกาธิปไตย ซึ่งผมคงไม่ต้องเอ่ยว่าหมายถึงใคร หรือหมายถึงอะไร"
น.ต.ประสงค์กล่าวว่า ขณะนี้ความล้มเหลวของบ้านเมืองมาจาก 3 สาเหตุ คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม คนไทยยังมีความเขลาและความจน ซึ่งความเขลาไม่ใช่ความโง่ แต่เป็นการขาดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในการตัดสินใจ เมื่อประกอบกับความจน จึงทำให้ง่ายต่อการถูกมอมเมา ผู้บริหารและผู้มีอำนาจ มีความต้องการอย่างเดียวคือต้องการให้คนรักคนชอบ จึงหยิบยื่นในสิ่งที่คนชอบคือ นโยบายประชานิยมต่างๆ โดยไม่ได้ดูว่าจะสร้างพิษสงให้กับประชาชนอย่างไร เวลานี้หนี้ครัวเรือนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เงินในพระคลังร่อยหรอ วินัยการเงินการคลังไม่มี บริหารบ้านเมืองเพียงปีเศษ สร้างหนี้เป็นแสนล้าน หลังปีใหม่ก็จะกู้อีก 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งประชาชนที่ยังเขลา ก็ไม่รู้ว่าหนี้เหล่านี้ตนเองต้องแบกรับ ดังนั้นในปี 2556 แก้ไม่ถูกที่ถูกทาง ประเทศไทยจะล้มละลายทางเศรษฐกิจอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไทยจะกลายเป็นประเทศกรีซ 2 ที่หายนะทางสภาวะเศรษฐกิจ
2.โครงสร้าง กระบวนการที่เรียกว่าสถาบันประชาธิปไตย ที่ประกอบไปด้วย รัฐ ธรรมนูญ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง การประชุมรัฐสภา การจัดตั้งรัฐบาล การมีจิตสำ นึก สิ่งเหล่านี้มีมากน้อยแค่ไหน และ 3.วัฒน ธรรมและทัศนะทางการเมืองของประชาชน ทำอย่างไรจะปลูกฝังความไม่เห็นแก่ตัวให้เกิดขึ้นได้
น.ต.ประสงค์กล่าวว่า ในปี 56 อยากให้ทุกคนเตรียมตัว เพราะฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศจะล้มละลาย ขณะนี้นโยบายประชานิยม ในการขึ้นค่าแรง 300 บาทพ่นพิษแล้ว ในวันที่ 1 มกราคม มีคนตกงาน 15,000 คน ซึ่งตนไม่อยากใช้คำว่าให้ระวังจะเกิดจลาจลต่อเนื่องในกรุงเทพฯแต่ดูแล้วหมดหวัง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และบูรภาพแห่งดินแดน ทั้งความมั่นคงชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงรอบปราสาทพระวิหาร ที่เราจะเสียดินแดน จากการใช้แผนที่สัดส่วน 1 ต่อ 2 แสน เขมรจะกินเขตแดนเข้ามาในจังหวัดภาคอีสานถึงอ่าวไทย
"ปีนี้วิกฤติวุ่นวายสุดๆ เพราะคนจะทนไม่ไหว ปี 2540 เราเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้ง คราวนั้นเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ปี 2556 จะเป็นวิกฤติครบเครื่องร้ายแรงกว่าปี 2540 เป็นต้มยำปู อย่าคิดว่าเอร็ดอร่อย เพราะเป็นปูที่อาบฟอร์มาลินตราดูไบ" น.ต.ประสงค์ทิ้งท้าย
หลังจากนั้น มีผู้ถามเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสามารถทำได้หรือไม่ น.ต.ประสงค์กล่าวว่า น่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความ เพราะมาตรา 291 ให้แก้ไขเป็นรายมาตรา แล้วรัฐบาลไปทำประชามติเพื่อแก้ไขทั้งฉบับก็เท่ากับเป็นการทำประชามติขัดแย้งรัฐธรรม นูญ
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องวิเคราะห์ยากถึงสถานการณ์การเมืองในปีนี้ แต่ความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะคดีความ ก็ต้องต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม เช่น คดี 98 ศพ ศาลได้ชี้ชัดแล้ว 3 ศพถึงสาเหตุการตาย และเป็นคำสั่งใคร ตรงนี้ใครจะไปเนรมิตได้ หรือแม้แต่กรณีต่อสัญญาบีทีเอส ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไม่พูดแล้ว เพราะในวันที่ 6-7 ม.ค.นี้ ที่พรรคเพื่อไทยจะประชุมกัน ทางพรรคอนุญาตให้ตนร่วมอภิปรายด้วย ซึ่งจะยืนยันตามข้อเสนอเดิม คือแก้รายมาตราใน 9 ประเด็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. จังหวัดชลบุรี เชื่อว่าจะเป็นการสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถ้าเห็นว่ารัฐบาลที่พรรคพลังชลสนับ สนุนอยู่ กำลังทำสิ่งดีๆ เศรษฐกิจดี ปากท้อง ไม่มีปัญหา เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปรอง ดอง ก็ต้องเลือกทางรัฐบาล แต่ถ้าเห็นว่านโยบายรัฐบาลขณะนี้ หรือการบริหารที่ผ่านมามีปัญหา ไม่แก้ปัญหาปากท้อง ของแพง มีนโยบายไม่เหมาะสม ควรจะปรับปรุง เช่น เรื่องจำนำข้าว หรือการไม่หามาตรการรองรับเรื่องค่าแรง ใช้อำนาจแบบข่มขู่ คุกคาม ปิดกั้นฝ่ายตรวจสอบ ก็ให้สนับสนุนประชาธิปัตย์
ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่า ไปหาเสียง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้รับดอกไม้มาก มาย ทั้งรู้สึกได้ปูเยอะเป็นพิเศษ มีทั้งปูแช่แข็ง มีทั้งข้าวผัดปู แต่จะมีกรรเชียงปูด้วยหรือไม่ ยังไม่ได้ตรวจสอบ ผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วจะนำปูที่ได้ไปทำอะไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภรรยาจะทำอะไร ตนรับประทานได้ทั้งนั้น.