วิถีไทย: ย้อนตำนานการแสดงเชิดสิงโตต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีมะเส็ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556 00:00:03 น.
หัวเห็ดท้ายซอย

ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ของชาวจีน หรือ "ตรุษจีน 2556" กันแล้ว เชื่อว่าหลายคนต่างรอคอยเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะได้พบปะญาติมิตรและได้ร่วมไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ รวมไปถึงไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตต้อนรับปีใหม่ ส่วนเด็กๆ ก็ได้ยิ้มกันแก้มปริ เพราะจะได้รับอั่งเปาซองแดงๆ เป็นค่าขนม นอกจากนี้ยังมีการแสดงเชิดสิงโตที่เป็นศิลปวัฒนธรรมของชาวจีนและได้แพร่หลายมาสู่เมืองไทยมาช้านาน

ส่วนประวัติการเชิดสิงโตในอดีตของประเทศจีน มีการจัดตั้งคณะสิงโตขึ้น โดยคณะใหญ่ๆ จะมีผู้เข้าร่วมอยู่ในคณะระหว่าง 70-80 คน ต้องใช้เวลาฝึกฝนการเชิดสิงโตไม่น้อยกว่า 3 ปี 6 เดือน จึงจะออกแสดงได้ ทั้งในคณะสิงโตก็ไม่ได้ฝึกฝนการเชิดสิงโตแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีการหัดมวยจีน กระบอง มีดสั้น ทวน ง้าวและอื่นๆ เวลาออกแสดง

ในแต่ละครั้งต้องใช้ลานที่มีความกว้างขวาง มากๆ เพราะต้องทำการแสดงจับคู่ต่อสู้กัน ซึ่งการแต่งตัวนั้นก็ยังแตกต่างกัน ที่สำคัญคณะสิงโตของจีนมีการพันแข้ง ที่เรียกว่า คาเกี๊ยว มัดตั้งแต่ข้อเท้า แล้วยังมีผ้าคาดเอวอีกด้วย

ดังนั้น คณะสิงโตของชาวจีนในอดีตก็คือ คณะมวยหรือสำนักมวยที่เรียกว่า "กุ่งอ๊วง" ซึ่งหัวสิงโตที่นำมาใช้ในการเชิดนั้น มีหัวเป็นสีเขียว คิ้วสีขาว ภาษาจีนเรียกว่า "แชไซแปะไบ๊" สิงโตแบบนี้เมื่อถูกนำไปเล่นในที่ต่างถิ่นมักถูกเจ้าถิ่นลองดี โดยการส่งนักมวยจีนหรือนักกระบี่กระบองมาขอซ้อมมือ ถ้าเกิดต้องพ่ายแพ้แก่เจ้าถิ่น ผู้มาเยือนก็ต้องได้รับความอับอายเขา จนต้องรีบเดินทางกลับสำนักมวยของตน แต่ถ้าหากรักจะเล่นก็ต้องส่งตัวแทนไปคำนับหัวหน้าคณะมวยเจ้าของถิ่นเสียก่อน

การเชิดสิงโตในยุคแรกใช้ลีลาการร่ายรำเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า ระบำสิงโต แต่หลังจากสมัยของราชวงศ์ชิง จึงค่อยๆ ถูกหลอมรวมเข้ากับหลักวิทยายุทธ์ การเชิดสิงโตให้ดูสง่างดงาม มีชีวิตชีวา ต้องมีพื้นฐานในการเคลื่อนไหวที่แม่นยำและมั่นคง คนเชิดสิงโตต้องรู้จังหวะการยกเท้าคือ เมื่อยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นก็จะเหลือหลักไว้ยืนเพียงเท้าข้างเดียว

ในขณะที่อากัปกิริยาของสิงโตหรือราชสีห์ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด กลิ้งเกลือกหรืออื่นๆ ก็ตาม หากผู้เชิดสิงโตขาดความแข็งแกร่งของร่างกายส่วนล่าง ก็ย่อมไม่สามารถที่จะเชิดสิงโตให้ดูน่าเกรงขาม ว่องไว ปราดเปรียว ซึ่งท่วงท่าของการย่างเท้าที่ใช้ในการเชิดสิงโตก็คือ หลักของการใช้เท้าในการฝึกการต่อสู้ของจีนหรือมวยจีนนั่นเอง

ยังมีตำนานความเป็นมาการเชิดสิงโตอีกเรื่องหนึ่งได้กล่าวว่า หลายร้อยปีมาแล้วได้มีสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งตัวยาว 8 ฟุต มีหัวที่น่าเกลียดมาก ได้มากินข้าวในนา ที่มณฑลกวางตุ้งในวันตรุษจีน ชาวบ้านจึงร่วมมือกันคิดหาวิธีขับไล่สัตว์ร้ายนั้นไป โดยไม่คิดทำอันตรายแก่สัตว์ร้ายแต่อย่างใด โดยนำเอาไม้ไผ่ทำเป็นโครงเอากระดาษสีปะสร้างเป็นรูปสิงโตขึ้นมา แล้วให้ชาวบ้านหลบเข้าไปซ่อนอยู่ด้านในของสิงโตจำลอง จวบจนถึงเวลากลางคืน สิงโตที่ชาวบ้านสร้างจำลองขึ้นมาได้ออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์ยักษ์

สัตว์ยักษ์เมื่อได้เห็นสิงโตจำลองที่กระโดดโลดเต้น และมีเสียงดัง อันเกิดจากการที่ชาวบ้านได้เอาเครื่องมือที่ใช้ในการ ทำครัวมาตีกระทบกัน ทำให้สัตว์ยักษ์เกิดความหวาดกลัวหลบหนีไป ชาวนาจึงไม่ถูกสัตว์ยักษ์มากินข้าวในนาของตนต่อไป และเพื่อระลึกถึงบุญคุณของสิงโตจำลอง พวกชาวนาจึงจัดให้มีการเชิดสิงโตเป็นประจำทุกปีในช่วงตรุษจีน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การเชิดสิงโตอาจจะมีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลตรุษจีน

สิงโตเป็นสัตว์ในนวนิยายหรือจินตนาการของประเทศจีน โดยชาวจีนได้มีจินตนาการว่า สิงโตมีกำเนิดมาจากสัตว์ 3 ประเภท ได้แก่ 1.แรด (เพราะมีนอที่หน้าผากตรงตามนิทานพื้นบ้านของจีน) 2.ม้า (เพราะมีลำตัวเป็นม้าที่มีเขาเดียวอยู่บนหัว) ถือว่าเป็นสัตว์มงคล ซึ่งจะปรากฏตัวเมื่อมีซินแสเกิด หรือมีนักปราชญ์ผู้ทรงธรรมขึ้นครองบัลลังก์

3.สุนัข (ท่าทางการเต้นของสิงโตนั้น เลียนแบบมาจากท่าทางสุนัขล่าเนื้อของทิเบต หรืออาจจะเป็นสุนัขพันธุ์ปักกิ่งและสุนัขพันธุ์จู)

ชาวจีนให้การนับถือสิงโตมาก เพราะเชื่อว่าสิงโตมีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งมีอิทธิฤทธิ์ที่จะบันดาลโชคลาภมาให้ คอยช่วยปกป้องและปัดเป่าโพยภัยต่างๆ ไม่ให้มารังควานผู้คนได้ ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่า ประเทศจีนนั้นเป็นต้นกำเนิดตำนานในการเชิดสิงโต ซึ่งตามตำนานของจีนกล่าวว่า สิงโตและการเชิดสิงโตเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าเคี่ยนหลงกุน หรือเคี่ยนล่งกุ๋น หรือเคียนลุง หรือ เฉียนหลง (หลี่ซื่อหมิน) แห่งราชวงศ์ชิง หรือเช็ง ซึ่งเสวยราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ.2297-2338 (ตรงกับสมัยอยุธยา)

ในวันหนึ่งขณะพระเจ้าเคี่ยนหลงกุนหรือจักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จออกท้องพระโรง มีข้าราชบริพารมาเข้าเฝ้าก็ได้เกิดเหตุการณ์ท้องฟ้ามืดสลัวลง พร้อมกับปรากฏสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกับสุนัขตัวใหญ่ มีขนปุกปุย ลอยลงมาจากก้อนเมฆทางทิศตะวันออก ทั้งมีเสียงดนตรีประโคมกึกก้อง สัตว์ประหลาดได้ลอยลงมาหยุดตรงหน้าที่ประทับ แล้วหมอบลงก้มศีรษะทำความเคารพต่อพระองค์ 3 ครั้ง ก่อนลอยหายไปทางทิศเหนือ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ได้มีขุนนางผู้เฒ่าคนหนึ่งได้กราบทูลว่า สัตว์ที่มาถวายบังคมต่อพระองค์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่ประกอบด้วยมงคลอย่างสูง มีนามว่าสิงโต (หม่งไซ หรือ ไซ) สัตว์ชนิดนี้ยากที่มนุษย์สามัญจะได้พบเห็น แต่การที่สัตว์นั้นมาถวายมงคลเพราะพระองค์เป็นผู้ทรงบุญญานุภาพ สิงโตจึงมาถวายบังคมเพื่อมาแสดงความจงรักภักดีและอวยพรแด่พระองค์

พระเจ้าเคี่ยนล่งกุ๋นได้ฟังก็เกิดปีติโสมนัส พร้อมตรัสสรรเสริญสิงโต ต่อมาเมื่อราษฎรได้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้พากันจัดหารูปสิงโตมาตั้งเคารพบูชาไว้ที่บ้านของตน ต่อมา มีชาวจีนสกุลโง้ว (แซ่โง้ว) ได้คิดทำหัวสิงโตขึ้นมาใช้แทนสิ่งที่เคยลอยลงมาจากฟ้า หาเครื่องดนตรีประกอบให้มีที่เสียงเร้าใจ ชวนให้สนุกสนาน โดยใช้คนจับหัวเชิด แสดงคารวะต่อผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ถือว่าเป็นมิ่งมงคลแก่ผู้รับการคารวะ เปรียบเสมือนเป็นพระเจ้ากรุงจีน สิงโตจึงเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สิงโตของชาวจีนสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิงโตเหนือ สิงโตใต้ ดังนี้ 1.สิงโตเหนือ เป็นการนำเอาสุนัขพันธุ์ปักกิ่งมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างหุ่นสิงโตให้มีขนยาว ขาเล็ก ร่างเล็ก ซึ่งผู้เชิดสิงโตต้องสวมชุดสิงโตที่มีขนยาวปกคลุม การเชิดสิงโตเหนืออาจเชิดคนเดียว หรือสองคนก็ได้ สิงโตเหนือ เรียกว่า สิงโตปักกิ่ง

2.สิงโตใต้ นิยมนำมาเชิดกันอย่างแพร่หลาย ในมณฑลกวางตุ้ง กว่างซีจ้วง และฮกเกี้ยน แต่ต่อมาภายหลังชาวจีนที่เคยอาศัยอยู่ทางใต้ของประเทศจีน รวมทั้งชาวจีนที่เคยฝึกหัดการเชิดสิงโต โดยเฉพาะผู้ที่เคยอยู่อาศัยภายในมณฑลกวางตุ้งได้อพยพไปอยู่ยังภูมิภาคต่างๆ ของโลก สิงโตกวางตุ้งจึงได้รับการรู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้แต่ในประ เทศไทยเองก็ได้รับรูปแบบการเชิดแบบกวางตุ้งมาใช้เชิดอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้การเชิดสิงโตยังสามารถแบ่งออกตามรูปร่างลักษณะของหัวสิงโตที่กลุ่มชาวจีนแต่ละกลุ่มเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น ได้แก่  1.สิงโตของชาวจีนแคระ หัวสิงโตมีลักษณะคล้ายกับบุ้งกี๋ ใบหน้าจะทาสีให้เป็นลายเขียว เหลือง แดง มีฟันซี่โต 2.สิงโตกวางตุ้ง หัวสิงโตแบบนี้อาจจะประดับประดากระจกที่หน้า มีการเขียนสีสันลวดลายลงบนหัว มีนอ ที่หน้าผากและมีเคราที่คาง

3.สิงโตไหหลำ กลุ่มชาวจีนไหหลำได้มีการสร้างรูปหัวเสือขึ้นมาใช้แทนรูปหัวสิงโต ทำให้รูปหัวสิงโตของกลุ่มชาวจีนไหหลำมีลักษณะแตกต่างจากชาวจีนกลุ่มอื่นๆ อย่างเด่นชัด

4.สิงโตแต้จิ๋วหรือสิงโตปักกิ่ง หรือสิงโตกวางเจา มีลักษณะคล้ายกับหมาจู มีขนปุกปุย ตาโต มีโบที่หัวและติดกระดิ่งไว้ที่ใต้คาง เวลาที่ทำการแสดงอาจจะทำการแสดงสองตัวขึ้นไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง