ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เราต้องยึดกรุงเทพฯ ให้ได้ พี่น้องชาวอุบลราชธานีต้องช่วยกันด้วย"
ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าตัวจริงพรรคเพื่อไทย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
นับแต่ระบอบทักษิณได้ก่อตัวขึ้นในสังคมการเมืองไทยกว่า ๑๐ ปีมานี้ "การเลือกตั้ง" ของไทยได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีตัวเป็นสองตนทับซ้อนกัน ตัวตนแรกก็เป็นการเข้าคูหากาเบอร์เพื่อ เลือกใครไปทำงานส่วนรวมแทนเราตามปกติ รักใครชอบใคร ชอบแนวทางไหนก็ใช้วิจารณญาณเลือกกันไปตามที่เห็นควร เลือกแล้วผู้ได้รับเลือกก็ได้หน้าที่ไปทำงานให้สำเร็จตามกรอบอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในตำแหน่งต่างๆ โดยมีพันธกรณีทางการเมืองว่าตนเป็นเพียง "ผู้แทน" เป็นดาวเคราะห์รับแสงจากชาวบ้านเท่านั้น
ตัวตนที่สองเป็นสถานการณ์ใหม่ ที่ "การเลือกตั้ง" ได้ถูกทำให้เห็นเป็นเช่น การให้สัมปทานให้กลุ่มการเมืองได้เข้า "ครอบครอง" บ้านเมือง ครอบครองทั้งผู้คนและเขตที่ชนะเลือกตั้ง ครอบครองทั้งอำนาจรัฐที่ถือว่าประชาชนได้โอนและส่งมอบให้โดยเด็ดขาดแล้ว และสามารถนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง โดยไม่อยู่ในกรอบเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ตัวตนของการเลือกตั้งสองประการนี้ แม้จะมาจากระบบกฎหมาย ( System) เดียวกัน แต่ในส่วนความคิด (Ideology) และความเคลื่อนไหว ( Movement) นั้น ต่างกันมาก ต่างกันจนทำให้ลงตัวเป็นภาพรวม หรือระบอบ ( Regime) ที่พาบ้านเมืองไปคนละทิศละทาง ทั้งระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการก็ได้ การเลือกตั้งโดยเสรีมีวาระจึงเป็นเพียงกระบวนการทางกฎหมาย ที่ไม่ต่างจากตะเกียงวิเศษ เมื่อขัดถูแล้วก็อาจได้ยักษ์ใจดีมารับใช้ หรือมารร้ายมาสิงสู่ก็ได้ ใครหลงเชื่อว่า ก้มหน้าก้มตาเลือกตั้งไปเรื่อยๆ แล้วประชาธิปไตยจะเสด็จมาเยือนได้เอง จึงเป็นผู้หลงผิดโดยแท้
ตัวตนที่สองของการเลือกตั้งแบบให้สัมปทานไปเป็นเผด็จการนี้นี่เอง ที่ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี ๕๖ กลายเป็นศึกชี้ขาดของสงครามใหญ่ระดับชาติ ระหว่างระบอบทักษิณ กับฝ่ายปฏิกิริยา ที่สู้กันมายืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี ๔๖ หยุดพักได้เวลานอกด้วยรัฐประหาร ๑ ปี จากนั้นพอได้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้ว ระบอบทักษิณก็ใช้สงครามเลือกตั้ง บวกด้วยการจัดตั้งมวลชน นปช.พร้อมกองกำลัง เข้าสู้รบในหลายศึกจนครอบครองบ้านเมืองมาได้โดยลำดับ
ในสงครามนี้ ลำพังการครอบครองที่นั่งในสภาฯ ยังหาใช่ชัยชนะไม่ จำเป็นต้องเข้าครอบครองทั้งความคิดและความเคลื่อนไหวของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย เขตใดชนะเลือกตั้งแล้วก็ต้องเข้ายึดครองมวลชนให้เด็ดขาดต่อไปอีก กรุงเทพฯ นั้นระบอบทักษิณก็จัดตั้งไว้ไม่น้อยแล้ว หากคราวนี้สามารถยึดอำนาจในศาลาว่าการ กทม.ไว้ได้ ก็ย่อมเป็นฐานที่ใช้ยึดครองผู้คนต่อไปได้ ซึ่งหากทำได้จริงพื้นที่ที่เหลือ ตั้งแต่สมุทรสงครามก็จะสิ้นแรงต้านลงไปถึงชุมพร เมื่อถึงตรงนั้นก็จะเหลือแต่พี่น้องคนใต้ที่ยืนหิวอยู่โคนพร้าวกับลิงกังเท่านั้นเอง
ความคิดและความเคลื่อนไหวของระบอบทักษิณที่อาศัยการเลือกตั้งเป็นสัมปทานประเทศเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้คุณทักษิณประกาศว่าต้อง "ยึดกรุงเทพฯ" ให้ได้ ซึ่งเมื่อเป็นการชิงสัมปทานประเทศ พรรคพวกชาวอุบลฯ และชาวจังหวัดอื่นๆ ก็ต้องมีเอี่ยว ต้องช่วยลุ้นและหาเสียงผ่านลูกหลานในกรุงเทพฯ ด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคุณภาพการบริการของ กทม.กับเขาเลยก็ตาม
ในแง่ยุทธศาสตร์นั้น ถ้าชนะศึกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ได้ คุณทักษิณก็เชื่อว่าเกมจะต้อง "ไหล" ต่อไปได้อย่างแน่นอน ประชาธิปัตย์จะแตก แรงค้านตรวจสอบในสภาฯ จะผ่อนเบาลง ส่วนพวกค้านนอกสภาฯ ก็จะวางมือนอนอุดหูอยู่กับบ้าน ไม่คอยฟังเสียงนกหวีดใดๆ อีกต่อไปแล้ว ถึงจุดนั้นเขาก็ย่อมจะผลักดันแก้กฎหมายใดๆ ได้ดังใจทุกประการ
ด้วยเดิมพันเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้ระบอบทักษิณตัดสินใจแขวนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น เช่น กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ แล้วทุ่มเทสรรพกำลังของพรรคและแนวร่วม ทั้งโพล สื่อ และมวลชนแดง พร้อมผู้สมัครที่หน้าตาดี พูดเก่ง ปราดเปรียว แข็งแรงว่องไว กระโดดขึ้นเกาะท้ายรถขยะก็ได้ ขึ้นปราศรัยแล้ว กระโดดลงเวทีสูง ๑.๓๐ เมตรก็ได้ เดินขึ้นภูเขาทองไม่มีหยุดพักก็ได้ ทั้งหมดนี้จะสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้ทั้งสิ้น ความพร้อมของเบอร์ ๙ จึงมีอยู่เพียบ ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ตัวบุคคล และสรรพาวุธทั้งปวง
หันมาดูพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์เองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณทักษิณเขาถึงจะยึดกรุงเทพฯ และยึดอย่างไร การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สำหรับประชาธิปัตย์ยังเป็นการเลือกตั้งคนไปทำงานตามปกติ หาใช่การให้สัมปทานยึดครองบ้านเมืองเหมือนที่คุณทักษิณเข้าใจและกำลังทุ่มเททุกอย่างไม่ เมื่อเห็นเป็นการเลือกตั้งปกติ ประชาธิปัตย์จึงทำไปตามปกติ ใช้เครือข่าย ส.ก., ส.ข., และ ส.ส.ท้องถิ่น ว่ากันไปตามทางที่เคยทำ พร้อมผู้สมัครเจ้าเก่า ที่หาจุดดึงดูดใดไม่ได้เท่าใด อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในทุกวันนี้
คนกรุงเทพฯ เองก็มีทางเลือกแตกต่างกันหลากหลายซับซ้อนไม่น้อย แต่ทางคิดนั้นก็คงไม่มาก ทางแยกแรกก็ต้องเลือกว่าใครจะรักจะเป็นแฟนพรรคใดบ้างหรือไม่ ใครที่ไม่เป็นแฟนพรรคใดก็ต้องเลือกต่อว่าจะนอนอยู่บ้านไหม ใครที่ไม่นอนจะออกมาเลือกตั้งก็ต้องเลือกคิดต่อไปว่าตัวเองจะใช้สิทธิ์เชิงบวกหรือเชิงลบ ถ้าใช้เชิงลบคือเกลียดทักษิณก็เลือก ปชป. เกลียด ปชป. ก็เลือกเบอร์ ๙ ไป ส่วนพวกที่ใช้สิทธิ์เชิงบวกนั้นชอบใครก็เลือกไปเลย เบอร์ไหนก็ได้ กลุ่มนี้นี่เองที่เสียงน่าจะไหลไปหาผู้สมัครอิสระเสียเป็นส่วนใหญ่
ในสภาพที่มีเขตเลือกตั้งใหญ่ คนมาก ทางเลือกเยอะอย่างนี้ ถ้าปรับระบบเลือกตั้งเป็นระบบเลือก ๒ รอบ คือถ้าที่ ๑ ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ ก็ให้จัดลงคะแนนเลือกระหว่างที่ ๑ กับที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ก็น่าที่จะทำให้เสียงอิสระกลายเป็นเสียงชี้ขาดได้ ไม่ใช่อิสระแล้วกระจายไปเลือกผู้สมัครอิสระจนเสียงตกน้ำไปหมดเช่นปัจจุบัน
สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น เสียงอิสระน่าจะไหลไปให้คะแนนผู้สมัครอิสระมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็สู้เสียงพรรคไม่ได้ สำหรับคะแนนที่ให้ผู้สมัครจากพรรคทั้งสองนั้น นอกจากเสียงพรรคแล้ว เสียงเกลียดทักษิณเลือกประชาธิปัตย์น่าจะลดลง เว้นเสียแต่เพื่อไทยจะเอาตู่เอาเต้นเอาเหวงมาใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีปราศรัย สาดเลือดใส่เบอร์ ๙ ชูขวดลิตรใสน้ำมันเบนซินให้ทั่วกรุงเทพฯ เท่านั้น
ท้ายสุดนี้...คะแนนสุทธิจะเป็นเท่าใดนั้นไม่มีใครทราบ แต่จะต้องมีผลเป็นการเลือกอนาคตของประเทศไปด้วยในตัวอย่างแน่นอน.